การวางแผนภาษี : กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (จบ)
3. การวางแผนภาษีหัก ณ ที่จ่าย และกรณีอื่นตามมาตรา 9
มาตรา 9 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็น
เงินตราไทย เพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็น
คราวๆแต่เดิมกรมสรรพากรจะประกาศอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 9 เป็นอัตราถัวเฉลี่ยประจำเดือนๆ ละ
1 ครั้ง จำนวน 43 ประเทศ โดยให้ใช้สำหรับการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในกรณีทั่วๆ ไป
นอกเหนือจากมาตรา 65 ทวิ (5) และมาตรา 79/4 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
ปัจจุบัน ได้มีประกาศกระทรวงการคลังฉบับใหม่ เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป ยกเลิก
หลักเกณฑ์เดิม โดยเปลี่ยนไปใช้อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ ถือเป็นอัตรา
แลกเปลี่ยนในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยของวันถัดไป ตัวอย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน
ถัวเฉลี่ยของเงินสกุลต่างๆ ณ สิ้นวันทำการประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
ประกาศเป็นอัตราอ้างอิงในวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ดังนั้นในการปฏิบัติตามมาตรา 9 ให้นำอัตราอ้างอิงที่ลง
ประกาศในวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ดังกล่าว ไปใช้คำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในวันที่
9 พฤษภาคม 2541 เป็นต้น
สำหรับประเด็นปัญหาว่ากรณีใดบ้างที่ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 9 นั้น ประกาศกระทรวงการคลัง
ทั้งฉบับเดิมและฉบับใหม่ข้างต้นได้บัญญัติชัดเจนว่า เป็นกรณีที่นอกเหนือจากมาตรา 65 ทวิ (5) และมาตรา
79/4(1) แห่งประมวลรัษฎากรอันได้แก่ การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส มาตรา 50 มาตรา
69 ทวิ มาตรา 69 ตรี มาตรา 70 และการหักภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวล
รัษฎากร การออกใบกำกับภาษีเป็นเงินตราต่างประเทศ การกรอกรายงานภาษีขายตามมาตรา 87(1)
แห่งประมวลรัษฎากร (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.71/2541 ประกอบ) ตัวอย่างเช่น
- บริษัทไทยจ่ายเงินได้ค่าลิขสิทธิ์เพลง (มาตรา 40(3)) ให้แก่บริษัทต่างประเทศในอเมริกา เป็นเงิน 10,000
USD ในวันพฤหัสที่ 12 ธันวาคม 2545 ก็ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราอ้างอิง (อัตราขายถัวเฉลี่ย) ที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ ณ วันพุธที่ 11 ธันวาคม 2545 (กรณีมีผลต่างเกิดขึ้นจากยอดภาษีหัก ณ
ที่จ่ายตามมาตรา 70 อันเนื่องมาจากอัตราที่ธนาคารพาณิชย์หักไว้โดยใช้อัตราตลาด กับ อัตราแลกเปลี่ยน
ตามมาตรา 9 ที่บริษัทใช้ในการคำนวณเพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ให้บันทึกไว้ในบัญชี ผลต่างจากการหักภาษี
ณ ที่จ่ายเนื่องจากมาตรา 9')
- ในกรณีมีการจ่ายเงินได้ หรือจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศด้วยเช็ค ให้คำนวณภาษีที่ต้องหัก และนำส่ง
ตามวันที่ที่ลงในเช็คโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นเงินตราไทยตามนัยมาตรา 9 เช่นกัน
- กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้ออกใบกำกับภาษีเป็นเงินตรา
ต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
(ฉบับที่ 77) บัญญัติให้ต้องระบุ อัตราแลกเปลี่ยน กำกับไว้ในใบกำกับภาษีด้วยนั้น ก็คืออัตราแลกเปลี่ยนตาม
มาตรา 9 นั่นเอง โดยเขียนในช่อง รายการสินค้าที่ขาย ดังนี้
ขายเครื่องจักร 1 เครื่อง มูลค่า 100,000 USD
(อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 39.0 บาท)
- การลงรายการในรายงานภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งได้ออกใบ
กำกับภาษีเป็นเงินตราต่างประเทศ จะต้องลงรายการภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
(tax point) นั้น การคำนวณมูลค่าของสินค้าหรือบริการในรายงานภาษีขาย ให้ถือตามมูลค่าที่ได้จากการ
คำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย ตามที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั่นเอง
ถามว่า บริษัทจะวางแผนภาษีในกรณีที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้อย่างไร?
(1) เรื่องของการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทไทย จะมีความแตกต่างกันระหว่างหลักเกณฑ์ตาม
มาตรฐานการบัญชี (GAAP#30) และหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร ดังนั้น กรณีจะต้องมีการวางระบบ
เอกสารและระบบบัญชีให้สอดคล้องกับกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของทั้ง 2 ระบบ ให้เหมาะสมตาม
แต่ละกรณี
(2) ประเด็นของการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (มาตรา 50 มาตรา 3 เตรส มาตรา 70 และอื่นๆ) นั้น ปัญหา
ภาษีจะเกิดจากการตีความรายการค้า (transaction) ต่างๆ ว่าเข้าลักษณะที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่
่ อย่างไร? ส่วนประเด็นการแปลงค่าเงินเป็นเพียงประเด็นรอง ดังนั้น การวางแผนภาษีจึงต้องมุ่งสู่ประเด็น
หลักเป็นสำคัญ
(3) กรณีมีปัญหาในเรื่องของการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทไทย เช่น ไม่แน่ใจว่าจะใช้มาตราใด
และอัตราเท่าใด เป็นต้น ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาก็คือใช้ตกลงซื้อขายเป็นเงินบาท ซะเถอะ!
4. ยุคเงินบาทลอยตัว…ควรยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 อย่างไร?
ภายหลังการประกาศให้ ค่าเงินบาทลอยตัว (managed float) ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา ค่าเงิน
บาท ก็มีค่าลดลงเรื่อยๆ ดุจว่าวขาดป่าน จนเกือบถึง 60 บาทต่อ 1 USD จนกระทั่งเดือนเมษายน 2541 ค่าเงิน
บาท ก็เริ่มมีเสถียรภาพ และแกว่งตัวในช่วงแคบลงประมาณ 1 USD = 38 บาท
แน่ละ บริษัทไทยทั้งหลายที่มีมูลหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ ต่างก็ประสบกับการมี กำไร/ขาดทุนจากอัตรา
แลกเปลี่ยน อย่างมโหฬาร ซึ่งโดยหลักการแล้วจะต้องนำยอดดังกล่าวมาถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายในปี 2540
ทั้งจำนวน กรณีจึงถือเป็นรายการที่ผิดปกติ ซึ่งจะกระทบต่อการเสียภาษีของบริษัทต่างๆ เหล่านี้เป็นอันมาก
ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวกรมสรรพากรจึงออกคำสั่งที่ ทป.72/2540 อนุโลมให้บริษัทเหล่านั้นมีสิทธิเลือกที่จะ
นำ ผลกำไร/ขาดทุนจากเงินบาทลอยตัว (unrealized gain or loss) ที่เกิดขึ้น ณ วันสิ้นสุดรอบบัญชีใน หรือ
หลัง 2 กรกฎาคม 2540 มาถือเป็นรายได้รายจ่ายทั้งจำนวนในปี 2540 หรือจะเลือกเฉลี่ยวิธีใดใน 3 วิธีต่อไป
นี้ก็ได้
(1) เฉลี่ยตามสัดส่วนของมูลหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ
(2) เฉลี่ยแบบเส้นตรง ตามอายุของหนี้ที่คงค้างชำระ
(3) เลือกเฉลี่ยแบบเส้นตรง 2, 3, 4 หรือ 5 งวด
การเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันดังกล่าว ย่อมส่งผลให้กำไรสุทธิของแต่ละปีแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละบริษัท
สามารถพิจารณาเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งที่ได้ประโยชน์สูงสุดแก่กิจการของตนได้
สำหรับสถานการณ์หลังเหตุการณ์ 2 กรกฎาคม 2540 หากพึงจะเกิดวิกฤติการณ์ค่าเงินอีก (ถ้ามี) หากรัฐบาล
จะมีมาตรการทางภาษีเฉพาะกิจ ก็สามารถเลือกปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ที่จะประกาศออกมาเป็นคราวๆ ไป
แต่ถ้าไม่มีประกาศหลักเกณฑ์พิเศษ ก็คงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปกติตามประมวลรัษฎากร นั่นคือ
ต้องรับรู้กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนทันที ณ ขณะเกิดเหตุการณ์!
5. ส่งท้าย
วิกฤติค่าเงินที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ล้วนส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง
ในแง่เอกชน (ผู้นำเข้าและผู้ส่งออก) ทุกครั้งจะต้องมีฝ่ายหนึ่งดีใจ และอีกฝ่ายบาดเจ็บ (สาหัส) จากการแข็ง
ค่าหรืออ่อนค่าเกินไปของค่าเงินส่วนรัฐ (กรมสรรพากร และกระทรวงพาณิชย์) ก็มักต้องกระตือรือร้นออก
มาตรการปฏิบัติพิเศษ เพื่อผ่อนปรนหลักเกณฑ์ทุกครั้งไป!ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจวันนี้ ลำพังการนำพา
ประเทศไทยให้รอดพ้นคลื่นยักษ์ทางเศรษฐกิจที่ถาโถมไม่หยุดหย่อนก็ย่ำแย่แล้ว…จึงขอบิณฑบาต
ประดานักเลือกตั้งทั้งหลายให้หยุดเอาเท้าราน้ำสัก 3-5 ปี ด้วยเทอญ สาธุ!
ที่มา....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|