free web hosting | free website | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

   การวางแผนภาษีของแพทย์

ในทางภาษีจะเรียกวิชาชีพอิสระนี้ว่าการประกอบโรคศิลป ซึ่งจะหมายความรวมถึงแพทย์ ทันตกรรม

เภสัชกรรม พยาบาล ผดุงครรภ์ กายภาพบำบัด และเทคนิคการแพทย์ กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาล

เหล่านี้มักจะมีปัญหาในการวินิจฉัยว่าจะจำแนกเป็นเงินได้ประเภทใด ตามมาตรา40 (1) หรือ (2) หรือ (6)

เพราะแต่ละประเภทจะเสียภาษีต่างกันถ้าเข้าใจผิดหรือเสียภาษีผิดก็อาจถูกประเมินภาษีใหม่แถมต้องเสีย

เบี้ยปรับเงินเพิ่ม ซึ่งเงินได้ของแพทยหรือกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเป็นเงินได้ตาม

ตามมาตรา 40 (1) เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% (แต่ไม่เกิน 60,000.00บาท) หรือ

ตามมาตรา 40 (2) เงินได้จากการรับทำงานให้ เงินได้ในกรณีนี้คล้ายกับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ข้อแตกต่าง

คือ มาตรา 40 (2) เป็ค่าตอบแทนที่โรงพยาบาลคิดให้ตามผลสำเร็จของงานไม่ใช่ลักษณะนายจ้างกับลูกจ้าง

ซึ่งหักค่าใช่จ่ายรวมกันกับเงินเดือน ค่าจ้าง ตามมาตรา40 (1) ได้เพียง 40% (แต่ไม่เกิน 60,000.00 บาท)

แต่ถ้าเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา 40 (6) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ

หักเหมาได้ 60% หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ เช่น ค่าเช่าคลีนิค ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่ายาที่ซื้อมา

เป็นต้น ซึ่งแน่นอนบรรดาแพทย์ทั้งหลายอยากให้ตีความเข้าข้อนี้เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงกว่าการตี

ีความเข้าตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) ซึ่งทางกรมสรรพากรก็ได้ออกแนวทางการพิจารณาไว้ดังนี้

1.กรณีแพทย์กินเงินเดือนอย่างเดียว ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1)

โดยแพทย์ต้องมีความสัมพันธ์กับโรงพยาบาลในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น แพทย์ที่ทำงานประจำ

ในโรงพยาบาลของเอกชนหรือรับราชการในโรงพยาบาลของรัฐ หรือเป็นลูกจ้างในบริษัทห้างร้านต่างๆ

รวมถึงค่าล่วงเวลาจากการเข้าเวรหรือค่าตอบแทนพิเศษในการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่แพทย์กินเงิน

เดือนอยู่ ในกรณีนี้แพทย์จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนเมื่อสิ้นปีต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91

และชำระภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป โดยนำเงิน

ได้ที่ได้รับตลอดทั้งปีมารวมคำนวนภาษีได้เงินภาษีเท่าใดให้นำภาษีที่ถูกหัก ณ

ที่จ่ายไว้ทุกเดือนมาหักออกซึ่งอาจ

จะต้องจ่ายเพิ่มตามจำนวนภาษีที่ยังขาดอยู่หรือถ้าภาษีที่ถูกหัก ณ

ที่จ่ายมีมากกว่าภาษีที่ต้องชำระก็สามารถขอคืน

ได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายของปีที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไป

2.กรณีแพทย์กินเงินเดือนโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนและมาเปิดคลีนิคส่วนตัวนอกเวลา

ราชการหรือนอกเวลางานเงินเดือนที่ได้รับเสียจะภาษีเหมือนกับกรณีที่ 1

แต่รายได้ที่มาจากการเปิดคลีนิคส่วนตัวถือเป็นเงินได้จากการประ

กอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) ตามประมวลรัษฎากรซึ่งหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือถ้ามีค่า

ใช้จ่ายจริงมากกว่าก็มีสิทธิขอพิสูจน์เพื่อหักได้ กรณีนี้แพทย์ต้องยื่นแบบเสียภาษีปีละ2 ครั้งคือครั้งแรกยื่นแบบ

ภ.ง.ด.94 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน โดยนำเงินได้ที่ได้รับจากการเปิดคลีนิคส่วนตัวตั้งแต่วันที่ 1

มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน มารวมคำนวนเพื่อเสียภาษี ส่วนครั้งที่สองยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในวันที่ 31

มีนาคมของปีถัดไปโดยนำเงินได้ที่ได้รับตลอดทั้งปี

(แม้จะเป็นเงินได้ที่ได้รวมคำนวนเสียภาษีไปแล้วในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94ในครั้งแรก)

มารวมกับเงินเดือนที่ได้รับตลอดทั้งปีมารวมคำนวนเพื่อเสียภาษีว่าเป็นเงินภาษีเท่าใดก็ให้นำภาษีที่เสีย

ไปแล้วในการยื่นแบบครั้งแรกและภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนทุกเดือนมาหักออก

คงเสียภาษีแต่เพียงจำนวน

ที่ยังขาดอยู่เท่านั้นหรือถ้าคำนวนแล้วภาษีที่ชำระในครั้งแรกและภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้มีจำนวนมากกว่า

ภาษีที่ต้องชำระ ก็มีสิทธิขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายที่ถูกหักภาษีเกินไป

3.กรณีแพทย์เปิดกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลโดยมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน

รวมทั้งการตรวจรักษาพยาบาล และจำหน่ายยา

กรณีนี้ไม่ถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) แต่ถือเป็นเงินได้จากการประกอบ

ธุรกิจตามมาตรา 40 (8)

ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้มากกว่าเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา

40 (6) คือหักเหมาได้ร้อยละ 75 แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงมีมากกว่าก็มีสิทธิขอพิสูจน์เพื่อขอหักได้

ในกรณีนี้การยื่นแบบ

เพื่อเสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 และ 90 และชำระภาษีปีละ 2 ครั้งเหมือนกับกรณีที่ 2 ตามที่กล่าวมาแล้ว

4.กรณีแพทย์กินเงินเดือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแล้วไปรับตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งเป็น

ประจำตามช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้โดยได้รับค่าจ้างในลักษณะที่แพทย์เป็นผู้กำหนดค่าตรวจรักษาคนไข้

้แต่ละรายเองและทางโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้วจึงแบ่งจ่ายให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์

์หรืออัตราส่วนที่ตกลงกันไว้

้กรณีนี้จะเสียภาษีปีละ 2 ครั้ง เหมือนกรณีที่ 2 เงินที่ได้รับจากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่ไปตรวจรักษา

คนไข้ถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา40 (6) แต่เงินได้ที่จะนำมาคำนวนนั้นต้องเป็นเงิน

จากค่าตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งจำนวนไม่ใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่ได้รับจากโรงพยาบาล (ดูหมายเหตุประกอบ)

5.กรณีแพทย์กินเงินเดือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและไม่ได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลอื่นเป็นประจำแต่ทาง

โรงพยาบาลอื่นได้ขอให้ไปตรวจรักษาคนไข้บางรายหรือคนไข้บางรายได้ขอให้ทางโรงพยาบาลติดต่อ

แพทย์มารักษาให้โดยแพทย์ได้รับค่าจ้างเป็นรายครั้งที่ไปทำงานในลักษณะที่แพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษา

คนไข้แต่ละรายเองแล้วแต่ความยากง่ายในการรักษาและให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้ว

จึงแบ่งจ่ายให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์หรืออัตราที่ตกลงกันไว้

กรณีนี้เงินได้จากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6)

เสียภาษีปีละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับกรณีที่ 2

6.กรณีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น วิสัญญีแพทย์ซึ่งกินเงินเดือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่งไปรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาล

อีกแห่งหนึ่งเป็นครั้งคราวแล้วแต่ทางโรงพยาบาลจะขอมาและแพทย์ต้องเตรียมเครื่องมือดมยาและตัวยาไป

เองโดยได้รับค่าจ้างจากโรงพยาบาลในลักษณะที่แพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษาคนไข้แต่ละรายเองแล้วแต่ความ

ยากง่ายในการรักษา รายได้ไม่แน่นอนและให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่ารักษาจากคนไข้แล้วจึงแบ่งจ่าย

ให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์หรืออัตราส่วนที่ตกลงกัน กรณีนี้เงินที่ได้จากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่เรียกไปรักษา

ถือเป็นเงิน ได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) เสียภาษีปีละ 2 ครั้งเช่นเดียวกับกรณีที่ 2

7.กรณีสูตินรีแพทย์ซึ่งกินเงินเดือนจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและมีรายได้พิเศษในการรับฝากครรภ์จาก

โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งซึ่งรายได้ส่วนนี้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้และความพอใจของคนไข้ที่จ่าย

ให้แพทย์และ

ทางโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็นผู้ออกใบเสร็จเรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้วแบ่งจ่ายให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์หรือ

อัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ กรณีนี้รายได้พิเศษดังกล่าว ถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา

40(6) เสียภาษปีละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับกรณีที่ 2

8.กรณีแพทย์ที่รับราชการในโรงพยาบาลของรัฐหรือทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแล้ว มีการรับตรวจรักษา

พยาบาลและดูแลสุขภาพของพนักงานบริษัทอีกแห่งหนึ่งโดยตกลงไปปฎิบัติหน้าที่ที่บริษัทสัปดาห์ละกี่วัน

ตั้งแต่เวลาเท่าใดถึงเท่าใดแล้วแต่จะตกลงกันและได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอนทุกเดือนกรณีนี้เงินที่ได้รับ

จากบริษัทผู้ว่าจ้าง ถือเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) และบริษัทผู้จ่ายเงินต้องหักภาษี

ณ ที่จ่ายเหมือนจ่ายเงินเดือนให้พนักงานของตนและกรณีนี้แพทย์ต้องนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากบริษัทมารวม

กับเงินเดือนที่ได้รับจากโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่มาคำนวนภาษีเหมือน กรณที่ 1 แต่ถ้าแพทย์ขอเปลี่ยนสัญญา

ใหม่เป็นว่าเมื่อพนักงานของบริษัทเจ็บป่วยให้บริษัททำหนังสือส่งตัวไปรักษาที่คลีนิคของแพทย์หรือให้แพทย์

์มาประจำที่บริษัทเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อความสะดวกแก่พนักงานของบริษัทโดยแพทย์จะเป็นผู้กำหนด

ค่าตรวจรักษาคนไข้แต่ละรายเองและบริษัทจะรวบรวมค่าตรวจรักษาให้แพทย์เดือนละครั้งตามจำนวนพนักงาน

ที่ไปตรวจรักษาโดยในแต่ละเดือนจะได้รับเงินไม่เท่ากัน กรณีนี้ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) บริษัทผู้จ่าย

เงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 และเสียภาษีปีละ 2 ครั้งเหมือนกรณีที่ 2 ซึ่งจะเสียภาษีน้อยกว่ากรณีที่ 8

9.กรณีแพทย์ซึ่งทำงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนได้รับเงินเดือนตามอัตราที่ตกลงกันและทางโรง

พยาบาลตกลงให้แพทย์เปิดคลีนิคพิเศษนอกเวลาทำการปกติโดยใช้สถานที่ของโรงพยาบาลเป็นที่ตรวจรักษา

คนไข้แล้วแพทย์จะแบ่งรายได้ให้โรงพยาบาลตามอัตราที่ตกลงกันไว้ กรณีนี้จะเสียภาษีปีละ 2 ครั้งเหมือน

กรณีที่ 2 ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6)

หมายเหตุ : กรณีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปได้รับค่าตอบแทนที่จะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6)

ต้องมีลักษณะดังนี้

1.กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ

และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย ผู้ได้รับอนุญาตเป็น

ผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาเองและตกลงแบ่งเงินให้สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร

2.กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ

และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดยมีข้อตกลงแบ่งเงิน

ค่าตรวจรักษา โดยสถานพยาบาลจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ได้รับอนุญาตแล้วนำมาจ่ายให้ผู้

ู้ได้รับอนุญาตเพื่อแบ่งให้แก่สถานพยาบาลต่อไป ทั้งกรณีที่ 1 และ 2 กรมสรรพากรให้ถือว่าเงินที่ผู้ได้รับ

อนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ไม่ใช่เฉพาะเงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจาก

หักให้สถานพยาบาลออกแล้วและกรณีนี้เนื่องจากสถานพยาบาลไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี

ณ ที่จ่าย ตามข้อ 7 แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และไม่ต้องกรอกรายการจ่ายเงินดังกล่าวในบัญชี

ีพิเศษตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 10 และหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/ว.2497 ลงวันที่

29 มีนาคม 2543 โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2543 สนับสนุนเมื่อเป็นเช่นนี้การเป็นแพทย์พิเศษที่ไม่

่กินเงินเดือนหรือรับค่าตอบแทนตายตัวแต่รับเป็นเงินส่วนแบ่งหรือเปอร์เซ็นต์จากโรงพยาบาลมากหรือน้อยแล้ว

แต่จำนวนคนไข้และค่าตรวจรักษาที่เรียกเก็บ ย่อมทำให้เงินที่ได้รับในท้ายสุดมีจำนวนมากกว่าเงินที่ได้รับจาก

การกินเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตายตัว กรณีถ้าแพทย์มีอิสระในการกำหนดค่าตรวจรักษาอย่างเต็มที่โดยไม่มี

ีการกำหนดอัตราค่าตรวจขั้นสูงโดยโรงพยาบาลที่แพทย์ทำงานอยู่และทำสัญญากับโรงพยาบาลให้เป็นไปตาม

ข้อ 1 และ 2 ตามหมายเหตุประกอบโดยเคร่งครัดรายได้ที่แพทย์ได้รับจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ซึ่ง

เสียภาษีน้อยกว่า อย่างไรก็ตามในหมายเหตุประกอบนี้กรมสรรพากรให้ถือเอาเงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยเป็น

เงินได้ของแพทย์ทั้งจำนวนมิใช่เฉพาะเงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักให้โรงพยาบาลแล้วฉะนั้นในการยื่นแบบ

แสดงรายการเพื่อเสียภาษีแพทย์จึงต้องนำเงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนมาคำนวนไม่ใช่เฉพาะนำเงินส่วน

แบ่งมาคำนวนและในกรณีนี้โรงพยาบาลก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินส่วนแบ่งที่แพทย์ได้รับ

ข้อควรระวัง การวางแผนภาษีโดยตกลงแบ่งค่าตรวจรักษากับโรงพยาบาลโดยโรงพยาบาลจะประกันรายได้

ขั้นต่ำก็ไม่เป็นที่ยอมรับของกรมสรรพากร ซึ่งจะถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ไม่ใช่ (6) ตามหนังสือกรม

สรรพากรที่ กค 0802/14899 ลว.25 สิงหาคม 2537

ขอให้สังเกตว่าถ้าเป็นกรณีที่ผู้ป่วยเป็นคนไข้ของโรงพยาบาล

ไม่ใช่คนไข้ที่แพทย์นำมารักษาในโรงพยาบาลเองเป็นครั้งคราวและแพทย์มีกำหนดระยะเวลาปฎิบัติงานที่แน่

่นอนและมีรายได้ในลักษณะเป็นประจำทางกรมสรรพากรจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แม้จะมีข้อตกลง

แบ่งรายได้และประกันรายได้ขั้นต่ำของแพทย์ฉะนั้นถ้าคนไข้ที่แพทย์ตรวจเป็นคนไข้ที่แพทย์นำมาเองและไม่มี

กำหนดระยะเวลาปฎิบัติงานที่แน่นอนทั้งไม่มีรายได้ในลักษณะประจำและไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำไว

เงินที่แพทย์ได้รับก็น่าจะเข้าลักษณะเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40 (6) ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มอาชีพแพทย์เป็นหนึ่งในวิชาชีพอิสระ 3 ประเภท คือ (การประกอบโรคศิลป การว่าความ

และ การสอบบัญชี) ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ทั้งนี้จะต้อง

เป็นเงินได้ตามชนิดที่กำหนดในกฏหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนี้ยังยกเว้นภาษี

มูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลด้วยตามมาตรา 81 (1) (ญ) เช่น การตรวจ

วินิจฉัยโรค การตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงอาหารคนไข้ ค่านมผงเลี้ยงดูเด็ก

แรกเกิดหลังมารดาคลอดหรือพักรักษาตัวก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาลซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี

มูลค่าเพิ่มด้วย

สำหรับเหตุผลที่การให้การบริการดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อไม่ให้ค่ารักษาพยาบาล

สูงเกินไปซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชนผู้เข้ารับการรักษาพยาบาล ดังนั้นการวางแผนภาษีของนายแพทย์

ทั้งหลายจึงควรพยายามทำให้เงินได้ต่างๆที่ได้มาให้เป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6)

ให้มากที่สุดเพราะหักค่าใช้จ่ายได้สูงกว่าตามมาตรา 40 (1) และ (2) หรืออาจจัดตั้งเป็นคณะบุคคลเพื่อแยก

เป็นหน่วยภาษีใหม่ที่พอจะลดภาระลงได้บ้างส่วนค่ารักษาพยาบาล, ค่ายา และค่าเวชภัณฑ์ต่างๆ ไม่จำเป็น

ต้องแยกหน่วยภาษีเพื่อลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะทางกรมสรรพากร วินิจฉัยแล้วว่าค่ารักษาพยาบาลที่ได้

้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นรวมถึงค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ต่างๆแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 502/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1802/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4923/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2643/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2543

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811 (กม)/03785 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2541

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/14899 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2537

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/2497 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2543

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/24170 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2538

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/04954 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2538

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/9620 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2539

หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0802/8184 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2537

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 7

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 10

การคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1)

ภาษีเงินได้จากการประกอบวิชาชีพของทันตแพทย์

.


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved