free web hosting | website hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่นำมาใช้จัดเก็บแทนที่ภาษีการค้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นมา

พร้อมกับภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีการบริโภค ซึ่งกำหนดให้จัดภาษีเป็นรายเดือนภาษี

เนื่องจากไม่อาจจัดเก็บโดยตรงได้จากผู้บริโภค จึงกำหนดให้ผู้ประกอบการ

ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริโภค แต่มีจำนวนไม่มากนัก

พอที่รัฐจะสามารถบริหารการจัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ

สิทธิประโยชน์ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผู้ประกอบการ อยู่หลายประการ อาทิ การนำภาษีซื้อ

มาเครดิตหักออกจากภาษีขาย ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

จึงมีทั้งความเปราะบาง อ่อนไหว และเสี่ยงต่อการหลบหลีก หรือเลี่ยงภาษีได้ง่ายมากกว่าภาษีเงินได้

ที่จัดเก็บภาษีรายปี ดังนั้น เพื่อให้การบริหารการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยการกำกับดูแล

ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยถูกต้องครบถ้วน ตามที่กฎหมายกำหนด

จึงมีการบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ ของผู้ประกอบการในส่วนที่เกี่ยวกับ ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ไว้ในกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ในขณะนี้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มใช้บังคับมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว

จึงสมควรที่จะทบทวนความรู้ความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอีกครั้งหนึ่ง

ประจวบกับอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131)

เรื่องกำหนดแบบหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2545

โดยให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังกลับไปตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นมา

ไขปัญหาภาษีจึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา-วิสัชนาดังนี้

ปุจฉา

ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในราชอาณาจักร

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อใด

วิสัชนา ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในราชอาณาจักรต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้

1. ในปีใดที่ผู้ประกอบการมีขนาดรายได้จากการประกอบกิจการเกินกว่า 1,200,000 บาท

ให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30วันนับแต่วันที่มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าว

2.ในกรณีที่ผู้ประกอบการยังมีรายได้จากการประกอบกิจการไม่เกิน 1,200,000 บาท

ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ก็ให้กระทำได้โดยยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ทันที

ที่มีความประสงค์ดังกล่าว

3.สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จากการขายสินค้าหรือการให้บริการบางประเภท เช่น

ประกอบกิจการขายสินค้าที่เป็นพืชผลทางการเกษตร ที่ยังไม่แปรรูป สัตว์ และส่วนต่างๆ ของสัตว์

ที่ยังไม่แปรรูป ปุ๋ย ปลาป่น อาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการบำรุง รักษา ป้องกัน ทำลาย

หรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน

การขนส่งทางอากาศโดยอากาศยานในราชอาณาจักร เป็นต้น

ที่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ให้กระทำได้โดยยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ทันทีที่มีความประสงค์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ในการจดทะเบียน ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.01

แจ้งรายการรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานในทางทะเบียน เช่น ชื่อผู้ประกอบการ

ชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งของสถานประกอบการ ประเภทกิจการที่กระทำเป็นปกติ

ประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนใหญ่ โดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ

สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ สำหรับผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือ

ณสำนักงานสรรพากรอำเภอสำหรับผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตต่างจังหวัด

ปุจฉาเมื่อได้จดทะเบียนแล้วผู้ประกอบการจะได้สิทธิประโยชน์ในทางภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

วิสัชนา เมื่อได้จดทะเบียนเป็น "ผู้ประกอบการจดทะเบียน"แล้วจะก่อให้เกิดสิทธิต่างๆดังนี้

1.สิทธิในการออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือการให้บริการให้แก่บุคคลอื่น

2.สิทธิในการเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

3.สิทธิในการนำภาษีซื้อมาเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ

4.สิทธิในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่ในเดือนภาษีใดมียอดภาษีซื้อมากกว่ายอดภาษีขาย

5.สิทธิที่จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0%ตามที่กฎหมายกำหนด

ปุจฉาในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องใช้หลักฐานใดบ้าง

วิสัชนาในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการต้องใช้หลักฐานดังนี้

1.คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบภ.พ. 01จำนวน 5ฉบับ

2.สำเนาทะเบียนบ้านหรือหลักฐานแสดงการอยู่อาศัยจริงพร้อมภาพถ่ายสำเนาดังกล่าว

3.บัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรพร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว

4.สัญญาเช่าอาคารอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการ (กรณีเช่า)

หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานประกอบการและหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นเจ้าบ้าน, สัญญาซื้อขาย,

คำขอหมายเลขบ้าน, ใบโอนกรรมสิทธิ์, สัญญาเช่าช่วง

พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการและภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

5.หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วนพร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล)

6.หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วน บริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ หนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับ

และใบทะเบียนพาณิชย์พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นนิติบุคคล)

6.บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้จัดการ หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ และสำเนาทะเบียนบ้าน

พร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว

7.แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขปและภาพถ่ายของสถานประกอบการจำนวน 2ชุด

8.กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท

บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว

โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved