ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (2)
สัปดาห์ที่แล้ว ได้เกริ่นถึงหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายพร้อมตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94)ไปแล้ว
ข้อเขียนในวันนี้จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาการวางแผนภาษีในวิธีการต่างๆดังนี้
3.บุคคลธรรมดา…จะประหยัดภาษีเงินได้ครึ่งปีได้อย่างไร ?
(1)อาศัยช่องโหว่จากเกณฑ์เงินสด
กฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กำหนดให้ยื่นเสียภาษี (ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90) ตามเกณฑ์เงินสด (cash
basis) ซึ่งหมายถึงยอดเงินได้พึงประเมินที่คำนวณเฉพาะจากที่ได้รับชำระแล้วจริงๆ เท่านั้น
(อาจรับชำระเป็นตัวเงินสด เช็ค ทรัพย์สิน ตราสาร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับฯลฯก็ได้)
ดังนั้นตราบใดที่ยังมิได้รับชำระเงินก็ยังไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
ตัวอย่าง 2 กรณี 'เบนซี่' ตามตัวอย่างที่ 1 มีเงินได้จากการเป็นนางเอกภาพยนตร์ 600,000 บาท
และเงินได้จากการจำหน่ายเครื่องสำอางยี่ห้อ เบนซี่ 800,000 บาทนั้น ภายหลังคำนวณหักค่าใช้จ่ายเหมา
300,000 บาท และ 560,000 บาท และหักค่าลดหย่อนส่วนตัว (โสด) แล้ว เหลือเงินได้สุทธิ 525,000 บาท
ต้องชำระภาษีเงินได้ตามอัตราก้าวหน้าถึงขั้น 20% ดังนั้น หากชะลอการรับชำระเงินค่าแสดงภาพยนตร์
หรือเงินได้จากการขายเครื่องสำอางออกไป กรณีก็จะสามารถลดเงินได้สุทธิลงมา
ทำให้ชำระภาษีในช่วงที่ต่ำลงได้ (อาจเป็นช่วง 5%หรือ 10%ตามแต่กรณี)
จริงอยู่ การผลักเงินได้ไปสู่ช่วงปลายปีหรือผลักไปสู่ปีภาษีอื่น
ท้ายที่สุดก็ยังคงต้องชำระภาษีอยู่ดี…แต่ผลของการกระทำดังกล่าว อาจได้ประโยชน์ถึง 2 สถาน คือ (1)
สามารถจัดสรร (manipulate) เงินได้ของแต่ละปีภาษี เพื่อให้ภาระภาษีโดยรวมต่ำที่สุด และ (2)
การจ่ายภาษีช้าลงหรือน้อยลงย่อมประหยัดเม็ดเงินไว้หมุนเวียนทางธุรกิจ หรือจับจ่ายใช้สอยได้นานวันกว่า
มิใช่หรือ ?
(2)วิธีวางแผนจากสูตรการคำนวณภาษี
เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน -ค่าใช้จ่าย (จริง/เหมา) -ค่าลดหย่อน
เงินได้สุทธิ คือฐาน (tax base) ที่จะนำไปคูณอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หากฐานภาษีเล็กลงก็ย่อมเสียภาษีต่ำลงอย่างแน่นอน
วิธีลดฐานภาษี (เงินได้สุทธิ) มีหลักการพิจารณาง่ายๆ
ตามหลักคณิตศาสตร์โดยยังไม่ต้องพิจารณาถึงตัวบทกฎหมายนั่นคือ
การลดยอดเงินได้พึงประเมินให้ต่ำสุด
เลือกหักค่าใช้จ่ายให้ได้สูงสุด
หักค่าลดหย่อนให้เต็มที่และมากรายการที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้
วิธีที่ 1วิธีลดยอดเงินได้พึงประเมิน
วิธีการจะขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ กล่าวคือ เงินได้บางประเภทได้รับการยกเว้นภาษี (กำหนดไว้ในมาตรา 42
และกฎกระทรวง#126 รวมทั้งสิ้นประมาณ 81 ประเภท)
เงินได้บางประเภทกฎหมายเปิดทางเลือกให้เสียภาษีโดยวิธีถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก
เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน
เงินได้จากขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาโดยไม่มุ่งค้าหากำไร เป็นต้น) หรือกรณีการแตกหน่วยภาษี (tax
entity)ออกเป็นหลายหน่วย
ตัวอย่าง 3 นายแพทย์พันธุ์ศักดิ์ (ขออภัยที่เอ่ยถึงบ่อยๆ…ด้วยเพราะชื่อของท่านกำลังฮอตปึ๋งปั๋งจริงๆ)
มีเงินได้จาก 4แหล่ง (สมมติ)
(1) เงินเดือนประจำจากการเป็นข้าราชการ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เดือนละ 50,000 บาท
(เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1))
(2) เงินได้พิเศษจากการตรวจคนไข้ ช่วงเย็น ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เดือนละประมาณ 100,000 บาท
(อาจจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(1)(2)หรือ (6)ก็ได้)
กรณีทำสัญญากับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ในลักษณะขอใช้พื้นที่ประกอบโรคศิลปะ
กรณีก็จะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเข้าข่ายต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94
เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี โดยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 60%
หรือขอเลือกหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ ดังนั้น การจัดประเภทเงินได้ในลักษณะนี้
จะทำให้คุณหมอพันธุ์ศักดิ์ประหยัดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีแต่มีหน้าที่ต้องยื่นชำระภาษีกลางปี
กรณีที่จะลดฐานของเงินได้พึงประเมินในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ทำได้ 2 ทาง คือ การแตกหน่วยภาษี
โดยจัดตั้งเป็นคณะบุคคลโดยร่วมกันกับเพื่อนแพทย์ท่านอื่น เข้าร่วมกันทำสัญญากับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
อีกวิธีหนึ่งก็คือเข้าทำสัญญาว่าจ้างกับ รพ.บำรุงราษฎร์ในลักษณะเป็นลูกจ้าง (ถือเป็นเงินได้มาตรา 40(1))
หรือรับจ้างตรวจคนไข้ (เงินได้ 40(2))
ทางเลือกใด ดีกว่ากันคงต้องดีดลูกคิดและคำนวณผลลัพธ์กันเองโดยคำนึงถึงภาระรวมทั้งปีเป็นหลัก!
(3) เงินได้จากการจัดรายการโทรทัศน์ ชูรัก ชูรส เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8)
สมมติมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 500,000 บาท
(และสมมติอีกว่าคุณหมอเป็นเจ้าของรายการในรูปบุคคลธรรมดา)
การที่จะลดฐานเงินได้ของคุณหมอลงมา คงทำได้วิธีเดียว คือจัดตั้งเป็นหน่วยธุรกิจในรูปคณะบุคคล
หรือจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดขึ้นมาดำเนินงานแทนธุรกิจเจ้าของคนเดียว
ตัวอย่างที่ 4 ก๊วยเจ๋ง วาณิชธนากรชื่อดัง (ในระดับเป็นมนุษย์ทองคำคนหนึ่งในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่เชียวแหละ)
ด้วยรายได้จำนวนมหาศาลก๊วยเจ๋งก็เป็นอีกคนที่นิยมสะสมที่ดินและคอนโดมิเนียม
ในปี 2537 ก๊วยเจ๋ง ได้ซื้อที่ดินผืนงาม 1 ไร่ ริมสนามกอล์ฟชื่อดังย่านถนนบางนา-ตราด
นัยว่าเพื่อใช้ปลูกเรือนหอ…แต่อนิจจา…เมื่อฟ้าส่ง ก๊วยเจ๋ง ลงมาเกิด แล้วใยจึงกลั่นแกล้งด้วยการส่ง IMF
ตามลงมาราวีกันด้วย !
ตั้งแต่ปี 2541 ก๊วยเจ๋ง ต้องตกงานเพราะบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ตนทำงานอยู่ได้ถูกปิดกิจการ…3 ปีให้หลัง
แฟนสาวก็เริ่มจากจร…ล่วงมาถึงปี 2545 ก๊วยเจ๋ง จึงจำตัดใจขายที่ดินผืนงามด้วยความขมขื่น
เพื่อให้ลืมความหลัง และได้เม็ดเงินไปเปิดธุรกิจ SMEsผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ในคอลเลคชั่นไทยๆ
เงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าว (สมมติ 8 ล้านบาท) จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยหักค่าใช้จ่ายเหมา 50%
(ถือครองเกิน 8 ปี) หารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง 9 ปี แล้วคำนวณภาษีเงินได้เป็นเงิน 36,944x9 = 332,496 บาท
ซึ่งก๊วยเจ๋งสามารถเลือกเสียภาษีจากยอดที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว
โดยไม่ต้องนำรวมคำนวณเป็นเงินได้ตอนกลางปีและปลายปีก็ได้
ตัวอย่างที่ 5 ศิริวัฒน์ แซนด์วิช (หมู่นี้เงียบเชียว…คงขายดีจนไม่มีเวลา (และไม่ต้อง promote แล้ว?!)
หรือกำลังเพลินกับตลาดหุ้น?)…เซียนหุ้นชื่อดังเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากพิษ IMF
ในช่วงเริ่มต้น เสี่ยศิริวัฒน์ และลูกทีมได้เปิดธุรกิจเคลื่อนที่ขายแซนด์วิชตามย่านชุมชน…ทุกวันนี้
ทำท่าจะไปได้ดี โดยคิดค้นเมนูสูตรเด็ด ซูชิข้าวกล้อง
นัยว่าจะบุกไปเขย่าชาวซามูไรให้เปลี่ยนรสนิยมมาเปิบอาหารจานเด็ดนี้ให้จงได้…ข่าวคราวเงียบไปร่วมปีแล้ว
เข้าใจว่าป่านนี้คงจดลิขสิทธิ์และส่งออกเป็นล่ำเป็นสันเสียแล้วก็ไม่รู้!
ถามว่า เสี่ยศิริวัฒน์ควรจะวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจใหม่ (ซูชิข้าวกล้อง)อย่างไร?
แน่นอนครับ ว่าควรจะแยกหน่วยภาษีดังกล่าวออกจากกิจการขายแซนด์วิช (ดั้งเดิม)
(สมมติเดิมตั้งเป็นบุคคลธรรมดา หรือคณะบุคคล) โดยมีทางเลือกในการจัดตั้งองค์กรใหม่เป็น 2ทางเลือกคือ
๐ ตั้งเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นหน่วยภาษีที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะเกมธุรกิจครั้งนี้
ทำท่าจะโกอินเตอร์และมีแนวโน้มฟู่ฟ่าสดใสในระยะยาว
จะทำให้บริษัทประหยัดภาษีเงินได้ลงมาเพราะอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบันอยู่ใน rate เพียง 20-30%
เท่านั้นส่วนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังคงจัดเก็บในอัตราก้าวหน้า 5-37%
๐ ตั้งเป็นคณะบุคคล ข้อดีคือสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ในอัตรา 70%
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจขายอาหารมักขาดเอกสารการจ่ายเงิน
เพราะซื้อของส่วนใหญ่จากแม่ค้าในตลาดสด ซึ่งไม่รู้จักบิล (ไม่รู้จักภาษีและไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ
กับกรมสรรพากร)
ที่มา....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|