free web hosting | website hosting | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

Sign up for a web hosting account at 741.com

 The Enron Affair ถาม-ตอบ ปัญหาภาษีตอนที่ 11

วันนี้ ขอคัดเอาคำถามจากท่านผู้อ่านมาเปลี่ยนบรรยากาศเช่นเคย ซึ่งก็คงเป็นประโยชน์ต่อฤดูการยื่นแบบ

ภาษีกลางปี (ภ.ง.ด. 51, ภ.ง.ด.94)ได้ตามสมควร

เรื่องที่ 1 VAT -ใบกำกับภาษีกรณีรับค่านายหน้าเป็นเงินตราต่างประเทศ

เนื่องด้วยบริษัทฯ มีความเข้าใจเรื่องการออกใบกำกับภาษีสำหรับค่านายหน้ารับ ตามมาตรา 9 ว่า เมื่อ

บริษัทฯ ได้ตกลงเรียกเก็บค่านายหน้าจากผู้ผลิตสินค้าในประเทศเนื่องจากบริษัทฯ เป็นตัวแทนในการหา

ลูกค้าในต่างประเทศให้กับผู้ผลิตสินค้าในประเทศ โดยตกลงเป็นอัตราร้อยละของยอดขาย (ส่งออก) ต่อ

หน่วยเงินตราต่างประเทศ ในขณะที่ผู้ผลิตฯ แจ้งบริษัทฯ ว่าได้รับเงินจากการขาย (ส่งออก) เรียบร้อยแล้ว

เป็นอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่รับจริง บริษัทฯ จะออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษี ณ วันที่ได้รับแจ้งจาก

ผู้ผลิตเป็นอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 9 ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ออกใบกำกับภาษี อาจจะมากกว่า

หรือน้อยกว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้ผลิตฯได้รับจากลูกค้าต่างประเทศ

ดังนั้น บริษัทฯ จะออกใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ในระบบการค้าด้วยผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ผลิตฯ

โดยไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มอีกแล้ว ซึ่งบริษัทฯ ยึดตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.71/2541 ลงวันที่ 9 มิถุนายน

2541 ข้อ 5 นั้นที่ว่าหากบริษัทฯได้ออกใบกำกับภาษีและส่งมอบให้แก่ผู้ผลิตฯแล้ว ต่อมาอัตราแลกเปลี่ยน

มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง บริษัทผู้ขายไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากผลต่างของ

อัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากผลต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นผลกำไรหรือขาดทุน และไม่มีสิทธิออก

ใบเพิ่มหนี้หรือใบลดหนี้ตามมาตรา 86/9และ 86/10

บริษัทฯ ขอหารือว่า ความเข้าใจของบริษัทฯ ถูกต้องหรือไม่ อย่างไรกรุณาชี้แจงด้วยครับ

คำตอบ.....

กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ความเข้าใจของบริษัทฯ ถูกต้องแล้วครับ (คำตอบของผู้เขียน เขียนล้อ style

ของกรมสรรพากรเชียวแหละ ซึ่งตอบง่ายดีเพราะผู้เสียภาษีเก่ง และเข้าใจดีอยู่แล้วแฮ่ม!)

เรื่องที่ 2ภาษีนิติบุคคล, VAT -ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ทำพิธีการนำเข้าวัสดุก่อสร้าง

1. บริษัทฯ ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) โดยส่วนหนึ่งของสัญญาจะมีการซื้อ

วัตถุและเครื่องมือจากต่างประเทศ โดย กฟผ. เป็นผู้นำเข้าและเสียอากรขาเข้าต่อกรมศุลกากรเอง และ

บริษัทฯ ยังให้ กฟผ. จ่ายเงินค่าของที่นำเข้าเอง ให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศด้วยการเปิด L/C

อีกส่วนหนึ่งจะจ่ายให้บริษัทผู้รับจ้างตามจำนวนเงินตามที่ผู้รับจ้างระบุ

เมื่อของนำเข้าเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทฯ จะทำ INVOICE เรียกเก็บเงินทั้งหมดจาก กฟผ. โดยระบุว่า กฟผ.

ต้องจ่ายตาม L/C เท่าใด จ่ายให้บริษัทฯเท่าใด กฟผ. กล่าวว่าจะจ่ายเงินตาม INVOICE นี้พร้อมกันคือ

โอนจ่ายตาม L/C และจ่ายให้บริษัทฯโดยแปลงค่าเป็นเงินบาท

ปัญหาคือในทางปฏิบัติจริง การจ่ายเงินโดยโอนเงินตาม L/Cกับการแปลงค่าเงินบาทไม่พร้อมกัน

ตัวอย่าง วันที่ 5 พ.ย. 44 แจ้งว่าได้จ่ายเงิน L/C โดยใช้วันที่ 31 ต.ค. 44 บริษัทฯ ทำใบกำกับภาษีลงวันที่ 31

ต.ค. 44 ไปรับเงินในวันที่ 6 พ.ย. 44 ในใบกำกับภาษีใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ

วันที่ 31 ต.ค. 44 ในช่อง Bills ของ Average Buying Rateคือ 44.4724

คำถาม 1.1 บริษัทฯ ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 1 พ.ย. 44ถูกต้องหรือไม่

1.2 วันที่รับเงินรับเข้าเป็นวันที่ 6 พ.ย. 44ได้หรือไม่

2. กฟผ. จ่ายเงินมาตาม Rate 44.4724 มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% โดย กฟผ. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี

โดยระบุวันเดือนปีที่จ่ายเงิน 6 พ.ย. 44 ใช้วันที่บริษัทฯไปรับเงินจริงแทนวันที่ทำการจ่ายเงิน

คำถาม วันที่จ่ายเงินในหนังสือรับรอง 6 พ.ย. 44 บริษัทฯยอมรับได้หรือไม่

3. กฟผ. จ่ายเงินตาม L/C โดยใช้ Rate ของ KTB Rate L/C ตามที่ธนาคารให้ (ทางธนาคารบอกว่าวันหนึ่ง

มี 3 Rate แล้วแต่ Lot ใดได้ Rate ไหนจะถูก) เอกสารทางธนาคารคือ Advance for arrival of document

ณ 30 ต.ค. 44 ใช้ Rate 44.82 กฟผ. ออกหนังสือรับรองหักภาษี 1% แจ้งวันที่จ่ายเงิน 1 พ.ย. 44 Rate 44.8

(มีส่วนลด .02บาท)

คำถาม 3.1 บริษัทฯ จะใช้วันใดบันทึกบัญชี และใช้ Rateใด

3.2 กฟผ. จ่ายเงินให้บริษัทฯ ตาม Invoice นี้ 2ครั้งโดยจ่ายคนละวันได้หรือไม่

3.3 บริษัทฯ ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีในส่วนเงินที่ กฟผ. โอนจ่ายตาม L/C ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่

ป.101/2543ใช่หรือไม่

3.4 วันที่ที่ออก Invoice ใช้วันที่จ่ายค่าภาษีนำเข้าของ กฟผ. ตามที่ปรากฏบนใบขนสินค้า และใช้ Rate

ในช่อง Bills ของ Average Buying Rate ของ Bank of Thailand ในวันเดียวกันในการบันทึกบัญชีเจ้าหนี้ L/C

ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ........

คำถามของคุณ ออกจะยากสำหรับท่านผู้อ่าน แต่ผู้เขียนถือคติ หวานเป็นลม ขมเป็นยาก็เลยหยิบขึ้นมาตอบ

1. 1.1 บริษัทต้องออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงิน ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 โดยแปลงค่าเงินตราต่าง

ประเทศเป็นเงินบาทไทย ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร คือใช้อัตราซื้อถัวเฉลี่ยที่ธนาคารแห่งประเทศ

ไทยประกาศ ณ วันที่ 30ตุลาคม 2544

1.2 วันรับเงินจริงเป็น 6 พ.ย. 2544ได้ครับ…no problem.

2. โดยหลักการ กฟผ. จะต้องลงวันที่ในหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเป็น 31 ตุลาคม 2544

ซึ่งเป็นวันที่ออกเช็คสั่งจ่ายเงิน (ส่วนผู้รับจะมารับเงินเมื่อใดนั้นไม่เกี่ยวกับผู้จ่ายเงิน)

3. 3.1 tax point คือการรับชำระเงินต้องถือตามวันเดียวกับใบกำกับภาษีคือ 31 ตุลาคม 2544ครับ

3.2ทำได้ครับ

3.3 กรณีนี้มิใช่การขายสินค้าตามแนวทางที่ระบุไว้ใน ป.101/2543 แต่เป็นการเรียกเก็บเงินค่าจ้าง (ค่าวัสดุ

เป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าค่าจ้างตามสัญญา) ดังนั้นกรณีนี้จึงต้องออกใบกำกับภาษี และต้องหักภาษีเงินได้ ณ

ที่จ่ายครับ

3.4 กรณีการรับรู้ค่าซื้อวัสดุ ตามนัยมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น โดยหลักการต้องใช้วันที่ตาม

B/L date และแปลงค่าอัตราแลกเปลี่ยนตามราคาตลาด (spot rate, อัตราขาย)ครับ

เรื่องที่ 3ขอบเขตและอำนาจการเข้าตรวจปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สรรพากร

ผมติดตามการตอบปัญหาของอาจารย์เป็นประจำ ได้ประโยชน์มากครับ มาวันนี้ผมมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

และอยากขอคำแนะนำจากอาจารย์ครับ เมื่อไม่นานมานี้มี

เจ้าหน้าที่สรรพากรชุดหนึ่ง มาตรวจที่ห้างหุ้นส่วนที่ผมทำธุรกิจอยู่ มาตรวจทั้งเอกสาร และสำรวจทั้งห้างเลย

ไม่ว่าจะเป็นห้องเก็บสินค้าหรือห้องอื่นๆ การตรวจก็ไม่ได้ดูแต่เอกสารที่เกี่ยวกับภาษีอากรอย่างเดียว

แต่กลับขอดูเอกสารอย่างอื่นที่ผมเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่าง เช่น อยากดูบัญชีลูกค้าและซัพพลาย

เออร์ของผม ว่าผมติดต่อกับใครบ้างรวมทั้งการตรวจห้างก็ดูทุกห้อง แม้แต่ห้องผลิตสินค้าที่มีกรรมวิธีการ

ผลิตบางอย่างเป็นความลับ

ผมอยากเรียนถามเป็นความรู้ว่า เจ้าหน้าที่สรรพากรมีอำนาจหน้าที่ และขอบเขตในการตรวจอย่างไรบ้างครับ

หากผมสงสัยในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ขอตรวจ ผมควรทำอย่างไร เพราะเรื่องบางเรื่องผมเห็นว่าเป็นความลับทาง

ธุรกิจ ผมก็ไม่อยากเปิดเผย เพราะผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่

เช่น การขอดูรายชื่อลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ หรือว่าการตรวจห้องผลิตสินค้านั้น ผมเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่

มีวัตถุประสงค์แอบแฝง เช่น มองหาช่องทางการค้าที่ตนเองจะไปทำบ้าง หรือมีญาติพี่น้องทำธุรกิจคล้ายๆ กัน

หรือแม้แต่มองในแง่ร้ายว่าเอาข้อมูลของกิจการหนึ่งไปขายให้แก่อีกกิจการหนึ่ง ฯลฯ การที่มาตรวจแบบนี้จะ

ทำให้ได้ความลับเกี่ยวกับธุรกิจไปมากมาย และอีกอย่างเจ้าหน้าที่เหล่านี้ตรวจกันชุดละหลายๆ กิจการ ดังนั้น

หากจะเก็บข้อมูลใดๆไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนก็ย่อมเป็นไปได้และจะได้ข้อมูลไปมากทีเดียว

จึงใคร่ขอความรู้จากอาจารย์ช่วยกรุณาอธิบายขอบเขตการทำงานหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สรรพากร และขั้นตอน

ปกติที่เจ้าหน้าที่จะตรวจรวมทั้งวิธีการที่ห้างฯ หรือบริษัทควรปฏิบัติเมื่อถูกตรวจ เพื่อเป็นความรู้แก่ธุรกิจ

ห้างร้านโดยทั่วไป เพราะผมเห็นว่าเรื่องการตรวจนี้คงต้องเจอกันบ่อยๆ แน่ หากเป็นบริษัทใหญ่ๆ คงทราบ

วิธีรับมือ แต่กิจการเล็กๆคงไม่มีใครทราบหรอกครับว่าควรรับมืออย่างไรจึงจะเหมาะสม

คำตอบ.........

อ่านคำถามของคุณแล้ว ผมต้องชั่งใจอยู่พอสมควร เอาอย่างนี้ครับ เราลองมาดูอำนาจของเจ้าพนักงานตาม

กฎหมาย 2มาตราต่อไปนี้ก่อน

มาตรา 88/3 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้

ประกอบการจดทะเบียนหรือไม่ หรือในสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก

หรือระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบการ และทำการตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าผู้ประกอบการได้ปฏิบัติการ

โดยถูกต้องตามบทบัญญัติในหมวดนี้หรือไม่ ในการนี้

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งผู้ประกอบการหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้นให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อ

ประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆอันควรแก่เรื่องและมีอำนาจยึดเอกสารหลักฐานเหล่านั้น

มาตรวจสอบไต่สวนได้

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานประเมินแสดงบัตรประจำตัว

พร้อมทั้งหนังสือหรือหลักฐานต่อผู้เกี่ยวข้องเมื่อเข้าไปทำการตรวจสอบ

มาตรา 10 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้

ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากรหรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง

ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใดหรือให้ทราบกันไปโดยวิธีใดเว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

สรุปก็คือ เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบได้เท่าที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ความถูกต้องของการเสียภาษี

และเมื่อทราบข้อมูลแล้วก็ห้ามเปิดเผยต่อผู้ใด

ที่มา........หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved