การวางแผนภาษีนิติบุคคล ปี 2003
เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เขียนได้พาลูกชายไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ณ ภัตตาคารชั้นดีแห่งหนึ่ง
ย่านสุขุมวิท ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดีเยี่ยม (เกินปกติ) เรียกว่าแทบจะอุ้มไปนั่งเลยเชียว!
แปลกใจที่บรรยากาศในร้านค่อนข้างจะสลัว (เพราะดับไฟ + ปิดแอร์ซะครึ่งหนึ่งของพื้นที่) โต๊ะว่างซะกึ่งหนึ่ง
แถมวงดนตรีที่เคยคึกคัก เคยเดินสีไวโอลินไปให้ฟังตามโต๊ะต่างๆ ก็กลับไม่พบอีกแล้ว
สอบถามพนักงานเลยได้ความว่า "ทางร้านได้พยายามหาทางประหยัดรายจ่ายที่เกินจำเป็นออกไป!"
แฮ่ๆ…ก็เลยถึงบางอ้อ! ว่าคงเป็นเพราะยอดขายตก ก็เลยต้องประหยัดค่าใช้จ่ายนั่นแล!
เชื่อว่ายังมีอีกหลายธุรกิจที่มีลักษณะยวบยาบ เช่นเดียวกับกิจการภัตตาคารหรูๆ หรือแม้แต่กิจการ
ขนาดยักษ์ที่กำลังจะทยอยเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ก็คงใจคอสั่นไหวไม่น้อย ทำนอง "หุ้นของตู
จะมีราคาขายต่ำกว่าราคาจองไหมหว่า?"ดังนั้น ทิศทางของหลายๆ ธุรกิจใน ปีแพะ (2003) คงต้องมีการ
รัดเข็มขัด และหาวิธีประหยัดรายจ่ายทุกวิถีทาง รวมถึงการหาหนทางประหยัดภาษีด้วย ซึ่งในแง่ภาษีอากร
นั้น กระทรวงการคลังยุค "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ได้ออกมาตรการลดแหลกแจกสะบัดให้บริษัทต่างๆ เลือกใช้
เลือกประหยัด (ภาษี) ได้หลายหนทางเชียวแหละ!
1. อัตราภาษีที่ลดลง ส่งผลบวกอย่างไร
โดยปกติ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยเราจะเก็บในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ แต่ในรอบปีที่ผ่านมา
รัฐบาลได้ประกาศลดอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวลงมาให้แก่บริษัทห้างร้านบางลักษณะ
ในทางวิชาการเศรษฐศาสตร์การคลัง การที่รัฐบาลกำหนดให้มีอัตราภาษีหลายอัตราเช่นนี้ จะส่งผลให้เกิด
การบิดเบือนรูปแบบการจัดองค์กรธุรกิจเพื่อเข้าเงื่อนไข ให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อ
ระบบเศรษฐกิจในระยะยาวแต่ในแง่ของการวางแผนภาษี กรณีดังกล่าว ย่อมส่งผลให้เกิดความแตกต่าง
ในภาระภาษีระหว่างบริษัทปกติทั่วไป (30%) กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (20-30%)
และบริษัทขนาด SMEs
ตัวอย่าง 1 บริษัท ปุ๋ยลำไย จำกัด มีผลประกอบการในรอบบัญชีปี 2545 เป็นกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท
กรณีจะเกิดภาระภาษีที่แตกต่างกันเป็น 3 กรณีคือ (1) ถ้าจดทะเบียนใน MAI จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 8
ล้านบาท (2) ถ้าจดทะเบียนในตลาด SET จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 ล้านบาท (3) กรณีเป็นบริษัทปกติ
ทั่วไปจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% เป็นเงิน 12 ล้านบาทเชียวนะ!
2. สิทธิประโยชน์จาก Venture Capital นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภในสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
อุตสาหกรรม ได้เป็นผู้ผลักดันให้เกิด Venture Capitalist (VC) คือ เป็นบริษัทซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทาง
การเงินแก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีโครงการดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์แนวคิดดังกล่าวได้ผลิดอกออก
ผลเป็นพระราชกฤษฎีกา #396 โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ VC ดังนี้ (ใช้บังคับตั้งแต่ 31 มกราคม 2545
เป็นต้นไป)
(1) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากการถือหุ้นในบริษัท SMEs (สินทรัพย์ไม่รวม
ที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท + คนงานไม่เกิน 200 คน) และผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้นดังกล่าว (capital
gain)
(2) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งถือหุ้นใน VC โดยยกเว้นภาษีสำหรับ
เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท VC และผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนหุ้น (capital gain) ที่ถืออยู่ใน VC
เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยเรา เพราะ VC จะมีลักษณะคล้ายกับ
การเข้าร่วมลงทุนกับ SMEs โดยที่อำนาจการจัดการอยู่ที่เจ้าของกิจการ SMEs กรณีจึงดูจะขัดกับ
ประเพณีของคนไทย ซึ่งมีแนวคิดว่า "ใครคือเจ้าของเงิน คนนั้นคือผู้มีอำนาจ (สูงสุด)"
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งเหมาะสำหรับ Holding
Company ของกิจการในเครือเดียวกัน เพราะเงื่อนไขของ พ.ร.ฎ. #396 ซึ่งกำหนดให้ VC ต้องถือหุ้นใน
SMEs ไม่น้อยกว่า 80% ของทุนจดทะเบียน และต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 5-7 ปี ก็เป็นปัจจัยที่เกิดความ
เสี่ยงไม่น้อย!
3. การหักค่าเสื่อมราคา ในอัตราเร่ง
หลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน ได้วางแนวทางการหักค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ ทั้งในมุมที่เป็นบวก
และมุมลบ สืบเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ#8 ซึ่งใช้มาตรการภาษีมาเป็นเครื่องมือ
ในการจำกัดการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะกรณีของรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่งนั้น
หากบริษัทเป็นผู้บริโภค (มิใช่ผู้ประกอบการค้ารถยนต์หรือให้เช่ารถทั้ง 2 ประเภท) จะถูกกฎหมายภาษี
ีบีบรัดหนัก ดังนี้ครับ
(1) ฐานในการนำมาหักค่าเสื่อมราคา จะจำกัดเพียงไม่เกิน 1 ล้านบาท (พ.ร.ฎ. #145)
(2) มูลค่าที่เกิน 1 ล้านบาท (book value) จะหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอากรไม่ได้เลยไม่ว่าจะจำหน่ายจ่ายโอน
รถทั้ง 2 ชนิดออกไปด้วยวิธีใดก็ตาม ส่วนกรณีที่เช่ามา ก็จะหักรายจ่ายค่าเช่าได้เพียงไม่เกิน 36,000
บาทต่อเดือนต่อคัน (พ.ร.ฎ. #315)
(3) ผู้บริโภค (end users) จะขอคืนภาษีซื้อ สำหรับรถยนต์ทั้ง 2 ประเภทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะซื้อ เช่าซื้อ
หรือเช่าทรัพย์สินดังกล่าวมา (VAT #42, #71)
ส่วนมาตรการทางด้านบวก ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในการวางแผนภาษีเพื่อหักค่าเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ ก็คือ
(4) อาคารถาวรที่ได้กรรมสิทธิ์ในช่วง 6 ก.ย. 2544-5 ก.ย. 2545 จะสามารถเลือกหักค่าเสื่อมในวันแรกได้ถึง
20% ส่วนมูลค่าอีก 80% ที่เหลือ ก็ให้หักค่าเสื่อมราคาตามเกณฑ์ปกติ (พ.ร.ฎ.#385)
(5) กรณีของสินทรัพย์ประเภทคอมพิวเตอร์ อาคารโรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์ ก็สามารถเลือกวิธีหัก
ค่าเสื่อมในวันแรกได้ 40% 25% และ 40% ตามลำดับ โดยเฉพาะกรณีของ Computer ยังสามารถเลือก
วิธีหักรายจ่ายได้ใน 3 รอบบัญชีอีกด้วย (พ.ร.ฎ. #395)การเลือกวิธีหักค่าเสื่อมราคาให้เหมาะสม ย่อมสามารถ
ประหยัดภาษีได้อีกทางหนึ่ง!
4. มาตรการภาษีที่สนับสนุนธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แสดงปาฐกถาในช่วงต้นๆ ที่เข้ารับตำแหน่งรมว.คลัง ว่าจะผลักดันให้ ธุรกิจค้า
อสังหาริมทรัพย์ ฟื้นคืนชีพ เพราะเป็นธุรกิจที่เป็นต้นตอของ NPL และเป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่เกี่ยวเนื่องอีกมาก
หากอสังหาริมทรัพย์ฟื้น ก็เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจโดยรวมจะทยอยฟื้นตาม
นับเนื่องถึงวันนี้ สารพัดมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องและเริ่มออกผล
ต่อระบบเศรษฐกิจแล้ว สังเกตได้จากหุ้นของธุรกิจดังกล่าวได้ถีบตัวสูงขึ้นมากหากเทียบกับช่วงเกิดวิกฤติในปี
2540 มาตรการของรัฐที่อัดฉีดเข้าไป อาทิ ลดดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มาตรการภาษีเพื่อการปรับ
โครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา มาตรการให้หักค่าเสื่อมราคาอาคารโดยวิธี initial method ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อน
รวมตลอดถึงการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจากการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมการโอนเหลือเพียง
0.11% และ 0.01% ตามลำดับ ซึ่งกำลังจะขยายออกไปถึงสิ้นปี 2546 เป็นต้น
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่เห็นแคมเปญโฆษณาขายบ้านและสารพัดลด แลก แจก แถม กันดาษดื่น
น้ำขึ้นให้รีบตัก…ก็ขออวยพรให้ผู้ค้าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายจงค้าขายดีและเสียภาษีได้ต่ำอีกด้วย นะครับ!
5. ส่งท้าย
ปีหน้า (2003) จะเป็น ปีแพะ แพะ เป็นสัตว์ที่ขยันขันแข็งและอดทนในการทำมาหากิน (ความจริงอดทนกว่า
นั้น เพราะถูกจับเป็น แพะรับบาป ทางสังคมและทางการเมืองแทนตัวการมาช้านาน!)
ก็นับว่าปีหน้าฟ้าใหม่น่าจะเป็นปีมงคลให้เศรษฐกิจดีขึ้น ค้าขายมากขึ้นคล่องขึ้นและยังสามารถวางแผน
การเสียภาษีให้ต่ำๆ กันถ้วนหน้า...นะครับ!
ที่มา....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|