ผู้นำเข้า หมายถึง ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวม
ถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียภาษีอากรขาเข้า หรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย เขตปลอดอากร หมายความว่า เขตปลอดอากรตาม
กฎหมายว่าด้วยศุลกากร เขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ
ไทยและเขตที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้า
ผู้ส่งออก หมายถึง ผู้ประกอบการซึ่งส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศและให้หมาย
ความรวมถึง
(ก) การนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกหรือที่ได้
รับยกเว้นอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี
กำหนด ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 124 และ 125)
(ข) การขายสินค้าของคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ขาย
ให้แก่ผู้ที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
จากหลักเกณฑ์ข้างต้นจะถือเป็นการส่งออกก็ต่อเมื่อมีการส่งออกจากประเทศไทยไม่ว่าด้วยทางบกทางน้ำ
และทางอากาศ ดังนั้นการซื้อขายสินค้าที่มิได้มีการส่งออกจากประเทศไทยไม่ถือว่าเป็นผู้ส่งออกตามคำ
นิยามในกฎหมายแต่คำนิยามดังกล่าวไม่ใช้กับบริษัทที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและต้อง
ไม่ใช่สินค้าที่จำหน่ายจากร้านค้าปลอดภาษีให้กับผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร
ความรับผิดของผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก
(1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า
วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือ
ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วย
ศุลกากร
ตัวอย่างที่ 1 ผู้มีหน้าที่ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการนำเข้าคือ ผู้นำเข้าที่มีชื่อระบุในใบขนสินค้าขาเข้า
และเมื่อบริษัทผู้นำเข้าได้รับการส่งเสริมตามกฏหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนจึงวางหลักประกัน
หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันเพื่อเป็นประกันภาษีมูลค่าเพิ่มแทนการชำระภาษีก็ได้ตามมาตรา 83/8 และ
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 20
ตัวอย่างที่ 2 การนำเข้าเรือสำรวจประมงอวนล้อมปลาทูน่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ
การนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระอากรขาเข้าตามมาตรา 78/2 ดังนี้การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีนำเข้าเรือ
จึงเกิดในวันที่ชำระอากรขาเข้าหรือวันวางหลักประกันอากรขาเข้าหรือวันจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า
(2) การนำเข้ากรณีนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรแล้วนำสินค้าออกจากเขตดังกล่าว
โดยมิใช่เพื่อส่งออกตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1 (12) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้านั้นออก
จากเขตดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อส่งออก
(3) การนำเข้ากรณีของตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการได้
ขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่น เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพัน
ตามวิธีการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
(4) การนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ใน ภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัด
อัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ค) ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากร
ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร อันทำให้ผู้ที่มีความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว หรือผู้รับโอน
สินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (3) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิด
ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร
2.กรณีส่งออกความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นดังนี้
(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลัก
ประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือ
ได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก
ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เช่น กรณีบริษัทมีสินค้าส่งออกจำนวนมากบริษัทจะทำการส่งออกเอง
มีเอกสารใบขนสินค้าขาออกแต่ในกรณี มีสินค้าจำนวนน้อยบริษัทจะจ้างบริษัทรับส่งสินค้าไปต่างประเทศ
ดำเนินการจัดส่งแทนโดยบริษัทจะทำใบกำกับสินค้ามอบให้บริษัท A ทำการส่งสินค้าไปต่างประเทศแทน
บริษัท บริษัท A จะออกใบรับสินค้าให้บริษัทไว้เป็นหลักฐานและจะเรียกเก็บค่าบริการในภายหลัง บริษัท A
เป็นผู้ดำเนินการพิธีการศุลกากรในนามของตนเอง ดังนั้นถือว่าบริษัทขายสินค้าในราชอาณาจักรให้บริษัท
A จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่บริษัทไม่ได้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0 เพราะว่าไม่มีใบขนสินค้า
ขาออกในชื่อของบริษัทเองแม้จะมีหลักฐานอย่างอื่นเชื่อได้ว่าสิน้คาได้มีการส่งออกไปต่างประเทศจริง
(ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1(14)(ก) ให้ความรับผิดเกิด
ขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าวรวมทั้ง
1.การให้บริการที่ทำนอกเขตปลอดอากรเพื่อใช้ผลิตสินค้าในเขตปลอดอากร
2.การให้บริการที่ทำในเขตปลอดอากรเพื่อใช้ผลิตสินค้าในเขตปลอดอากร
การให้บริการทั้งสองกรณีนี้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้เฉพาะแต่บริการที่ทำ
ต่อตัวสินค้าเพื่อให้เกิดสินค้าเท่านั้น เช่นการรับจ้างแกะสลักบานประตู รับจ้างทาน้ำยาเคลือบบานประตู
ส่วนการให้บริการอย่างอื่นเช่นการรับจ้างซ่อมเครื่องจักร เครื่องมือ รับจ้างกำจัดปลวก รับจ้างกำจัดน้ำเสีย
รับจ้างทำความสะอาดสถานที่ รับจ้างรักษาความปลอดภัย จะใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ไม่ได้ทั้งนี้ตามมาตรา
80/1 (2) วรรคสอง และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 122 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 105)
ตัวอย่างที่ 2 บริษัทรับจ้างก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสากรรมหรือในเขตส่งเสริมการลงทุนจะเสียภาษี
มูลค่าเพิ่มในอัตราาร้อยละ 0 ไม่ได้ เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรเพื่อ
ใช้ผลิตสินค้าในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเพื่อส่งออกตามมาตรา 80/1 (2) วรรคสองต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในอัตราร้อยละ 7
ตัวอย่างที่ 3 กิจการรับออกของ ณ ด่านศุลกากรโดยมีการขนส่งสินค้าออกจากโกดังของผู้ว่าจ้างไปยัง
ด่านศุลกากรหรือขนจากด่านศุลกากรไปให้แก่ผู้ว่าจ้างไม่ว่าจะขนด้วยพาหนะของตนเองหรือไม่ก็ตาม
ให้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้
ก.นำมูลค่าทั้งหมดซึ่งรวมค่าขนส่งไว้แล้วมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข.ถ้าแยกค่าขนส่งไว้ต่างหากให้ยกเว้นภาษีและเสียภาษีเฉพาะค่าบริการ
(ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้น
พร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เช่น บริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนผลิตเครื่องปรับ
อากาศเพื่อส่งออกได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรตั้งเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยมีเงื่อนไขให้สั่งวัตถุดิบเข้า
มาเพื่อผลิตเครื่องปรับอากาศลูกค้าต่างประเทศได้เปิด L/C ไปยังบริษัท ก ซึ่งได้รับอนุมัติจากกรมศุลฯ
ให้เป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนเช่นเดียวกัน แต่บริษัท ก.ไม่มีสินค้าจึงสั่งให้บริษัทผลิตส่งออกในนามบริษัท ก.
โดยได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรให้บริษัทเป็นผู้ผลิตและตัดวัตถุดิบและสินค้าจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อ
ส่งออกในนามบริษัท ก.โดยมีชื่อบริษัท ก.เป็นผู้ส่งออกในใบขนสินค้าดังนี้ บริษัท ก.เป็นผู้ส่งออก เสียภาษี
มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 บริษัทเป็นผู้ผลิตขายในราชอาณาจักรเสียภาษีในอัตราร้อยละ 7.0 แต่ถ้าเป็น
การขายระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 123 บริษัทก็เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0
กรณีการขายสินค้าโดยส่งออกไปต่างประเทศปรากฏว่าวันที่ที่ออกใบกำกับสินค้ากับวันที่ออกใบขนสินค้า
ขาออกไม่ตรงกัน เช่น ใบกำกับสินค้าลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 แต่วันที่ออกใบขนสินค้าขาออกเป็น
วันที่ 25 พฤษภาคม 2545 ดังนี้การตัดจ่ายปริมาณสินค้าในรายงานสินค้าให้ถือวันที่ได้ชำระอากรขาออก
หรือวันที่ออกใบขนสินค้าขาออกที่ต้องลงรายการให้เสร็จภายใน 3 วันทำการนับแต่วันดังกล่าว
ภายใต้บังคับตามมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่ง
มอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้าก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้น
เมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วยคือ
(ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า
(ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
(ค) ได้ออกใบกำกับภาษี
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
(2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยัง
ผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละ
งวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความ
รับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วยคือ
(ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
(ข) ได้ออกใบกำกับภาษี
ทั้งนี้โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้น ตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.36/2536
(3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการ
ตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
โดยอนุมัติรัฐมนตรีให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการ
กระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น
ๆ ด้วยคือ
(ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ
(ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า
(ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
(ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้น ตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 8 )
(4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามที่กล่าวข้างต้น
(5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการ
โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้
ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้าเพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการ
ภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน สำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม
หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลัก
เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจ กำหนดความ
รับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้
ฐานรายรับในการคำนวณภาษี
1.กรณีนำเข้าสินค้า ผู้นำเข้าไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ
7.0 โดยคำนวณจากราคา CIF บวกค่าอากรขาเข้า บวกด้วยภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) บวกด้วยค่าธรรม
เนียมพิเศษภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ถ้ามี) และเมื่อได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้นำเข้าจะได้รับใบเสร็จ
รับเงินจากกรมศุลกากร ซึ่งหากผู้นำเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ใบเสร็จดังกล่าวถือเป็นใบกำกับ
ภาษีและนำมาเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีในเดือนนั้นได้ตามปกติ
ตามหนังสือกรมสรรพากร ที่ กค 0802(ก)/3090 ลงวันที่ 29กรกฎาคม 2535
ดังนั้นในการคำนวณมูลค่าของสินค้านำเข้าตามมาตรา 79/2 (1) กำหนดให้ใช้ราคา CIF บวกอากรขาเข้า
บวกภาษีสรรพสามิต บวกค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน บวกภาษีและค่าธรรมเนียม
อื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ซึ่งยังมิได้กำหนด) แต่ถ้าสินค้านั้นผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือ
ลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายอื่นต้องนำอากรขาเข้าที่ได้รับยกเว้น
หรือลดหย่อนนั้นมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของสินค้านำเข้าด้วยทั้งนี้ไม่ต้องนำอากรที่ได้รับยกเว้นหรือ
ลดหย่อนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของสินค้านำเข้า
หน้าที่ของผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้าและส่งออก
1.จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดูรายละเอียด
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 65 และ
พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่ 383
2.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.การจัดทำใบกำกับภาษี สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นผู้นำเข้าและขายปลีกด้วย
มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อโดยต้องมีรายการอย่างน้อยตามที่กฏหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม
ผู้ซื้อจะนำใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ได้รับไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้ ดังนั้นหากผู้ซื้อร้อง
ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการหักภาษีซื้อผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษี
แบบเต็มรูปให้กับผู้ซื้อทันที กรณีผู้ขายปลีกที่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เครื่องบันทึกการ
เก็บเงิน (Cash Register) เพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้แต่ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี
กรมสรรพากรก่อนกรณีการขายฝากสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้าโดยตัวการ
(ผู้ฝากขาย)ได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทน(ผู้รับฝากขาย)แล้วเมื่อตัวแทนได้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อตัวแทน
ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในนามของตัวการโดยตัวแทนต้องระบุชื่อ ที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสีย
ภาษีของตัวแทนด้วยสำหรับผู้ส่งออกกรมสรรพากรได้มีข้อผ่อนปรนยกเว้นให้ใบกำกับภาษีที่ออกสำหรับ
การขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกมีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออก
เป็นปกติตามประเพณีการค้าระหว่างประเทศดูรายละเอียด
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.71/2541
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 21
4.การเก็บรักษาใบกำกับภาษี ให้เก็บเรียงตามลำดับและตรงตามรายการในรายงานพร้อมทั้งให้เก็บรักษา
สำเนาใบกำกับภาษีไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำใบกำกับภาษีไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน
ใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นประกอบการลงรายงานภาษีซื้อให้เก็บแยกเป็นรายเดือนภาษี
เรียงตามลำดับ เดือน ปี ที่รายการเกิดขึ้นก่อนหลังและให้ใส่เลขที่กำกับใบสำคัญดังกล่าวเรียงตามลำดับ
ขึ้นใหม่ทางด้านบนขวาของใบสำคัญนั้นๆในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการให้เก็บ
รักษาใบกำกับภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการต่อไปอีก 2 ปี
5.การจัดทำรายงานต่างๆ เช่น รายงานภาษีขายเป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนท
ี่คำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบันทึกจำนวนภาษี
ขายของกิจการที่ได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากลูกค้าในแต่ละเดือนภาษีภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนใด
ก็เป็นภาษีขายในเดือนนั้นโดยพิจารณาจากวันที่ที่ปรากฏในสำเนาใบกำกับภาษีที่ออกให้แก่ลูกค้าแบบ
ของรายงานภาษีขายมีลักษณะคล้ายกับบัญชีรายได้จากการประกอบกิจการตามกฏหมายว่าด้อยการ
บัญชีแต่เพิ่มช่อง”จำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม”อีกช่องหนึ่ง
รายงานภาษีซื้อ เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขาย
หักด้วยภาษีซื้อจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบันทึกจำนวนภาษีซื้อของกิจการที่ถูกผู้ประกอบการ
จดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บหรือพึงถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีซื้อ
ของเดือนนั้นโดยพิจาณาได้จากวันที่ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ประกอบการรายอื่น
ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนใดแต่มิได้นำไปลงรายการในรายงานภาษีซื้อของเดือนนั้นเพราะเหตุจำเป็นที่เกิด
ขึ้นตามประเพณีทางการค้าเหตุสุดวิสัยหรือได้รับใบกำกับภาษีในเดือนอื่นซึ่งไม่ใช่เดือนที่ระบุไว้ใน
ใบกำกับภาษีให้มีสิทธิ์นำไปลงรายการภาษีซื้อในเดือนที่มีการรับมอบเอกสารหลักฐานใบกำกับภาษีแต่
ต้องไม่เกิน 3 ปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
รายงานภาษีซื้อเป็นรายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำขึ้นมาใหม่และสามารถ
ลงรายการภาษีซื้อเฉพาะที่มีหลักฐานใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินอื่นใด ตามที่
กฎหมายกำหนดเท่านั้นรายการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำไปลงเพิ่มยอดภาษีซื้อในรายงาน
ภาษีซื้อได้แก่ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจาก การซื้อหรือการนำเข้าสินค้า การซื้อหรือเช่าซื้อหรือนำเข้าซึ่งทรัพย์สิน
การรับบริการหรือจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือ ได้รับใบเพิ่มหนี้อันเนื่องมาจากเหตุตามที่กฎหมายกำหนด
หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำส่งตามแบบ ภพ.36 เนื่องจากจ่ายค่าบริการที่ได้
ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร หรือ รับโอนสินค้าหรือบริการที่เคย
ได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 และรายการที่ลดยอดภาษีซื้อในรายงานภาษีซื้อเนื่องจากได้รับ
ใบลดหนี้อันเนื่องมาจากเหตุตามที่กฎหมายกำหนด
รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าจัดทำขึ้นเพื่อ
แสดงปริมาณสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีอยู่ได้มาและจำหน่ายไปเนื่องมาจากการขายสินค้า
มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดทำ
รายสินค้าและวัตถุดิบแต่จะต้องทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปี (31ธันวาคม)ของทุกปีเพียงปีละ
ครั้งเท่านั้นและกรอกในรายงานสินค้าคงเหลือ
รายงานมูลค่าของฐานภาษี เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา
ร้อยละ 1.5 จากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมยอดรายรับในแจ่ละเดือนอันเป็นมูลค่า
ของฐานภาษีฉะนั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
ก็ให้ใช้บัญชีรายได้จากการประกอบกิจการที่จัดทำอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีเป็นรายงาน
มูลค่าของฐานภาษีได้ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นบุคคลธรรมดาประกอบกิจการขาย
สินค้าเป็นเงินสดเพียงอย่างเดียวก็สามารถใช้สมุดเงินสดที่ได้จัดทำอยู่แล้วตามกฎหมายดังกล่าวเป็น
รายงานมูลค่าฐานภาษีได้เช่นกัน
6.การจัดเก็บและการรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดเก็บและรักษา
รายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นหรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดี
ีกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบ
กิจการให้เก็บรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการ
ต่อไปอีก 2 ปี
7.การยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม
8.การขอคืนเงินภาษีหรือขอเครดิตภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษี
ขายหักด้วยภาษีซื้อมีสิทธิ์ได้รับคืนภาษี ถ้าจำนวนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายในรูบของเงินสดหรือจะเลือก
เป็นเครดิตนำไปหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ (ถ้ามี)ในเดือนถัดไปก็ได้โดยเพียงแจ้งความ
ประสงค์ไว้ในแบบ ภพ.30 ที่ยื่นในแต่ละเดือน ในการขอคืนภาษีตามแบบ ภพ.30 ดังกล่าวผู้ประกอบการ
ไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมใดๆกรมสรรพากรจะคืนภาษีให้เดือนต่อเดือนหากการพิจารณา
คืนภาษีล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องจากการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยในอัตรา
ร้อยละ 1 ต่อเดือนทั้งนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
ข้อหารือ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการโอนสิทธิในบัตรภาษี
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 35) พ.ศ.2544
รายละเอียดมาตรา 78/2
รายละเอียดมาตรา 81 (2) (ค)
รายละเอียดมาตรา 83/8
พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่ 383
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.36/2536
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.71/2541
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 89/2542
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.101/2543
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.104/2544
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 8
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 20
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 21
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 40
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 65
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 105
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 122 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 105)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 123
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 124
ู
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 125

.