free web hosting | free website | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affair เปิดใจนายกสมาคมนักบัญชีฯกรณีมาตรฐานการบัญชีปรับโครงสร้างหนี้ (ใหม่)

เกรียวกราวฮือฮามาร่วม 2 สัปดาห์แล้ว กับกรณีที่คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี

(ก.บช.)ผ่านร่างแก้ไขมาตรฐานการบัญชี #34 (การบัญชีสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา)

ด้วยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุน (ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมทะเบียนการค้า สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับ

อนุญาต กรมสรรพากร สมาคมธนาคารไทย) และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย (ประกอบด้วยนักวิชาการอาวุโสหลาย

ท่าน) ด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้มาตรฐานการบัญชีของไทยขาดความเชื่อถือ ไม่เป็นสากล กระทบบรรษัทภิบาลและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

ศ.เกษรี ณรงค์เดช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิด เหตุผล และเบื้องหลังของการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี #34

ดังกล่าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 8 ปี ของวารสาร TAX & BUSINESS LAW MAGAZINE ซึ่งผู้เขียนเห็น

ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน จึงขอนำเนื้อหาดังกล่าวมานำเสนอแด่ท่านผู้อ่าน

เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงเจตนารมณ์และเบื้องหลังของมาตรฐานการบัญชีฉบับดังกล่าว

1. ที่มาที่ไปของการแก้ไขมาตรฐานการบัญชี #34เป็นอย่างไร

มาตรฐานการบัญชี #34 ของไทย นำต้นร่างมาจาก SFAS#114 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกาศใช้

้เมื่อราว ค.ศ.1993 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของอเมริกาเป็นขาขึ้น

ก่อนหน้านี้ ทางสหรัฐอเมริกาได้ใช้ SFAS#15 มาร่วม 17 ปีซึ่ง SFAS#15 ฉบับนั้นได้ถูกนำมาใช้ในช่วง

ที่เศรษฐกิจของอเมริกามีปัญหา โดยเกิดวิกฤตการณ์จากอสังหาริมทรัพย์ คล้ายๆ กับกรณีของประเทศไทย

ในปัจจุบัน ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ในทางบวกต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอเมริกา โดย SFAS#15

ได้กำหนดอัตราหักลดตามอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ / เจ้าหนี้แต่ละราย

มิได้กำหนดให้ใช้อัตราหักลดในอัตราเดียวกันหมดเหมือนในปัจจุบัน

วิธีการบัญชีของ SFAS#15 กับ SFAS#114 โดยเนื้อหามิได้แตกต่างกัน แต่จะต่างในแง่ของเจ้าหนี้ โดยการ

ด้อยคุณภาพของเจ้าหนี้นั้น SFAS#114 กำหนดให้ตัดส่วนสูญเสียโดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม

ซึ่งในช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยของอเมริกาต่ำ แต่สถานการณ์จะตรงกันข้ามกับประเทศไทย ซึ่ง timing

ตามสัญญาเดิมเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูงผิดปกติ (อาจจะสูงถึง 30%) ดังนั้น

ในการออกมาตรฐานการบัญชีจึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและข้อเท็จจริงที่ประเทศไทย มีความแตกต่างจาก

อเมริกาด้วย ซึ่งดิฉันมีโอกาสพูดคุยกับศาสตราจารย์จากอเมริกา ซึ่งเคยเป็นนายกสมาคมบัญชีว่า

การที่ประเทศไทยนำต้นแบบมาตรฐานการบัญชีจากสหรัฐ โดยให้ใช้อัตราดอกเบี้ยในสัญญาเดิม ซึ่งในขณะนั้น

อัตราดอกเบี้ยของไทยอาจจะอยู่ที่ 30% ท่านเห็นเป็นอย่างไร ท่านสั่นศีรษะทันทีบอกว่าไม่ได้ เพราะเราต้อง

คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของเรา หากใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมก็คงไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้

ดังนั้น ทางสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีฯ ชุดปัจจุบัน (ซึ่งมี ศ.เกษรี ณรงค์เดช เป็นนายกสมาคมฯ) จึงได้

้เสนอให้มีการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี #34 ในประเด็นสำคัญต่างๆดังนี้

1. เสนอให้ใช้วิธีคำนวณมูลค่าส่วนลดโดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นต้นทุนทางการเงินของเจ้าหนี้ (Cost of Fund

Rate) เป็นทางเลือกควบคู่กับอัตราตลาด (Market Interest Rate)..ซึ่งแนวทางดังกล่าว แม้แต่ธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินก็ยังลงมติเห็นชอบด้วย จะมีก็เพียงตัวแทนจากคณะกรรม

การกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เท่านั้น ที่เป็นเพียง 1 ใน 7เสียงที่ไม่เห็นสอดคล้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมติดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เสนอว่า

เมื่อให้ใช้เกณฑ์ต้นทุนได้ ก็ควรจะเปิดทางเลือกเป็น 3 ทางโดยให้มีเกณฑ์อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม

ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในอเมริกา

กล่าวโดยสรุป ขณะนี้จึงมี 3 ทางเลือกไว้ในมาตรฐานการบัญชี #34 คือ (1) อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม

(Original Contract Rate) (2) อัตราดอกเบี้ยตลาด (Market Interest Rate) และ (3) อัตราดอกเบี้ยตามต้นทุน

ทางการเงินของเจ้าหนี้ (Cost of Fund Rate)

2. ในกรณีที่เจ้าหนี้เลือกวิธีคิดมูลค่าปัจจุบันโดยใช้อัตราต้นทุน จะอนุญาตให้ใช้เฉพาะกับลูกหนี้ที่มีการ

ปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545เป็นต้นไป

3.เปิดทางให้นำหลักประกันมาคิดส่วนสูญเสียของเจ้าหนี้

เหตุผลในกรณีนี้ คิดตามสามัญสำนึกก็ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้ 2 ราย มีมูลหนี้ 100 บาทเท่ากัน

แต่ลูกหนี้ ก. มีหลักประกัน 40 บาท ส่วนลูกหนี้ ข. ไม่มีหลักประกันใดๆ การคิดส่วนสูญเสียของเจ้าหนี้

จึงควรนำมูลค่าของหลักประกันดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่ง SFAS#114 ก็ได้มีการพูดถึงเรื่อง

หลักประกันดังกล่าวเช่นกัน

2. การเปิดทางเลือกหลายวิธีจะทำให้งบการเงินไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้?

กรณีที่ทาง ก.ล.ต. เป็นห่วงคุณภาพของงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ เกรงว่านักลงทุนไม่สามารถที่จะ

เปรียบเทียบกันได้ เพราะบางรายใช้ market rate ขณะที่บางรายใช้วิธี cost of fund rateนั้น

ขอชี้แจงว่า หากผู้ที่ใช้งบการเงินมีความรู้ทางด้านการบัญชี ก็ย่อมสามารถที่จะอ่านงบการเงินได้เข้าใจ

และสามารถที่จะวิเคราะห์เปรียบเทียบงบการเงินได้แม้จะใช้วิธีการแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้จะต้องมีการเปิดเผย

ข้อมูลให้เพียงพอในงบดังกล่าว

ตัวอย่างเช่น กรณีบริษัทเลือกใช้วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาที่แตกต่างกัน เช่น วิธีเส้นตรง (straight line method)

กับวิธีผลรวมจำนวนปี (sum of the years digits method) เมื่อเปิดเผยหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ในงบการเงิน

ผู้ใช้งบฯย่อมทราบและวิเคราะห์เปรียบเทียบได้

3.ความเป็นสากลของมาตรฐานการบัญชี #34?

มาตรฐานการบัญชี #34 ฉบับนี้ นำต้นร่างมาจาก SFAS#114 ของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยมิได้ยกร่าง

ขึ้นเองแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นต้นร่างเดิม ซึ่งเริ่มใช้ในประเทศไทย เมื่อ 30 กันยายน 2541 หรือส่วนที่มีการปรับปรุงแก้ไขใน

ครั้งนี้ (เริ่มใช้ 1 กันยายน 2545) ก็ล้วนเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้และกล่าวถึงไว้ใน SFAS#114ทั้งสิ้น

ขั้นตอนการออกมาตรฐานการบัญชีหรือปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ อย่างเป็นระบบ

(มีการ hearing จากทุกกลุ่ม มี steering committee มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่านช่วยกลั่นกรอง และมีการ

จัดสัมมนาสู่ สาธารณชน) นับแต่การยกร่างก็ต้องอ้างอิงจากหลักสากล เรากำหนดเองไม่ได้

แต่ต้องพิจารณาในบางประเด็นว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับประเทศไทยด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาจากข้อมูล

ของรัฐบาลพบว่า การปรับโครงสร้างหนี้ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันช่วยกันหามาตรการที่จะช่วยให้การปรับโครงสร้างหนี้ที่ยังคั่งค้างอยู่สามารถเดิน

หน้าหรือทำได้เร็วขึ้น

สำหรับกรณีการปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานการบัญชีเป็นระยะๆ นั้น ก็เป็นเรื่องปกติที่สากลเขาก็ปฏิบัติกัน

เช่นกรณีการบัญชีสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหานั้น แต่เดิมอเมริกาใช้ SFAS#15 ต่อมาก็ปรับแก้

เป็น SFAS#114 เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง…อยากให้ลองติดตามดูต่อไปว่า เมื่ออเมริกา

เกิดกรณี บริษัท เอนรอนและการล้มของบริษัทยักษ์ใหญ่ตามมาอีกหลายรายนั้น เขาจะมีการแก้ไขมาตรฐาน

การบัญชีที่เกี่ยวข้องหรือไม่?

4.มาตรฐานการบัญชี #34กระทบต่อบรรษัทภิบาลหรือไม่?

หัวใจของบรรษัทภิบาลคือความโปร่งใส!

ถ้าไม่มีความโปร่งใสย่อมต้องกระทบต่อบรรษัทภิบาลแน่นอน

แต่กรณีการปรับปรุงแก้ไข มาตรฐานการบัญชี #34 ของไทยนั้น ทุกประเด็นล้วนมีเหตุผล และสามารถ

อ้างอิงจากหลักสากลได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเจ้าหนี้ (ธนาคาร) จะเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยใดในการคำนวณมูลค่าปัจจุบัน

ในการบันทึกบัญชีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะต้องมีการชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงเลือกใช้วิธีอัตราตลาด หรือ

อัตราต้นทุน และต้องแสดงการคำนวณต้นทุนแท้จริงให้ทราบด้วย นอกจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย

ยังออกประกาศกำหนดด้วยว่า หากธนาคารใช้อัตราต้นทุน

อัตราดังกล่าวจะต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็น

การป้องกันมิให้มีการตกแต่งบัญชี

5. ส่งท้าย -ในมุมมองของผู้เขียน

จากการที่ผู้เขียนได้ติดตามข่าวสารมาร่วม 2 สัปดาห์ ในกรณีการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี #34 ด้วย

ความเคารพในความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสูงยิ่ง

ทุกแนวคิดล้วนมีหลักวิชาการรองรับและเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างก็มีเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติทั้งสิ้น

ในทรรศนะของผู้เขียนกรณีของมาตรฐานการบัญชี #34 จะส่งผลในทางปฏิบัติอย่างไร น่าจะขึ้นอยู่กับ

ผู้ปฏิบัติ ว่า เมื่อได้เลือกวิธีคำนวณดอกเบี้ยวิธีใดแล้ว

งบการเงินที่ได้ออกมาได้สะท้อนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของตนอย่างถูกต้องตรงตามสภาพ

ที่แท้จริงของตนเพียงใด และการเปิดเผยข้อมูลของงบการเงินดังกล่าวเป็นไปอย่างเพียงพอและชัดเจนหรือไม่

จึงเป็นหน้าที่ของผู้กำกับกติกาจะต้องควบคุมให้มีการปฏิบัติให้อยู่ในกรอบดังกล่าวให้ได้…เพราะกรณีนี้น่า

จะเป็นจุดที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งบ (ผู้ลงทุน)ทั้งหลาย!

ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved