การวางแผนภาษี (3)
หากเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วมีเงินได้ที่ต้องคำนวณภาษีน้อยกว่า 4,000,000 บาท
ควรมีการจัดรูปแบบองค์กรธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือกล่าวสรุปก็คือ
ไม่ต้องไปจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
แต่ใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของเจ้าของในการเสียภาษีของกิจการนั้นๆ
คราวนี้ผมจะแสดงการคำนวณเปรียบเทียบการเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดาและแบบนิติบุคคล
ตัวอย่าง นายตุลา ประชาชนเจริญ ยังไม่สมรส
และไม่มีรายจ่ายที่สามารถมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้มีกิจการเกี่ยวกับการรับพิมพ์งาน
และเข้ารูปเล่มหนังสืออยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มีรายได้จากการดำเนินการก่อนหักค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 700,000 บาท
และมีรายจ่ายที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามกฎหมายประมาณเดือนละ 600,000 บาท
นายตุลาควรวางแผนภาษีของกิจการนี้เช่นไร
วิธีการคำนวณแบบบุคคลธรรมดาแบบจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
สรุปว่า นายตุลา ประชาชนเจริญ ควรวางแผนภาษี
สำหรับกิจการการรับพิมพ์งานและเข้ารูปเล่มหนังสือแบบบุคคลธรรมดา
ประหยัดภาษีกว่าจัดแบบธุรกิจเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด คงเป็นแนวทางสำหรับท่านผู้อ่านได้บ้างว่า
กิจการของท่านเหมาะสมกับการวางรูปแบบภาษีเช่นไร
หากไม่ชัดเจนก็อาจขอคำปรึกษาได้จากที่ปรึกษากฎหมายทางภาษี
หรือหน่วยงานบริการของกรมสรรพากรที่ให้บริการเกี่ยวกับเรื่องนี้สรุปสูตรสำเร็จ
ธุรกิจใดที่มีรายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่าใด
ที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลได้โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเป็นรูปบริษัท
หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดจะได้รับประโยชน์ในทางภาษีสูงสุด
ที่มา.....หนังสือพิมพ์ BUSINESS THAI

|