free web hosting | free hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting




HostCraze.com - An independent review of the top rated web hosts

Free Background Images

 The Enron Affairการวางแผนภาษี : กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (2)

สำหรับบทความในตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การแปลง ค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทไทย ตามนัย

มาตรา 65 ทวิ (5) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเรื่องของการบันทึกรายได้ รายจ่าย ณ ขณะเกิด

รายการค้า (acquisition date) และการคำนวณกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อมีการรับชำระหรือจ่าย

ชำระหนี้ระหว่างปี และขณะมีมูลหนี้คงเหลือ ณ วันสิ้นปี (closing date)ข้อเขียนในวันนี้จะเจาะลึกถึงกรณี

ีมีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงเนื่องจากค่าเงินผันผวน พร้อมชี้แนะทางเลือกในการแปลงค่าเพื่อ

ประหยัดภาษี

1.3 Hedging Contract เพื่อประกันความเสี่ยงในค่าเงิน

ในยุคที่ ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพและผูกติดค่อนข้างตายตัวกับเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ที่ราคาประมาณ 1

USD = 25 บาท นั้น ไม่ค่อยมีพ่อค้าคนใดจะสนใจไปทำสัญญาประกันความเสี่ยงกันเพราะต้องเสียค่า

ธรรมเนียมธนาคารไปเปล่าๆ จนกลายเป็นความเคยตัวและมองโลกในแง่ดีบนเมฆหมอกของฟองสบู่

ที่ลอยฟ่องในทุกอณูของประเทศไทยจนกระทั่งเกิดการช็อก (แต่ไม่ถึงตาย) จากการประกาศลอยตัว ค่าเงิน

บาท ณ 2 ก.ค.2540 นั่นแหละนักธุรกิจระหว่างประเทศของไทยเราจึงเริ่มเฮกันมาทำสัญญาประกัน

ความเสี่ยงกันในรูปแบบต่างๆ กันอย่างคึกคัก เช่น การทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

(forward contract) หรือการแลกเปลี่ยนเงิน (swap) แน่นอนในภาวะเช่นนี้ทุกคนต้องเสียค่าธรรมเนียม

ธนาคาร (premium) ในอัตราที่แพงลิ่ว แต่ก็จำต้องยอมกรมสรรพากร (ยุคไฮเทค) ก็ทันสมัยไม่เบา ได้ออก

คำสั่ง ป.68/2541 เรื่อง ข้อผูกพันตามสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่รอบ

บัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไป เพื่ออนุโลมให้บริษัทมีทางเลือกปฏิบัติ

เพิ่มเติมจากเดิม (เดิมกำหนดให้บริษัทคำนวณ กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่มีการจ่ายหรือ

รับชำระหนี้ให้ธนาคารตามสัญญาหรือข้อผูกพันในการประกันความเสี่ยง)ในที่นี้ผู้เขียนขอนำเอากรณีศึกษา

(term paper) วิชาการวางแผนภาษีของนักศึกษาหลักสูตร X-MBA รุ่น 14 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มาเสนอเป็นแนวทางตัวอย่างแด่ท่านผู้อ่านดังนี้ครับใน term paper ดังกล่าว ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบผล

กระทบจากการเลือกวิธีบันทึกบัญชีตามสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า 3 วิธีคือ

วิธีที่ 1 การบันทึกบัญชีเฉพาะรายการค้า โดยไม่บันทึกรายการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

แต่จะคำนวณกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่มีการจ่ายหรือรับชำระหนี้แก่ธนาคารตามสัญญา

หรือข้อผูกพันในการประกันความเสี่ยง

วิธีที่ 2 บันทึกบัญชีตามแนวทางของ ป.68/2541 โดยจะบันทึกทั้งรายการค้าปกติ และรายการซื้อขายเงินตรา

ต่างประเทศล่วงหน้า

วิธีที่ 3 บันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีสากล (FASB52) ซึ่งจะแสดงการบันทึกรายการค้าปกติ

และรายการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเช่นกันแต่ในการเปลี่ยนค่ารายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศ

มาเป็นเงินตราสกุลที่รายงานนั้น เนื่องจาก FASB52กำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันในการแปลงค่า

ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น

ในที่นี้จึงนำหลักการของ FASB52มาใช้เฉพาะกับการบันทึกส่วนลดหรือส่วนเกินจากการซื้อขายเงินตรา

ต่างประเทศล่วงหน้า (discount or premium) สำหรับการแปลงค่าเป็นเงินบาท ยังคงใช้หลักการตามนัยมาตรา

65 ทวิ (5) เช่นเดิม

สรุปตารางเปรียบเทียบ ถึงวิธีการลงบัญชีทั้ง 3 วิธีได้ดังที่ปรากฏในตาราง

สรุปตารางเปรียบเทียบ ถึงวิธีการลงบัญชีทั้ง 3 วิธีได้ดังนี้

(1) กรณีของสัญญาขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

รอบบัญชี.......วิธีการบันทึกบัญชี.....

ปีแรก

วิธีที่ 1.....อัตราซื้อปลายปี – อัตราลงบัญชี

วิธีที่ 2.....(อัตราซื้อปลายปี – อัตราลงบัญชี) +(อัตราตามสัญญา – อัตราขายปลายปี)

วิธีที่ 3.....(อัตราซื้อปลายปี – อัตราลงบัญชี) +(อัตราลงบัญชี – อัตราขายปลายปี) +(อัตราตามสัญญา –

อัตราลงบัญชี) ตามส่วน

ปีที่สอง

วิธีที่ 1...อัตราตามสัญญา – อัตราซื้อปลายปี

วิธีที่ 2...(อัตราซื้อ ณ วันส่งมอบ – อัตราซื้อขายปลายปี) +(อัตราขายปลายปี – อัตราขาย ณ วันส่งมอบ) +

(อัตราขาย ณ วันส่งมอบ – อัตราซื้อ ณ วันส่งมอบ)= อัตราขายปลายปี – อัตราซื้อปลายปี

วิธีที่ 3...เหมือนวิธีที่ 2

ี(อัตราขายปลายปี – อัตราซื้อปลายปี) +(อัตราตามสัญญา – อัตราลงบัญชี) ตามส่วน

รวม

วิธีที่ 1....อัตราตามสัญญา – อัตราลงบัญชี

วิธีที่ 2....อัตราตามสัญญา – อัตราลงบัญช

วิธีที่ 3....อัตราตามสัญญา – อัตราลงบัญชี

(2) กรณีของสัญญาซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า

รอบบัญชีวิธีการบันทึกบัญชี

ปีแรก

วิธีที่ 1...อัตราลงบัญชี – อัตราขายปลายปี

วิธีที่ 2...(อัตราลงบัญชี – อัตราขายปลายปี) +(อัตราซื้อปลายปี – อัตราตามสัญญา)

วิธีที่ 3...(อัตราลงบัญชี – อัตราขายปลายปี) +(อัตราซื้อปลายปี – อัตราตามสัญญา) +(อัตราลงบัญชี –

อัตราตามสัญญา) ตามส่วน

ปีที่สอง

วิธีที่ 1...อัตราขายปลายปี – อัตราตามสัญญา

วิธีที่ 2...(อัตราขายปลายปี – อัตราขาย ณ วันส่งมอบ) +(อัตราซื้อ ณ วันส่งมอบ – อัตราซื้อปลายปี) +

(อัตราขาย ณ วันส่งมอบ – อัตราซื้อ ณ วันส่งมอบ)= อัตราขายปลายปี – อัตราซื้อปลายปี

วิธีที่ 3....เหมือนวิธีที่ 2

ี(อัตราขายปลายปี – อัตราซื้อปลายปี) +(อัตราลงบัญชี – อัตราตามสัญญา) ตามส่วน

รวม

วิธีที่ 1...อัตราลงบัญชี – อัตราตามสัญญา

วิธีที่ 2...อัตราลงบัญชี – อัตราตามสัญญา

วิธีที่ 3...อัตราลงบัญชี – อัตราตามสัญญา

จากการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า ไม่ว่ากิจการจะใช้วิธีใดในการบันทึกบัญชี กิจการก็จะมีกำไรขาดทุน

จากอัตราแลกเปลี่ยนโดยรวมเท่ากัน เพียงแต่ต่างกันที่ระยะเวลาในการเสียภาษีเท่านั้น และจากการ

วิเคราะห์ถึงกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นแต่ละปีของการลงบัญชีทั้ง 3 วิธีแล้วพบว่า วิธีที่ 2 คือ การบันทึกบัญชีตาม

ป.68/2541 ในปีที่ 2 บริษัทจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งกรณีซื้อและขายเงินตราต่างประเทศ

ล่วงหน้าเท่ากับอัตราขายปลายปีลบอัตราซื้อปลายปี ในขณะที่อีก 2 วิธีนั้น กำไรในปีที่ 2 อาจเป็นลบหรือ

เป็นบวกก็ได้ขึ้นอยู่กับอัตราตามสัญญา (อัตราซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า) จะต่ำหรือสูงกว่า

อัตราขายหรืออัตราซื้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ ณ วันสิ้นปีเมื่อเป็นเช่นนี้ในกรณีที่กิจการไม่มี

ขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน กิจการก็ควรเลือกการลงบัญชีด้วยวิธีที่ 2

เนื่องจากเมื่อผลรวมของกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากันและในปีที่ 2หรือปีสุดท้ายของสัญญาจะ

เกิดผลกำไรแน่นอน ก็ย่อมหมายความว่าในปีแรก จะเกิดผลขาดทุนหรือกำไรต่ำลงซึ่งก็จะช่วยให้กิจการไม่ต้อง

เสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงในปีแรก ซึ่งจะเป็นการรักษากระแสเงินสดไว้ใช้ในกิจการแต่ในกรณีที่กิจการมี

ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน กิจการก็ควรจะเลือกวิธีบัญชีที่ให้ผลกำไร

ในปีแรกมากที่สุดแต่ไม่เกินผลขาดทุนยกมา ซึ่งสามารถนำมาหักจากกำไรได้ ซึ่งหมายความว่าสามารถ

เลือกวิธีที่ 1 ถึง 3 ได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแม่นยำในการประมาณค่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นปี

สำหรับในกรณีที่กิจการได้รับการส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล

ก็ควรจะเลือกวิธีบัญชีที่ให้ผลกำไรในปีแรกๆ เพื่อที่เมื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีหมดลงแล้ว กิจการจะได้ไม่ต้อง

เสียภาษีหรือเสียภาษีจำนวนน้อยที่สุด

ดังนั้นในกรณีที่บริษัทไม่ต้องการรับความเสี่ยงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทควรเลือกวิธี

การลงบัญชีตาม ป.68/2541ในการลงรายการบัญชีสำหรับการประกันความเสี่ยงจากรายการที่เป็นเงิน

ตราต่างประเทศ โดยการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศรวมทั้งการทำ Foreign Exchange Swaps

เนื่องจากจะทำให้บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในปีที่มีการชำระเงินจริงเท่ากับอัตราขาย ณ สิ้นปี ลบ

อัตราซื้อ ณ สิ้นปี ซึ่งเป็นการลดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในปีแรกให้ต่ำลง (หรือทำให้ขาดทุนจาก

อัตราแลกเปลี่ยนในปีแรกเพิ่มขึ้น) ในขณะที่การลงบัญชีด้วยวิธีอื่น บริษัทจะมีความเสี่ยงในความไม่แน่นอน

ของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในปีที่มีการชำระเงิน ทั้งนี้เป็นการวางแผนภาษีโดยคำนึงถึง Cash Flow

เป็นหลัก สำหรับการป้องกันความเสี่ยงโดยวิธีอื่นเช่น Derivatives Swaps หรือการซื้อ Options ไม่ถือว่า

เป็นข้อผูกพันตามสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ป.68/2541

แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) เหมือนปกติ อย่างไรก็ตามในการวางแผนภาษีไม่ควรคำนึงถึง

Cash Flow ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงประโยชน์อย่างอื่นโดยรวมด้วยเป็นต้นว่ากิจการต้อง

การแสดงผลการดำเนินงานที่มีกำไรเพื่อภาพพจน์หรือผลประโยชน์ใดๆ หรือต้องการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น

กิจการก็ควรจะเลือกวิธีบัญชีที่แสดงผลกำไรในปีแรก แม้ว่ากิจการจะไม่มีผลขาดทุนสุทธิยกมา ซึ่งกิจการ

จะสามารถใช้ประโยชน์ได้ก็ตาม

ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved