![]() |
|
![]() |
![]() |
||||||||||
|
สิทธิประโยชน์และการยกเว้นอากร
1.การเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ส่งออกทางกรมสรรพากรได้ออกหลักเกณฑ์การจัดระดับผู้ประกอบการ ส่งออกที่ดีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.58/2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.246/2544 เพื่อประโยชน์ในการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการส่งออกที่ดีทำให้การคืนเงินภาษีเป็นไปอย่าง สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น 2.การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าหรือการขายอัญมณี (ดูรายละเอียด Link ด้านล่าง) 3.การให้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 จากการส่งออกสินค้าบางประเภท ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 กล่าวโดยสรุปคือ การที่จะได้สิทธิของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนของผู้ส่งออกที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 นั้นตามแนวทาง ที่กรมสรรพากรยอมรับต้องประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ 1.ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเป็นผู้ส่งออกในกรณีที่ประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับทางราชการจัดสรร โตวตาส่งออกต้องมีใบอนุญาตของหน่วยราชการที่ควบคุมนั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการส่งออกเครื่อง นุ่งห่มต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าส่งออกของกรมการค้าต่างประเทศ 2.ผู้ประกอบการจดทะเบียนการค้าส่งออกต้องมีการส่งสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศ ถ้าไม่มีการส่ง สินค้าออกไปขายยังต่างประเทศก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ส่งออก แม้ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งออกจะมีการ ติดต่อขายสินค้าให้ผู้ประกอบการค้ายังต่างประเทศ เช่น มีการเปิด L/C ชำระเงินกับผู้ประกอบการส่งออก แต่มิได้มีการส่งสินค้าออกไปจากประเทศไทย เช่น บริษัท ก ในประเทศไทยขายสินค้าให้บริษัท ข ที่ สิงค์โปร์ แต่บริษัท ก ในประเทศไทยสินค้าหมดจึงสั่งให้บริษัท ค ในประเทศมาเลเซียส่งสินค้าไปให้บริษัท ข ที่สิงค์โปร์ กรณีนี้ถือว่าบริษัท ก ในประเทศไทยไม่ถือเป็นผู้ส่งออกตามความหมายของกรมสรรพากร 3.ถ้าผู้ส่งออกขายสินค้าให้กับบริษัทในต่างประเทศโดยยังไม่ได้ส่งสินค้าออกนอกประเทศแต่ได้ส่งมอบ ให้บริษัทตัวแทนของผู้ซื้อในต่างประเทศและบริษัทตัวแทนของบริษัทผู้ซื้อในต่างประเทศ (ที่อยู่ในประเทศ ไทย)ต้องส่งสินค้าออกภายใน 180 วันผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเท่านั้นถึงจะได้รับ สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 4.ผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งออกจะต้องทำพิธีทางศุลกากรในใบขนสินค้าขาออกในนามของตนเอง ไม่ว่า จะทำการส่งออกโดยทางบก ทางเรือ ทางอากาศ หรือทางไปรษณีย์ 5.กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนการส่งออกมิได้ทำพิธีการศุลกากรในใบขนสินค้าขาออกในนามของตน เองแต่ได้ใช้บริการจากบริษัทการค้าต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการทางด้านศุลกากรแทนผู้ประกอบการจด ทะเบียนจะได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานใบกำกับภาษีจากบริษัทการค้า ระหว่างประเทศ หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/6423 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 บริษัท ก จำกัดประกอบกิจการส่งออกสินค้ามีข้อเท็จจริงดังนี้ 1.บริษัท ก จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2536 ประกอบกิจการส่งออกเสื้อผ้า สำร็จรูป อาหารกระป๋อง และกระเบื้องปูพื้น 2.สำนักงานภาษีสรรพากรได้ตรวจปฎิบัติการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปรากฏว่า บริษัท ก จำกัดได้ซื้อสินค้าจาก ผู้ผลิตได้แก่ บริษัท ข จำกัด บริษัท ค จำกัด บริษัท ง จำกัด และบริษัท ง จำกัด โดยมีข้อตกลงให้บริษัท ผู้ผลิตเป็นผู้ออกค่าขนถ่ายสินค้าและดำเนินพิธีการศุลกากรในนามของบริษัทผู้ผลิต กล่าวคือ บริษัทผู้ ผลิตมีชื่ออยู่ในใบขนสินค้าขาออกแต่บริษัท ก จำกัด จะเป็นผู้ออกใบกำกับสินค้าให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ บริษัท ก จำกัด ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกสินค้าในอัตราร้อยละ 0 3.บริษัทผู้ผลิตไม่ได้ออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท ก จำกัดแต่ออกเฉพาะใบเสร็จ รับเงินหรือเอกสารอินวอยซ์ คำวินิจฉัย 1.กรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่เป็นการรวบรวมการตอบข้อหารือกฏหมายภาษีอากรเกี่ยวกับ การส่งออกสินค้าซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เพื่อให้เจ้า พนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำผู้ประกอบการจดทะเบียนในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้ 1.1.คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.33/2536 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นการรวบรวมแนววินิจฉัยและ กำหนดแนวทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 1.2.คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.70/2541 ลงวันที่ 10 เมษายน 2541 ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมแนววินิจฉัย และแนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและซื้อ สินค้าที่ส่งออกจากผู้ผลิตในประเทศโดยให้ผู้ผลิตดำเนินพิธีการศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของ ผู้ผลิตเอง กรณีดังกล่าว ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เมื่อ สามารถแสดงหลักฐานตามที่กรมสรรพากรกำหนด โดนเฉพาะอย่างยิ่งต้องสามารถแสดงหลักฐานใบ กำกับภาษีที่ผูผลิตเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.3.คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นการปรับปรุงแนววินิจฉัยข้อ กฏหมายภาษีอากรเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าให้ชัดเจนและสอดคล้องกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4892/2541 2.กรณีบริษัทฯ ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตต่างๆเพื่อส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศตาม มาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีข้อตกลงให้บริษัทผู้ผลิตดำเนินพิธีการศุลกากรในนาม ของบริษัทผู้ผลิตเองถือว่าบริษัทฯเป็นผู้ส่งออกตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้รับ สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ตามคำพิพากษาที่ 4892/2541 และข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 3.เนื่องจากคำสั่งกรมสรรพากรตามข้อ 1.1 เป็นการรวบรวมการตอบข้อหารือกฏหมายภาษีอากรเกี่ยว กับการส่งออกสินค้า ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ถือปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากร ในแต่ละช่วงเวลาและเจ้าพนักงานประเมินก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับการตรวจปฏิบัติการหรือการตรวจสอบภาษี ด้วย กรมสรรพากรจึงได้ซ้อมความเข้าใจแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจและแนะนำผู้ประกอบการจด ทะเบียน กรณีการส่งออกสินค้าซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ทั้งนี้ตามหนังสือสรรพากรที่ กค 0814/ว.32039 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2543 4. ดังนั้นกรณีตามข้อหารือของ สพท.หากปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้ 1.บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและซื้อสินค้าที่ส่งออกจากบริษัทผู้ผลิตเพื่อส่งสินค้าออก นอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ ตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฏากรโดยให้บริษัทผู้ ผลิตเป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของบริษัทผู้ผลิตซึ่งการกระทำดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึง วันที่ 9 เมษายน 2541 ถือว่าบริษัทเป็นผู้ส่งออกตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฏากร บริษัทฯได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฏากรทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฏีกาที่ 4892/2541 และข้อ 1.1 (2) ของหนังสือสรรพากรที่ กค 0814/ว.32039 2.บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและซื้อสินค้าที่ส่งออกจากบริษัทผู้ผลิตเพื่อส่งสินค้าออก นอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศตามมาตรา 77/1 (14)แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้บริษัทผู้ผลิต เป็นผู้ดำเนินการพิธีศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของบริษัทผู้ผลิตซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2541 ถึง วันที่ 14 มิถุนายน 2543 ถือว่าบริษัทฯเป็นผู้ส่งออกตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฎากรทั้งนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4892/2541 แต่บริษัทฯจะได้รับสิทธิเสียภาษี มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯจะต้องมีหลักฐานตามข้อ 10 (1) ถึง (5) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.33/2536 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.70/2541 ลงวันที่ 10 เมษายน 2541 กรณีดังกล่าวกรมสรรพากรกำหนดแนวทาง การตรวจและแนะนำผู้ประกอบการจดทะเบียนไว้ตามข้อ 1.2 (2) ของหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0814/ ว.32039 3.บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและซื้อสินค้าที่ส่งออกจากบริษัทผู้ผลิตเพื่อส่งสินค้าออก นอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้บริษัทผู้ผลิต เป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของบริษัทผู้ผลิต ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขิ้น ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และบริษัทฯไม่สามารถแสดงหลักฐานตามข้อ 10 (1) ถึง (5) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.33/2536 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.70/2541 ลงวันที่ 10 เมษายน 2541 หากบริษัทฯได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา ร้อยละ 7.0 จากกำไรหรือผลต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้ซื้อในต่างประเทศจ่ายชำระกับจำนวนเงินที่ผู้ประ กอบการจดทะเบียนจ่ายให้แก่บริษัทผู้ผลิต ในฐานะเป็นผู้ให้บริการหรือเป็นตัวแทนในการติดต่อลูกค้าให้ บริษัทผู้ผลิต ถึอว่าบริษัทฯปฏิบัติถูกต้องแล้ว กรณีดังกล่าวกรมสรรพากรกำหนดแนวทางการตรวจและ แนะนำผู้ประกอบการจดทะเบียนไว้ตามข้อ 1.2 (3) ของหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0814/ว.32039 4.บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและซื้อสินค้าที่ส่งออกจากบริษัทผูผลิตเพื่อส่งสินค้าออก นอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ ตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้บริษัทผู้ ผลิตเป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของบริษัทผู้ผลิต ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิด ขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป ถือว่าบริาัทฯเป็นผู้ส่งออกตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประ มวลรัษฎากรได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4892/2541 ข้อ 3 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543 และข้อ 2 ของ หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0814/ว.32039
. |
||||||||||
|
|
Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved |