การวางแผนภาษี : อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (1)
- นักธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จะเกรงกลัวที่สุดกับความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงิน (อัตราแลกเปลี่ยน)
นับแต่ 2 กรกฎาคม 2540 ที่รัฐบาลไทยชุด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท
ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของบ้านเราแกว่งไกว อ่อนไหวไปมาจนแทบจะหาฝั่งไม่เจอ... จาก 1
USD = 25 บาท เคยอ่อนค่าลงไปใกล้ 1 USD = 60 บาท แล้วไหลกลับมาอยู่บริเวณประมาณ 37 บาท
ต่อ 1 USD ในปัจจุบัน
ในแง่ภาษีอากร ค่าเงิน ก็มีผลกระทบต่อการเสียภาษีอากรหลายประเภท อาทิ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (มาตรา 65
ทวิ (5) (8)), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (มาตรา 79/4), ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และกรณีอื่นๆ
ซึ่งจำต้องแปลงค่าเงินเพื่อการรัษฎากร (มาตรา 9) ประกอบกับการที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศ /
คำสั่งต่างๆ เกี่ยวกับการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ เช่น ป.68/2541 (forward contract)
ป.71/2541 (การแปลงค่าเงินกรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย จำหน่ายกำไร และออกใบกำกับภาษี ฯลฯ) เป็นต้น
ต้องยอมรับว่า กฎหมายและกฎเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าว มีความสลับซับซ้อน
แต่ถ้าผู้เสียภาษีมีความเข้าใจถึงแง่มุม และช่องทางที่กฎหมายเปิดช่องให้เลือกปฏิบัติได้
กรณีก็ย่อมสามารถที่จะวางแผนให้ประหยัดภาษีได้
1. การวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคล
ประมวลรัษฎากรจะกล่าวถึงการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทไทยไว้ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 65 ทวิ
(5) และ มาตรา 65 ทวิ (8)
1.1 การคำนวณรายได้ / รายจ่าย และกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 65 ทวิ (5)
มาตรา 65 ทวิ (5) "เงินตรา
ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ดังนี้
(ก) กรณีบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข)
ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ
ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คำนวณไว้
และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย
ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
(ข) กรณีธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา
ทรัพย์สินหรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อ
และอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คำนวณไว้
เงินตรา ทรัพย์สิน
หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี
ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น"
คำว่า "เงินตรา ทรัพย์สิน หนี้สิน" ตามนัยมาตรา 65 ทวิ (5) มีความหมายเดียวกันกับคำว่า
"รายการที่เป็นตัวเงิน (monetary items)" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 30 นั่นเอง กล่าวคือ
เป็นเรื่องของเงินสดหรือเงินฝากธนาคารในรูปเงินดอลลาร์ ลูกหนี้/เจ้าหนี้-ต่างประเทศ หรือรายการอื่นๆ
ทางบัญชีทำนองเดียวกัน ซึ่งบริษัทจะได้รับชำระหรือจะต้องชำระเป็นเงินจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอน
หรือเป็นจำนวนเงินที่สามารถทราบได้ว่า มีมูลหนี้ระหว่างกันเป็นกี่ดอลลาร์ เป็นต้น
มาตรา 65 ทวิ (5) วรรคแรก เป็นกรณีของ "กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ
(unrealized gain / loss)" ตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 10 ตุลาคม 2545 บริษัทส่งออกไทยจำกัด
ขายสับปะรดกระป๋อง 100 หีบ ไปยังอเมริกา ในราคา 1,000 USD (สมมติอัตราซื้อถัวเฉลี่ย 1 USD =
38.0 บาท) เครดิตเทอม 90 วัน
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2545 (สมมติ 1 USD = 38.50 บาท) ซึ่งยังไม่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา
แต่บริษัทฯจะต้องคำนวณ "กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (unrealized gain)" ณ 31 ธันวาคม 2545
จำนวน 500 บาท (1,000 x (38.5 - 38.0) ) ไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2545
มาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง เป็นกรณีที่มีการชำระหนี้ เกิดขึ้นในระหว่างปีกรณีนี้จะเกิด
"กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ชำระแล้ว (realized gain / loss)"
ซึ่งต้องนำไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่นกัน อาทิ กรณีตามตัวอย่างข้างต้น
บริษัทฯจะได้รับชำระหนี้เมื่อครบกำหนด 90 วัน คือในวันที่ 8 มกราคม 2546 (สมมติอัตราซื้อ 1 USD =
37.0 บาท) จึงเกิด "ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน" เป็นเงิน 1,500 บาท (1,000 x (38.5 - 37.0) )
นำไปถือเป็นรายจ่ายของปี 2546
ในปัจจุบัน บทบัญญัติในการแปลง "ค่าเงิน" ตามมาตรา 65 ทวิ (5)
มีหลักเกณฑ์ตรงกันกับมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 30 (ตรงกันในหลักการ
แต่อาจมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันเล็กน้อย) จึงแทบจะไม่มีปัญหาที่ต้องปรับปรุงรายการ ในตอนยื่นแบบ
ภ.ง.ด.50 แต่อย่างใด ดังตารางเปรียบเทียบ
กล่าวโดยสรุป มาตรา 65 ทวิ (5) เป็นบทบัญญัติที่มีการใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ และใช้ในการคำนวณ
เพื่อบันทึกรายได้ / รายจ่าย และใช้คำนวณหา "กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน"
เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นใด เช่น VAT หรือ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น
แนวคิด หลักเกณฑ์ และวิธีคำนวณของมาตรานี้ค่อนข้างง่ายและชัดเจน. . . แต่ทำไมจึงปฏิบัติผิดพลาดกันบ่อยๆ
ก็ไม่ทราบ!
1.2 สินค้านำเข้า ต้องแปลงค่าด้วยอัตราตลาด
มาตรา 65 ทวิ (8) บัญญัติว่า "ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศให้คำนวณเป็นเงินตราไทย
ตามอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา
เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้ในอัตราทางราชการ ก็ให้คำนวณเป็นอัตราของทางราชการนั้น"
ปัจจุบัน อัตราของทางราชการ ไม่มีแล้ว ดังนั้น สินค้านำเข้า จึงต้องแปลงค่าด้วย "อัตราตลาด" เท่านั้น
โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่บันทึกบัญชี "ซื้อสินค้า-ต่างประเทศ" นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น บริษัท ไทยนิยมของนอก จำกัด อิมพอร์ต "บัวหิมะ" จากจีนของลงเรือที่ต้นทางวันที่ 30 ธันวาคม
2545 (อัตราขาย 1 เรมินบิ = 5.40 บาท) ถึงท่าเรือคลองเตย 10 มกราคม 2546 (1 เรมินบิ = 5.50
บาท) กรณีข้างต้นถ้าตกลง ซื้อขายกันที่ต้นทางในราคา FOB Shipping point ก็ต้องบันทึกซื้อ ณ วันที่
30 ธันวาคม 2545 แต่ถ้าตกลงส่งมอบกันที่ปลายทาง (FOB destination point)
บริษัทไทยต้องรับรู้ซื้อ ณ 10 มกราคม 2546 ซึ่งแนวปฏิบัติดังกล่าวจะสอดคล้องกันทั้งในแง่หลักการบัญชี
และกฎหมายภาษี
จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติของมาตรา 65 ทวิ (8) จะสัมพันธ์ และใช้คู่กันกับมาตรา 65 ทวิ (5)
โดยต้องพิจารณามาตรา 65 ทวิ (8) ก่อน เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าจะบันทึกซื้อเมื่อใด จึงจะตั้งยอด "เจ้าหนี้-
ต่างประเทศ" ในจำนวนเงินเดียวกันได้
ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|