free web hosting | website hosting | Business WebSite Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting
Free webhosts Streetview photos

 The Enron Affair นโยบาย (ไม่) ตรวจภาษีย้อนหลัง

เมื่อวานนี้ ช่วงหัวค่ำ ณ สระน้ำในคอนโดที่พัก ขณะที่ผู้เขียนกำลังว่ายน้ำออกกำลังกายเพลินๆ

ก็ได้ยินเสียงทักทายจากเพื่อนร่วมคอนโด ซึ่งประกอบธุรกิจหลายประเภท

แน่นอนว่า หัวข้อสนทนาย่อมไม่พ้นการขอคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาภาษีอากรในแง่มุมต่างๆ

ที่เขากำลังเผชิญอยู่ เนื้อหาหลักๆ ก็จะวนเวียนอยู่ในเรื่องของการซื้อของหรือการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ

ซึ่งมักจะไม่ได้รับบิลจากผู้ขายสินค้า (ผู้ให้บริการ) ทำให้ "พิเชษฐ" (เพื่อนเรา) กลุ้มใจนักหนา

เพราะบริษัทของตนเป็นผู้ประกอบการที่ดี มีบัญชีชุดเดียว และไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะหลีกเลี่ยงภาษีอากร

แต่ผลของปัญหาดังกล่าวทำให้ "พิเชษฐ" ต้องหันมานั่งทบทวน และวางแผนการเสียภาษีของตน

เพื่อแก้ปัญหาที่ (อาจ) จะถูกเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากร

เช้าวันนี้...ขณะที่ผู้เขียนนั่งแกะจดหมายคำถามจากท่านผู้อ่าน ซึ่งถามเข้ามา

ก็ได้พบคำถามจากห่านผอมรายหนึ่งที่มี size ขนาด SME นัยว่าตนกำลังจะเช่าแผงขายเสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่น

ในศูนย์การค้าดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุง ก็เลยอยากจะปรึกษาถึงวิธีหลีกเลี่ยงภาษีของแผงลอยต่างๆ

ซึ่งเป็นคู่แข่งเพื่อมิให้ตนเสียเปรียบในการแข่งขัน โดยตนอาจจะต้องขอเลียนแบบดาราเหล่านั้นบ้าง

ถามว่าทั้ง 2 กรณี หากมีการถูกออกหมายเรียก ตรวจสอบภาษีอากรจะมีผลเช่นไร?

คำตอบคือ ทั้งคู่จะถูกลงโทษแบบเดียวกันคือ ต้องถูกประเมินภาษีเงินได้เพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า

ของภาษีที่ชำระขาด และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ส่วนโทษอาญาตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร

(ปรับ 2,000-200,000 บาท และจำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี) นั้น จะต้องเป็นกรณีมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี

ซึ่งในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรมักไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษทางอาญาแก่ผู้ใดตามนัยมาตรานี้

จากเหตุการณ์ทั้ง 2 กรณี ชี้ให้เห็นว่า นโยบายการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ของกรมสรรพากร ยังเกาไม่ถูกที่

และ (อาจจะ) กล่าวได้ว่า ยังมิได้แยกปฏิบัติระหว่างคนที่บกพร่องโดยสุจริตกับคนที่ตั้งใจ (เจตนา) หนีภาษี!

1.พลิกปูม...นโยบายการตรวจสอบภาษี

ความจริงเรื่องของการป้องปรามทางภาษีอากร (การตรวจสอบภาษีอากร) จะมีการดำเนินการทั้งใน 3

หน่วยงาน จัดเก็บภาษีคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต...แต่ที่โดดเด่น

และส่งผลกระทบมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นกรณีของกรมสรรพากร เพราะจะเกี่ยวพันกับภาษีเงินได้

(บุคคลธรรมดา) และนิติบุคคล) และภาษีทางอ้อม (VAT และภาษีธุรกิจเฉพาะ) ซึ่งมีฐานกว้างมาก

โดยครอบคลุมจำนวนผู้เสียภาษีหลายล้านหน่วยภาษี

กล่าวสำหรับส่วนราชการในกรมสรรพากร ในทุกๆ ส่วนงานจัดเก็บภาษีไม่ว่าจะเป็นสรรพากรพื้นที่ต่างๆ

ในกรุงเทพมหานคร และสรรพากรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวมตลอดถึงศูนย์บริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่

(LTO) ล้วนมีหน่วยงานตรวจสอบภาษีอากรสังกัดอยู่ โดยถือเป็นงานโชว์มัดกล้ามที่โดดเด่น ทำนอง

"ผีเห็นยังคร้าม" หรือคล้ายกองกำลังรบ "กรีน แบเร่ย์" ซึ่งจะทำให้ผู้เสียภาษีไม่กล้าที่จะหลีกเลี่ยงภาษี

จนอาจกล่าวได้ว่าการตรวจสอบภาษี ถือเป็น "ขมิ้นกับปูน" ระหว่างกรมสรรพากร

กับผู้ที่เสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน

รูปแบบหลักๆ ของการตรวจสอบภาษี ที่มีการปฏิบัติกันอยู่มีดังนี้ครับ

1.การตรวจเยี่ยม ตรวจแนะนำ วิธีการนี้เริ่มบูมในสมัยเริ่มนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาใช้ใหม่ๆ (1 มกราคม

2535) เพราะเป็นระบบภาษีใหม่ จึงมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่มากที่จำต้องอธิบาย ให้ผู้เสียภาษีเข้าใจ

และปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน

2.การตรวจปฏิบัติการทั่วไป ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ การตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียน

การออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ การจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ

และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ เป็นต้น

3.การตรวจนับสต็อกสินค้า เพื่อพิสูจน์และสอบยันความถูกต้องของจำนวนสินค้าตามที่ปรากฏในรายงานสินค้า

และวัตถุดิบ กับจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการอุดช่องโหว่ของการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

4.การสอบยันใบกำกับภาษี โดยมีทั้งการสอบยันจากด้านผู้ขายไปยังผู้ซื้อ และสอบยันจากด้านผู้ซื้อไปสู่ผู้ขาย

กรณีจะทำให้ทราบว่ามีการขายสินค้าหรือให้บริการ โดยไม่ออกบิลหรือไม่

หรือมีกรณีของใบกำกับภาษีปลอมหรือไม่ เป็นต้น

5.การตรวจคืนภาษี ซึ่งมีทั้งกรณีที่คืนภาษีก่อนตรวจสอบ และขอตรวจสอบความถูกต้อง

ก่อนที่จะอนุมัติคืนเงินภาษี

เรื่องของภาษีหลักๆ ที่ขอคืนมีอยู่ 2 ประการคือ การขอคืนภาษีซื้อ (VAT) และกรณีขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล

ที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริง ณ ตอนสิ้นปี

กรณีขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ถือเป็นเรื่องของการคืนตามกลไกของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ซึ่งมุ่งเก็บภาษีจากผู้บริโภคคนสุดท้าย จึงต้องมีการคืนภาษีแก่ต้นทางทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง

ผู้ค้าปลีก

ส่วนกรณีการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งโดยหลักการเป็นการเรียกเก็บภาษีล่วงหน้าก่อนถึงกำหนด

และถือเป็นเครดิตหักออกจากภาษีเงินได้ที่ต้องชำระจริง ณ ตอนปลายปี ดังนั้น ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย

จึงยังคงถือเป็นทรัพย์สินของผู้เสียภาษี ซึ่งพึงมีสิทธิที่จะขอคืนได้หากถูกหัก ณ

ที่จ่ายไว้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริง ณ ตอนปลายปี แต่เจ้าหน้าที่สรรพากรมักมอง

และรู้สึกตรงกันข้าม เพราะเงินภาษีดังกล่าวถูกนำส่งเข้าสู่กระเป๋าของตนแล้ว จึงถือเป็นทรัพย์สินของตน

ซึ่งตนจะหวงแหนมาก (คืนยาก) ดังนั้น

แนวคิดดังกล่าวจึงอาจส่งผลถึงการลดลงของระดับความสมัครใจในการเสียภาษีในระยะยาวได้ ดังนั้น

นโยบายส่วนนี้จึงควรต้องวางน้ำหนักให้พอดี และสมดุล

6.การออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี กรณีนี้จะอาศัยอำนาจตามมาตรา 19, 23, 88/4 และ 123

แห่งประมวลรัษฎากร สั่งให้ผู้เสียภาษีส่งมอบบัญชี เอกสารหลักฐานต่างๆ ให้เจ้าพนักงานทำการตรวจสอบ

ไต่สวนภาษีอากรทุกประเภท (ภาษีเงินได้ VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์)

ซึ่งมักมีสาเหตุจากการที่เจ้าพนักงานฯ วิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษี

แล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าบริษัทชำระภาษีอากรต่างๆ ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน

7.การตรวจค้น ยึด และอายัดบัญชีและเอกสาร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร

ส่งเจ้าพนักงานฯ เข้าทำการตรวจค้น รื้อเอกสาร และยึด อายัดเอกสารต่างๆ ที่บ่งชี้ว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี

ซึ่งมักเป็นรายที่มีการหนีภาษีอย่างมโหฬาร และโจ๋งครึ่ม ดังนั้น

ผู้เสียภาษีรายใดที่โดนบุกจู่โจมตรวจสอบโดยวิธีนี้ ก็ขอจงภูมิใจได้เลยว่าตัวท่านนั้นยอด (โกง) จริๆ!

2.นโยบายไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง!

ในประวัติศาสตร์ของกรมสรรพากร ได้เคยมีการอภัยโทษทางภาษีหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดในสมัยอธิบดี

วิโรจน์ เลาหะพันธ์ ในราวปี 2529 (ให้ยื่นแบบ อ.1)

ชำระภาษีย้อนหลังในปีที่เคยหลบเลี่ยงไว้โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ (1 เท่า) และเงินเพิ่ม 1.5%

โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ขยายเวลายื่นแบบชำระภาษีนั่นเอง

ทุกครั้งที่มีการออกพระราชกำหนดอภัยโทษภาษี ก็จะมีนักวิชาการให้ความเห็นแยกเป็น 2 ฝ่าย คือ

ฝ่ายเห็นด้วยเพราะจะได้รับเงินภาษีเข้ารัฐทันทีจำนวนมาก โดยไม่ต้องออกแรง

แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็บอกว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้สุจริตชนหมดกำลังใจ เข้าทำนอง "ทำดีได้ดีมีที่ไหน

ทำชั่วได้ดีมีถมไป" ซึ่งในระยะยาวชนกลุ่มนี้ ก็จะพลอยสูญเสียความสมัครใจในการเสียภาษี

ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรมสรรพากรคนปัจจุบัน ได้ประกาศนโยบายไม่ตรวจภาษีย้อนหลัง

แก่ผู้ที่สารภาพบาปออกมาเอง โดยมุ่งให้ผู้เสียภาษีทั้งหลายรวมทั้งเจ้าหน้าที่ พยายามคำนึงถึงปัจจุบัน

และอนาคตเป็นที่ตั้ง คล้ายเป็นการล้างไพ่ (ที่หมักหมม) แล้วมาเริ่มต้นฟ้าใสกันใหม่ถ้วนหน้า

แต่ในทางปฏิบัติ กลับปรากฏว่ามีห่านเกเรที่กลับใจแล้วหลายราย ได้โอดครวญเข้ามาที่ผู้เขียนทำนองว่า

พอไปสารภาพบาปโดยโชว์ตัวเลขที่แท้จริงว่ามียอดขาย (สมมติ) 10 ล้านบาทในปี 2544

กาลกลับปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้นำข้อมูลดังกล่าว ย้อนไปเปรียบเทียบกับรายรับของปีก่อนๆ

ซึ่งยื่นไว้ต่ำมากเพียงปีละประมาณ 1 ล้านบาท (สมมติ) ก็เลยโดนจับตรวจสอบภาษีย้อนหลังเสียจนหลังแอ่น

ท่านอธิบดีศุภรัตน์ ได้กล่าวไว้ในงานเดินสายพบปะกับคณะกรรมการของสภาอุตสาหกรรม

ว่ากำลังดำเนินการแก้ไขปรับปรุงวิธีทำงานของเจ้าพนักงาน

เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของนโยบายไม่ตรวจภาษีย้อนหลัง ซึ่งเป็นเรื่องใหม่

ผู้เขียน เห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายดังกล่าว เพราะจะส่งผลดีในระยะยาว

ทำให้ผู้เสียภาษีทุกรายเข้าสู่ระบบการเสียภาษีที่ถูกต้องเสียที แต่ใคร่ขอเสนอความเห็นต่อท่านอธิบดีว่า

นโยบายใดก็ตามที่ประกาศเป็นยุทธศาสตร์แล้ว จะต้องกำกับให้เป็นไปตามนโยบายโดยพลัน

เพราะฝูงห่านที่กำลังสมัครใจจะลงจากเขาเหลียงซานอยู่รอมร่อ หากเกิดความไม่มั่นใจในนโยบายใดๆ

แล้วหวนกลับขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง เป็นคำรบสองแล้วไซร้

คงยากยิ่งจะเรียกพวกเขาเหล่านั้นกลับลงสู่ที่ราบอีกครั้ง!

3.ส่งท้าย

นโยบายภาษีใดๆ ก็ตามที่ประกาศใช้แล้วให้เกิดความสัมฤทธิผลได้ จะต้องมองภาพในลักษณะบูรณาการ

เพราะแต่ละแนวทางต่างเชื่อโยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

กล่าวสำหรับ นโยบาย (ไม่) ตรวจตอบภาษีย้อนหลัง

ก็จำต้องประกาศควบคู่กับนโยบายการปราบปรามผู้ฉ้อฉลอย่างเด็ดขาด+ต้องมีการเพิ่มบทลงโทษผู้หลีกเลี่ยง

ภาษีให้หนักๆ+นโยบายปฏิบัติต่อผู้ประกอบการที่ดี และสุจริตอย่างดีเยี่ยม เป็นต้น

มองศักยภาพของอธิบดีศุภรัตน์ แล้ว ผู้เขียนเชื่อมั่นในความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล+ทันสมัย

ขอเพียงให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง+ครบถ้วน ก็ย่อมจะสามารถผลักดันนโยบาย (ไม่)

ตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้แน่ โดยไม่จำต้องออกพระราชกำหนดอภัยโทษทางภาษีแต่อย่างใด

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved