![]() |
|
![]() |
![]() |
||||||||||
|
การวางแผนภาษีของแพทย์
ในทางภาษีจะเรียกวิชาชีพอิสระนี้ว่าการประกอบโรคศิลป ซึ่งจะหมายความรวมถึงแพทย์ ทันตกรรม เภสัชกรรม พยาบาล ผดุงครรภ์ กายภาพบำบัด และเทคนิคการแพทย์ กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาล เหล่านี้มักจะมีปัญหาในการวินิจฉัยว่าจะจำแนกเป็นเงินได้ประเภทใด ตามมาตรา40 (1) หรือ (2) หรือ (6) เพราะแต่ละประเภทจะเสียภาษีต่างกันถ้าเข้าใจผิดหรือเสียภาษีผิดก็อาจถูกประเมินภาษีใหม่แถมต้องเสีย เบี้ยปรับเงินเพิ่ม ซึ่งเงินได้ของแพทยหรือกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเป็นเงินได้ตาม ตามมาตรา 40 (1) เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% (แต่ไม่เกิน 60,000.00บาท) หรือ ตามมาตรา 40 (2) เงินได้จากการรับทำงานให้ เงินได้ในกรณีนี้คล้ายกับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ข้อแตกต่าง คือ มาตรา 40 (2) เป็ค่าตอบแทนที่โรงพยาบาลคิดให้ตามผลสำเร็จของงานไม่ใช่ลักษณะนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งหักค่าใช่จ่ายรวมกันกับเงินเดือน ค่าจ้าง ตามมาตรา40 (1) ได้เพียง 40% (แต่ไม่เกิน 60,000.00 บาท) แต่ถ้าเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา 40 (6) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ หักเหมาได้ 60% หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ เช่น ค่าเช่าคลีนิค ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่ายาที่ซื้อมา เป็นต้น ซึ่งแน่นอนบรรดาแพทย์ทั้งหลายอยากให้ตีความเข้าข้อนี้เพราะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงกว่าการตี ีความเข้าตามมาตรา 40 (1) หรือ (2) ซึ่งทางกรมสรรพากรก็ได้ออกแนวทางการพิจารณาไว้ดังนี้ 1.กรณีแพทย์กินเงินเดือนอย่างเดียว ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) โดยแพทย์ต้องมีความสัมพันธ์กับโรงพยาบาลในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น แพทย์ที่ทำงานประจำ ในโรงพยาบาลของเอกชนหรือรับราชการในโรงพยาบาลของรัฐ หรือเป็นลูกจ้างในบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมถึงค่าล่วงเวลาจากการเข้าเวรหรือค่าตอบแทนพิเศษในการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่แพทย์กินเงิน เดือนอยู่ ในกรณีนี้แพทย์จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนเมื่อสิ้นปีต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 และชำระภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป โดยนำเงิน ได้ที่ได้รับตลอดทั้งปีมารวมคำนวนภาษีได้เงินภาษีเท่าใดให้นำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกเดือนมาหักออกซึ่งอาจ จะต้องจ่ายเพิ่มตามจำนวนภาษีที่ยังขาดอยู่หรือถ้าภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมีมากกว่าภาษีที่ต้องชำระก็สามารถขอคืน ได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายของปีที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไป 2.กรณีแพทย์กินเงินเดือนโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนและมาเปิดคลีนิคส่วนตัวนอกเวลา ราชการหรือนอกเวลางานเงินเดือนที่ได้รับเสียจะภาษีเหมือนกับกรณีที่ 1 แต่รายได้ที่มาจากการเปิดคลีนิคส่วนตัวถือเป็นเงินได้จากการประ กอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) ตามประมวลรัษฎากรซึ่งหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือถ้ามีค่า ใช้จ่ายจริงมากกว่าก็มีสิทธิขอพิสูจน์เพื่อหักได้ กรณีนี้แพทย์ต้องยื่นแบบเสียภาษีปีละ2 ครั้งคือครั้งแรกยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน โดยนำเงินได้ที่ได้รับจากการเปิดคลีนิคส่วนตัวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน มารวมคำนวนเพื่อเสียภาษี ส่วนครั้งที่สองยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไปโดยนำเงินได้ที่ได้รับตลอดทั้งปี (แม้จะเป็นเงินได้ที่ได้รวมคำนวนเสียภาษีไปแล้วในการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94ในครั้งแรก) มารวมกับเงินเดือนที่ได้รับตลอดทั้งปีมารวมคำนวนเพื่อเสียภาษีว่าเป็นเงินภาษีเท่าใดก็ให้นำภาษีที่เสีย ไปแล้วในการยื่นแบบครั้งแรกและภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนทุกเดือนมาหักออก คงเสียภาษีแต่เพียงจำนวน ที่ยังขาดอยู่เท่านั้นหรือถ้าคำนวนแล้วภาษีที่ชำระในครั้งแรกและภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้มีจำนวนมากกว่า ภาษีที่ต้องชำระ ก็มีสิทธิขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายที่ถูกหักภาษีเกินไป 3.กรณีแพทย์เปิดกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลโดยมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน รวมทั้งการตรวจรักษาพยาบาล และจำหน่ายยา กรณีนี้ไม่ถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) แต่ถือเป็นเงินได้จากการประกอบ ธุรกิจตามมาตรา 40 (8) ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้มากกว่าเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) คือหักเหมาได้ร้อยละ 75 แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงมีมากกว่าก็มีสิทธิขอพิสูจน์เพื่อขอหักได้ ในกรณีนี้การยื่นแบบ เพื่อเสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 และ 90 และชำระภาษีปีละ 2 ครั้งเหมือนกับกรณีที่ 2 ตามที่กล่าวมาแล้ว 4.กรณีแพทย์กินเงินเดือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแล้วไปรับตรวจรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งเป็น ประจำตามช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้โดยได้รับค่าจ้างในลักษณะที่แพทย์เป็นผู้กำหนดค่าตรวจรักษาคนไข้ ้แต่ละรายเองและทางโรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้วจึงแบ่งจ่ายให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์ ์หรืออัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ้กรณีนี้จะเสียภาษีปีละ 2 ครั้ง เหมือนกรณีที่ 2 เงินที่ได้รับจากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่ไปตรวจรักษา คนไข้ถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา40 (6) แต่เงินได้ที่จะนำมาคำนวนนั้นต้องเป็นเงิน จากค่าตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งจำนวนไม่ใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่ได้รับจากโรงพยาบาล (ดูหมายเหตุประกอบ) 5.กรณีแพทย์กินเงินเดือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและไม่ได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลอื่นเป็นประจำแต่ทาง โรงพยาบาลอื่นได้ขอให้ไปตรวจรักษาคนไข้บางรายหรือคนไข้บางรายได้ขอให้ทางโรงพยาบาลติดต่อ แพทย์มารักษาให้โดยแพทย์ได้รับค่าจ้างเป็นรายครั้งที่ไปทำงานในลักษณะที่แพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษา คนไข้แต่ละรายเองแล้วแต่ความยากง่ายในการรักษาและให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้ว จึงแบ่งจ่ายให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์หรืออัตราที่ตกลงกันไว้ กรณีนี้เงินได้จากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) เสียภาษีปีละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับกรณีที่ 2 6.กรณีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น วิสัญญีแพทย์ซึ่งกินเงินเดือนโรงพยาบาลแห่งหนึ่งไปรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาล อีกแห่งหนึ่งเป็นครั้งคราวแล้วแต่ทางโรงพยาบาลจะขอมาและแพทย์ต้องเตรียมเครื่องมือดมยาและตัวยาไป เองโดยได้รับค่าจ้างจากโรงพยาบาลในลักษณะที่แพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษาคนไข้แต่ละรายเองแล้วแต่ความ ยากง่ายในการรักษา รายได้ไม่แน่นอนและให้โรงพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่ารักษาจากคนไข้แล้วจึงแบ่งจ่าย ให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์หรืออัตราส่วนที่ตกลงกัน กรณีนี้เงินที่ได้จากโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งที่เรียกไปรักษา ถือเป็นเงิน ได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) เสียภาษีปีละ 2 ครั้งเช่นเดียวกับกรณีที่ 2 7.กรณีสูตินรีแพทย์ซึ่งกินเงินเดือนจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและมีรายได้พิเศษในการรับฝากครรภ์จาก โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งซึ่งรายได้ส่วนนี้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้และความพอใจของคนไข้ที่จ่าย ให้แพทย์และ ทางโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็นผู้ออกใบเสร็จเรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้วแบ่งจ่ายให้แพทย์ตามเปอร์เซ็นต์หรือ อัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ กรณีนี้รายได้พิเศษดังกล่าว ถือเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) เสียภาษปีละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับกรณีที่ 2 8.กรณีแพทย์ที่รับราชการในโรงพยาบาลของรัฐหรือทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแล้ว มีการรับตรวจรักษา พยาบาลและดูแลสุขภาพของพนักงานบริษัทอีกแห่งหนึ่งโดยตกลงไปปฎิบัติหน้าที่ที่บริษัทสัปดาห์ละกี่วัน ตั้งแต่เวลาเท่าใดถึงเท่าใดแล้วแต่จะตกลงกันและได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอนทุกเดือนกรณีนี้เงินที่ได้รับ จากบริษัทผู้ว่าจ้าง ถือเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) และบริษัทผู้จ่ายเงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนจ่ายเงินเดือนให้พนักงานของตนและกรณีนี้แพทย์ต้องนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากบริษัทมารวม กับเงินเดือนที่ได้รับจากโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่มาคำนวนภาษีเหมือน กรณที่ 1 แต่ถ้าแพทย์ขอเปลี่ยนสัญญา ใหม่เป็นว่าเมื่อพนักงานของบริษัทเจ็บป่วยให้บริษัททำหนังสือส่งตัวไปรักษาที่คลีนิคของแพทย์หรือให้แพทย์ ์มาประจำที่บริษัทเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อความสะดวกแก่พนักงานของบริษัทโดยแพทย์จะเป็นผู้กำหนด ค่าตรวจรักษาคนไข้แต่ละรายเองและบริษัทจะรวบรวมค่าตรวจรักษาให้แพทย์เดือนละครั้งตามจำนวนพนักงาน ที่ไปตรวจรักษาโดยในแต่ละเดือนจะได้รับเงินไม่เท่ากัน กรณีนี้ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) บริษัทผู้จ่าย เงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3 และเสียภาษีปีละ 2 ครั้งเหมือนกรณีที่ 2 ซึ่งจะเสียภาษีน้อยกว่ากรณีที่ 8 9.กรณีแพทย์ซึ่งทำงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนได้รับเงินเดือนตามอัตราที่ตกลงกันและทางโรง พยาบาลตกลงให้แพทย์เปิดคลีนิคพิเศษนอกเวลาทำการปกติโดยใช้สถานที่ของโรงพยาบาลเป็นที่ตรวจรักษา คนไข้แล้วแพทย์จะแบ่งรายได้ให้โรงพยาบาลตามอัตราที่ตกลงกันไว้ กรณีนี้จะเสียภาษีปีละ 2 ครั้งเหมือน กรณีที่ 2 ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) หมายเหตุ : กรณีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปได้รับค่าตอบแทนที่จะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ต้องมีลักษณะดังนี้ 1.กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย ผู้ได้รับอนุญาตเป็น ผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาเองและตกลงแบ่งเงินให้สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร 2.กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดยมีข้อตกลงแบ่งเงิน ค่าตรวจรักษา โดยสถานพยาบาลจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ได้รับอนุญาตแล้วนำมาจ่ายให้ผู้ ู้ได้รับอนุญาตเพื่อแบ่งให้แก่สถานพยาบาลต่อไป ทั้งกรณีที่ 1 และ 2 กรมสรรพากรให้ถือว่าเงินที่ผู้ได้รับ อนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ไม่ใช่เฉพาะเงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจาก หักให้สถานพยาบาลออกแล้วและกรณีนี้เนื่องจากสถานพยาบาลไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้จึงไม่มีหน้าที่ต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 7 แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 และไม่ต้องกรอกรายการจ่ายเงินดังกล่าวในบัญชี ีพิเศษตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 10 และหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/ว.2497 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2543 โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3193/2543 สนับสนุนเมื่อเป็นเช่นนี้การเป็นแพทย์พิเศษที่ไม่ ่กินเงินเดือนหรือรับค่าตอบแทนตายตัวแต่รับเป็นเงินส่วนแบ่งหรือเปอร์เซ็นต์จากโรงพยาบาลมากหรือน้อยแล้ว แต่จำนวนคนไข้และค่าตรวจรักษาที่เรียกเก็บ ย่อมทำให้เงินที่ได้รับในท้ายสุดมีจำนวนมากกว่าเงินที่ได้รับจาก การกินเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตายตัว กรณีถ้าแพทย์มีอิสระในการกำหนดค่าตรวจรักษาอย่างเต็มที่โดยไม่มี ีการกำหนดอัตราค่าตรวจขั้นสูงโดยโรงพยาบาลที่แพทย์ทำงานอยู่และทำสัญญากับโรงพยาบาลให้เป็นไปตาม ข้อ 1 และ 2 ตามหมายเหตุประกอบโดยเคร่งครัดรายได้ที่แพทย์ได้รับจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ซึ่ง เสียภาษีน้อยกว่า อย่างไรก็ตามในหมายเหตุประกอบนี้กรมสรรพากรให้ถือเอาเงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยเป็น เงินได้ของแพทย์ทั้งจำนวนมิใช่เฉพาะเงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักให้โรงพยาบาลแล้วฉะนั้นในการยื่นแบบ แสดงรายการเพื่อเสียภาษีแพทย์จึงต้องนำเงินที่เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนมาคำนวนไม่ใช่เฉพาะนำเงินส่วน แบ่งมาคำนวนและในกรณีนี้โรงพยาบาลก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินส่วนแบ่งที่แพทย์ได้รับ ข้อควรระวัง การวางแผนภาษีโดยตกลงแบ่งค่าตรวจรักษากับโรงพยาบาลโดยโรงพยาบาลจะประกันรายได้ ขั้นต่ำก็ไม่เป็นที่ยอมรับของกรมสรรพากร ซึ่งจะถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ไม่ใช่ (6) ตามหนังสือกรม สรรพากรที่ กค 0802/14899 ลว.25 สิงหาคม 2537 ขอให้สังเกตว่าถ้าเป็นกรณีที่ผู้ป่วยเป็นคนไข้ของโรงพยาบาล ไม่ใช่คนไข้ที่แพทย์นำมารักษาในโรงพยาบาลเองเป็นครั้งคราวและแพทย์มีกำหนดระยะเวลาปฎิบัติงานที่แน่ ่นอนและมีรายได้ในลักษณะเป็นประจำทางกรมสรรพากรจะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แม้จะมีข้อตกลง แบ่งรายได้และประกันรายได้ขั้นต่ำของแพทย์ฉะนั้นถ้าคนไข้ที่แพทย์ตรวจเป็นคนไข้ที่แพทย์นำมาเองและไม่มี กำหนดระยะเวลาปฎิบัติงานที่แน่นอนทั้งไม่มีรายได้ในลักษณะประจำและไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำไว เงินที่แพทย์ได้รับก็น่าจะเข้าลักษณะเป็นเงินได้ ตามมาตรา 40 (6) ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มอาชีพแพทย์เป็นหนึ่งในวิชาชีพอิสระ 3 ประเภท คือ (การประกอบโรคศิลป การว่าความ และ การสอบบัญชี) ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ทั้งนี้จะต้อง เป็นเงินได้ตามชนิดที่กำหนดในกฏหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนี้ยังยกเว้นภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลด้วยตามมาตรา 81 (1) (ญ) เช่น การตรวจ วินิจฉัยโรค การตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงอาหารคนไข้ ค่านมผงเลี้ยงดูเด็ก แรกเกิดหลังมารดาคลอดหรือพักรักษาตัวก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาลซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี มูลค่าเพิ่มด้วย สำหรับเหตุผลที่การให้การบริการดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อไม่ให้ค่ารักษาพยาบาล สูงเกินไปซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชนผู้เข้ารับการรักษาพยาบาล ดังนั้นการวางแผนภาษีของนายแพทย์ ทั้งหลายจึงควรพยายามทำให้เงินได้ต่างๆที่ได้มาให้เป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40 (6) ให้มากที่สุดเพราะหักค่าใช้จ่ายได้สูงกว่าตามมาตรา 40 (1) และ (2) หรืออาจจัดตั้งเป็นคณะบุคคลเพื่อแยก เป็นหน่วยภาษีใหม่ที่พอจะลดภาระลงได้บ้างส่วนค่ารักษาพยาบาล, ค่ายา และค่าเวชภัณฑ์ต่างๆ ไม่จำเป็น ต้องแยกหน่วยภาษีเพื่อลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะทางกรมสรรพากร วินิจฉัยแล้วว่าค่ารักษาพยาบาลที่ได้ ้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นรวมถึงค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ต่างๆแล้ว
|
||||||||||
|
|
Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved |