free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair ปุจฉา-วิสัชนา SMEs

เมื่อวันที่ 20-21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ผู้เขียนมีโอกาสเป็นวิทยากรในการสัมมนาภาษีอากรของกรมสรรพากรในหัวข้อ

"สิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพากรสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)" ณ ห้องประชุมใหญ่

กรมสรรพากร ในแต่ละวันมีคำถามจากผู้เข้าฟังสัมมนาพอสมควร จึงขอนำคำถาม

คำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านมาเผยแพร่ในคอลัมน์ไขปัญหาภาษีดังต่อไปนี้ครับ

ปุจฉาคำว่า SMEsย่อมาจากอะไร

วิสัชนา คำว่า SMEs ย่อมาจากคำเต็มว่า Small and Medium Enterprises ซึ่งแปลว่า

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ปุจฉามีหลักเกณฑ์ในการจัดระดับวิสาหกิจที่เป็น SMEsหรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างไร

วิสัชนา SMEsมีความหมายหรือหลักเกณฑ์ในการจัดชั้นดังนี้

1. SMEsตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมพ.ศ.2543มีดังนี้

วิสาหกิจขนาดย่อมได้แก่ธุรกิจใดๆก็ตามที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(1)ธุรกิจผลิตสินค้าที่มีการจ้างงานไม่เกิน 50คน

(2)ธุรกิจผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 50ล้านบาท

(3)ธุรกิจบริการที่มีการจ้างงานไม่เกิน 50คน

(4)ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 50ล้านบาท

(5)ธุรกิจค้าส่งที่มีการจ้างงานไม่เกิน 25คน

(6)ธุรกิจค้าส่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 50ล้านบาท

(7)ธุรกิจค้าปลีกที่มีการจ้างงานไม่เกิน 15คน

(8)ธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 30ล้านบาท

วิสาหกิจขนาดกลางมีลักษณะเพิ่มเติมมากขึ้นกว่าธุรกิจขนาดย่อมดังนี้

(1) ธุรกิจผลิตสินค้าที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 51ถึง 200คน

(2) ธุรกิจผลิตสินค้า ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรเกินกว่า 50แต่ไม่เกิน 200ล้านบาท

(3) ธุรกิจให้บริการที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 51ถึง 200คน

(4)ธุรกิจให้บริการที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรเกินกว่า 50แต่ไม่เกิน 200ล้านบาท

(5) ธุรกิจค้าส่งที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 26ถึง 50คน

(6) ธุรกิจค้าส่งที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรเกินกว่า 50แต่ไม่เกิน 100ล้านบาท

(7) ธุรกิจค้าปลีกที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 16ถึง 30คน

(8)ธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรเกินกว่า 30แต่ไม่เกิน 60ล้านบาท

ทั้งนี้มูลค่าทรัพย์สินถาวรดังกล่าวไม่นับรวมมูลค่าของที่ดิน

2. ตามพระราชการบัญชี พ.ศ.2543 ไม่ได้กำหนดความหมายหรือหลักเกณฑ์ ในเรื่องของ SMEs ไว้โดยตรง

แต่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

ตรวจสอบและรับรองงบดุลตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไป

แต่ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ให้กรมสรรพากร ต้องมีผู้ตรวจสอบและรับรอง งบดุล แนบไปพร้อมกับแบบ

ภ.ง.ด. 50 ดังกล่าว ผู้ตรวจสอบและรังรองงบการเงินอาจเป็นได้ทั้ง CPA และผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax

Auditor)

ห้างหุ้นส่วนขนาดเล็กดังกล่าว ต้องเป็นห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วน

จำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท

และในรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้นๆ ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30ล้านบาทและมีทรัพย์สินรวมไม่เกิน 30ล้านบาท

3. SMEsในทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแยกออกเป็นแต่ละวัตถุประสงค์ดังนี้

(1) SMEs เพื่อการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม

2545 เป็นต้นไปโดยจะได้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30%ของกำไรสุทธิเป็นอัตราก้าวหน้าดังนี้

กำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 1ล้านบาทให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20%

กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 3ล้านบาทให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 25%

กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 3ล้านบาทขึ้นไปให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติ 30%

SMEs ที่ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว ต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

และมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่ว่า SMEs

ดังกล่าวจะมีรายได้หรือจำนวนกำไรสุทธิเท่าใดก็ตาม

(2) SMEsเพื่อการได้สิทธิประโยชน์ในการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวร

ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร

ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 395) พ.ศ.2545 ได้กำหนดให้ SMEs

ได้สิทธิประโยชน์ในการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินถาวรบางประเภท ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์

อาคารโรงงาน และเครื่องจักร เป็นกรณีพิเศษ กล่าวคือ กำหนด SMEs

สามารถเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามวิธีปกติทั่วไป

หรือจะเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

คุณสมบัติของ SMEs ที่ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวต้องมีเงื่อนไขครบ 3 ประการ คือ

เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ไม่ว่าจะตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมีทรัพย์สินถาวร

ซึ่งไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200ล้านบาทและมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200คน

ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่า SMEs จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5

ล้านบาท

ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved