ข้อควรปฎิบัติเมื่อกิจการถูกตรวจสอบภาษี (1)
โดยศิริรัตน์โชติเวชการ
ในยุคนี้การที่จะได้รับบัตรเชิญจากสรรพากร เพื่อขอตรวจสอบภาษี เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยมาก
เพราะเมื่อเดือนก่อนท่าน อธิบดีกรมสรรพากร ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ไว้ว่านโยบาย คือ ใกล้ชิด
เป็นรายตัว เป็นปัจจุบัน แปลว่าเขาจะมีเจ้าหน้าที่ประกบผู้เสียภาษีแต่ละรายเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดและ
สม่ำเสมอ
ถึงเราจะได้ทราบแล้วจากฉบับก่อนว่าการทำตัวให้พร้อมเสมอต่อการตรวจสอบต้องทำอย่างไร แต่พอเจอ
เข้าจริงๆก็คงจะอดไม่ได้ที่จะหนาวๆร้อนๆเหมือนกัน
วันนี้เราจะมาคุยกันในประเด็นที่ว่าเมื่อถึงเวลาถูกตรวจสอบจริงๆจะต้องปฎิบัติตัวอย่างไร
1. เมื่อได้รับหมายเรียกไม่ต้องตกใจ ให้ตั้งสติแล้วอ่านดูว่า เขาจะมาตรวจภาษีชนิดใด (VAT หรือ ภาษีเงินได้
้นิติบุคคล)ขอเอกสารอะไรบ้างกำหนดให้ไปพบเมื่อใด
2. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ทางด้านภาษีเป็นอย่างดี มีมนุษยสัมพันธ์
เป็นผู้คอยประสานงานซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งพนักงานของเราเองหรือถ้าไม่มีก็ควรจะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมา
ทำให้เฉพาะกิจ เพราะจะช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยประหยัดภาษีได้
ดีกว่าเพราะผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์จะสามารถหาทางหนีทีไล่หรือเจรจาต่อรองผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
3. ไม่ต้องรีบหรือผลีผลามไปตามนัด
เพราะถ้าไปแล้วไม่พร้อมก็จะถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีและอาจจะสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่
่เจ้าหน้าที่ฯอีกประการหนึ่งเจ้าหน้าที่สรรพากรเองเขาก็มีงานยุ่งมากที่นัดมาเพราะทำตามหน้าที่
ดังนั้นถ้าเราจะขอเลื่อนวันนัดออกไปบ้าง เขากลับจะดีใจจะได้เอาเวลาไปเคลียร์งานอื่นๆ ได้ ดังนั้นดูความ
พร้อมของเราก่อน ว่าจะใช้เวลาเท่าใดในการรวบรวมเอกสาร ตรวจสอบเบื้องต้น
แล้วจึงโทร.ไปนัดในวันที่เราพร้อมโดยต้องมีเหตุผลที่ดีและไม่ควรเลื่อนนัดเกินหนึ่งเดือน
4. เมื่อรู้ว่าจะตรวจภาษีชนิดใด และขอเอกสารอะไร เราก็ต้องมาวิเคราะห์ว่าในเรื่องนั้นๆสรรพากรจะสนใจ
ข้อมูลในด้านใด
กรณีขอตรวจ VAT
ในแง่ภาษีขาย เขาจะดูว่ารายได้ทั้งหมดได้มีการออกใบกำกับฯครบถ้วนหรือไม่ กรณีมีการออก VAT 0%
เขาจะดูต้องมีใบขนฯที่ประทับตราของกรมศุลฯเป็นหลักฐานในการส่งออกหรือถ้าเป็นค่าบริการก็ต้อง
เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
ในแง่ภาษีซื้อ เขาจะดูความครบถ้วนสมบูรณ์ของใบกำกับภาษีซื้อ
และมักจะชอบดูว่าเวลามีการชำระค่าบริการไปต่างประเทศได้มีการนำส่ง VAT 7% ของค่าบริการ
ด้วยภพ.36หรือไม่ซึ่งประเด็นนี้มักจะหลงลืมกันบ่อย
กรณีขอตรวจภาษีเงินได้นิติบุคคล
เมื่อถูกตรวจสอบ ประเด็นหลัก
ที่สรรพากรสนใจก็คือเราบันทึกรายได้ครบถ้วนหรือไม่และค่าใช้จ่ายที่เรานำมาหักนั้นเป็นไปตามเงื่อนไข
ที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปมีการหักภาษีณ.ที่จ่ายไว้ครบถ้วนหรือไม่
ในแง่รายได้ ส่วนใหญ่เขาจะตรวจสอบโดยขอหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีส่งออก
เขาจะขอตัวเลขการส่งออกจากรมศุลฯมาเช็คว่าเรา นำมาบันทึกยอดขายส่งออกครบหรือไม่
หรือกรณีมีการขายผ่านบัตรเครดิตเขาก็จะขอรายงานจากสถาบันที่เกี่ยวข้องมากระทบกับยอดขายของเรา
ในแง่รายจ่าย เขาจะดูความสมบูรณ์ของเอกสาร และดูว่าการหักค่าใช้จ่ายนั้นเป็นไปตามที่กำหนดไว้ ใน
มาตรา 65 ทวิและ 65 ตรี ของประมวลรัษฎากร หรือไม่ เช่น ค่ารับรอง ค่าการกุศล ค่าเสื่อมราคา
หรือรายจ่ายประเภททุนเป็นต้นกรณีที่มีการผลิตเขาก็จะสนใจว่ากำไรขั้นต้นจะต้องไม่ติดลบ
ในแง่ภาษีเงินได้หัก ณ.ที่จ่าย เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ให้กิจการต้องมีหน้าที่ต้องหัก ภาษี
ณ.ที่จ่ายและนำส่งให้กรมฯเมื่อมีการจ่ายค่าบริการบางประเภทแก่ผู้ให้บริการ เช่น ค่าเช่า 5% ค่ารับจ้าง
ทำของ 3% ค่าโฆษณา 2% ฯลฯ แต่ถ้าเราไม่ได้ปฎิบัติตาม
เราจะต้องรับผิดชอบต่อภาษีจำนวนนั้นแทนผู้ให้บริการ
ดังนั้นเวลาตรวจสอบเรื่องนี้ สรรพากร
จะวิเคราะห์ง่ายๆด้วยการดูว่าในบัญชีแยกประเภทแสดงยอดค่าบริการแต่ละประเภท ที่ต้องหัก ณ.ที่จ่าย
ไว้เท่าใด ก็จะคูณด้วยอัตราภาษีหัก ณ.ที่จ่าย
ของบริการประเภทนั้นแล้วก็ไปดูว่าเราได้มีการยื่นภาษีหักณ.ที่จ่ายไว้ถูกต้องตรงกับที่เขาคำนวณได้หรือ
ถ้าไม่ตรงกันเราก็ต้องชี้แจงเหตุผล ถ้าลืมหักไว้ก็จะถูกปรับ เรื่องที่มักจะทำผิดกันมากอีกเรื่องก็คือการหัก
ณ.ที่จ่ายในกรณีที่ส่งเงินไปชำระค่าบริการ ในต่างประเทศบางประเภท เช่น ค่าสิทธิ ซึ่งมักจะลืมหัก
ณ.ที่จ่ายและนำส่งด้วยภ.ง.ด. 54
สำหรับการหัก ณ.ที่จ่ายของรายจ่ายประเภทเงินเดือน เขาก็จะดูว่าเราได้
นำเอาประโยชน์เพิ่มที่ให้กับพนักงานมารวมในการคำนวณภาษีหัก ณ.ที่จ่ายไว้ครบถ้วนหรือไม่
ประโยชน์เพิ่มเหล่านี้ก็ได้แก่ กรณีที่บริษัท จัดหาที่พักให้แก่พนักงาน รถประจำตำแหน่ง
ค่าสมาชิกกอล์ฟเป็นต้น
เมื่อวิเคราะห์ได้ว่าเขาจะตรวจอะไร ก็ต้องเอาเอกสารที่เขาขอมาดูและตรวจสอบความครบถ้วนความถูกต้อง
รวมทั้งดูว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหนและพยายามหาทางหนีทีไล่ไว้หรือคำนวณไว้คร่าวๆ
ว่าจะถูกปรับเป็นจำนวนเท่าใดเพื่อที่จะตั้งรับได้ถูก
ที่มา....หนังสือพิมพ์ BUSINESS THAI

|