free web hosting | free website | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair เปิด…เกณฑ์ลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต (ใหม่)

ย่องออกมาเงียบๆ ไล่เรี่ยกับการแบ่งส่วนราชการใหม่และการปรับครม. ทักษิณ 2 กรณีการหักค่าลดหย่อน

เบี้ยประกันชีวิตจากเดิม 10,000 บาทเป็น 50,000 บาท

โดยมีผลใช้บังคับย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 2545เป็นต้นไป

เครดิตนี้ต้องยกให้ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียรอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

1. แนวคิด…เพิ่มค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต 50,000บาท

สุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ได้แสดงแนวคิดไว้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนสนใจ

การทำประกันชีวิตมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีประชาชนเพียง 13% เท่านั้นที่มีกรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่งถือเป็น

สัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบประเทศอื่นๆ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น มีผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตถึง 300% ในขณะ

ที่สิงคโปร์ก็มีถึง 80%เป็นต้น

สำหรับการใช้มาตรการภาษี โดยให้หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาออมเงิน

โดยผ่านการทำประกันชีวิต ก็ยังพบว่าแต่เดิมค่าลดหย่อนของบ้านเรายังต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ

อื่นๆกล่าวคือ

ไทยให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้ 10,000บาท

สิงคโปร์ให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้5,000 S$126,400บาท

มาเลเซียให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้5,000 RM 60,488บาท

สวิตเซอร์แลนด์ให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้1,554 US$ 69,930บาท

เยอรมนีให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้10,332 US$464,940บาท

โปรตุเกสให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้1,654 US$ 74,430บาท

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงได้ออกกฎกระทรวง #240 (พ.ศ.2545) เพิ่มวงเงินค่าลดหย่อนภาษีจาก 10,000 บาท

เป็น 50,000 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้สำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิตที่มีกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

และเอาประกันไว้กับบริษัทที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร สำหรับค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้จ่าย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไป (กฎกระทรวง#240 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้จ่าย

เป็นเบี้ยประกันในปีภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริงเฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งมีผล

ไม่แตกต่างจากการให้หักค่าลดหย่อนได้เป็น 50,000บาทนั่นเอง)

2. ใครได้ใครเสียประโยชน์

แน่นอนครับว่าในระยะสั้น

กรณีดังกล่าวจะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลงเป็นสัดส่วนผกผันโดยตรงกับจำนวนค่า

เบี้ยประกันชีวิตที่แต่ละคนนำมาหักลดหย่อนเพิ่มขึ้นในปีภาษี 2545

ส่วนข้อดีนั้น (โดยแนวคิดและทฤษฎี)มีอยู่มากกว่าแยะเชียวดังนี้ครับ

(1) เชื่อว่าแรงกระตุ้นจากค่าลดหย่อน 50,000 บาท

จะมีส่วนช่วยให้ประชาชนสนใจวิธีออมเงินระยะยาวในรูปของการทำประกันชีวิตเพิ่มขึ้น

ซึ่งย่อมทำให้ผลประกอบการของบริษัทประกันชีวิตทั้งหลายดีขึ้น ทำให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษี

ีเงินได้นิติบุคคล และภาษีธุรกิจเฉพาะได้เพิ่มขึ้นเพื่อมาชดเชยกับการสูญเสียรายได้ภาษีจากการหักลดหย่อน

ของบุคคลธรรมดา

(2) อาชีพตัวแทนประกันชีวิต จะฟู่ฟ่าขึ้นมาจากปัจจุบันซึ่งมีจำนวนประมาณ 380,000

คนโดยมีทั้งที่ประกอบเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริมซึ่งก็จะทำให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้

้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นได้อีกเช่นกัน

(3) บริษัทประกันชีวิต จะสามารถนำเม็ดเงินประกันชีวิต ที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนหาประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น เช่น

ในรูปของพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ การฝากเงินในสถาบันการเงิน เป็นต้น

ซึ่งก็จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนได้คล่องขึ้นเป็นลูกโซ่ได้อีกทางหนึ่ง

3.ลูกโซ่ทางภาษีจะเป็นเช่นไร?

หน่วยภาษี (tax entity) ต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีการเพิ่มค่าลดหย่อนเป็น 50,000

บาทจะมีประเด็นและวิธีปฏิบัติทางภาษีดังนี้ครับ

(1)ผู้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงื่อนไขก็คือ จะต้องเป็นค่าเบี้ยประกันตามจำนวนที่มีการจ่ายจริงในปีภาษีนั้นๆ (cash basis) +

เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

+เอาประกันไว้กับผู้รับประกันที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร

นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญตามประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ #112ดังนี้

กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้หักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ได้ไม่เกิน 50,000 บาท

ส่วนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ให้นำค่าเบี้ยประกันชีวิตมาหักลดหย่อนได้เพียงไม่เกิน 10,000บาทเท่านั้น

กรณีสามีหรือภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้

ไม่ว่าจะแยกยื่นหรือยื่นรวมกันสามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ฝ่ายละไม่เกิน 50,000บาท

(2)ตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต

บุคคลกลุ่มนี้ ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามแต่กรณี นอกจากนั้น หากมีรายรับเกิน 1.2

ล้านบาทต่อปี ก็จะต้องจดทะเบียนเข้าระบบ VAT อีกด้วย ซึ่งเรื่อง

VATนี้เป็นหนามยอกอกของประดานายหน้าตัวแทนประกันชีวิตมานาน

ในสัปดาห์หน้าเราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกคำสั่ง ป.115/2545 สำหรับภาระภาษีของบุคคลเหล่านี้

พร้อมชี้แนะกลวิธีวางแผนภาษีที่เหมาะสมแก่พวกท่านทั้งหลายอย่าพลาดเชียว

(3)บริษัทประกันชีวิต

บริษัทเหล่านี้น่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ จากการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเป็น 50,000 บาท ดังที่ได้วิเคราะห์ไว้ข้างต้น

แต่ก็มีประเด็นภาษีหลายประการ อาทิ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค่านายหน้าตัวแทน

และกรณีการหักรายจ่ายจากรางวัลให้ตัวแทนไปท่องเที่ยวหรือสัมมนาในต่างประเทศ เป็นต้น (ดู

ป.115/2545)และภาษีธุรกิจเฉพาะ

4.ส่งท้าย

เรื่องของอัตราและมูลค่าการหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามนัยมาตรา 47(1)(ก) – (ฌ) และ (7)

รวม 9 กรณี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ภริยา และบุตร เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เงินบริจาคสาธารณกุศลและค่าเบี้ยประกันชีวิต เป็นต้น

นั้นมักมีข้อท้วงถามอยู่เสมอว่าทางการกำหนดให้หักได้น้อยไป

ในเชิงวิชาการการหักค่าลดหย่อนต่างๆ ดังกล่าวเป็นเพียงเพื่อบรรเทาภาระภาษีเท่านั้น

มิได้เท่ากับยอดจริงหรือยอดที่ควรจะเป็นตามภาวะค่าครองชีพดังที่ผู้เสียภาษีเข้าใจหรือต้องการ

ซึ่งก็เป็นเหมือนๆหลักสากลที่ปฏิบัติกันในประเทศต่างๆ

กล่าวสำหรับกรณีการเพิ่มค่าลดหย่อนเป็น 50,000 บาท หลังจากใช้ยอด 10,000 บาทมาร่วม 12 ปีแล้ว

ก็เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกต้องแล้ว ดีแล้ว และควรแล้ว หากยิ่งวิเคราะห์ถึงหน่วยภาษีต่างๆ

ที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ดูเหมือนว่าทุกฝ่ายจะ happy และได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า

(ในระยะยาว) ประหนึ่ง WIN-WIN SOLUTION ในทางบริหารธุรกิจนั่นแล!

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved