free web hosting | free hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

   ภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ผู้นำเข้า หมายถึง ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวม

ถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียภาษีอากรขาเข้า หรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

ออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย เขตปลอดอากร หมายความว่า เขตปลอดอากรตาม

กฎหมายว่าด้วยศุลกากร เขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ

ไทยและเขตที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้า

ผู้ส่งออก หมายถึง ผู้ประกอบการซึ่งส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศและให้หมาย

ความรวมถึง

(ก) การนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรเฉพาะสินค้าที่ต้องเสียอากรขาออกหรือที่ได้

รับยกเว้นอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี

กำหนด ( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 124 และ 125)

(ข) การขายสินค้าของคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ขาย

ให้แก่ผู้ที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

จากหลักเกณฑ์ข้างต้นจะถือเป็นการส่งออกก็ต่อเมื่อมีการส่งออกจากประเทศไทยไม่ว่าด้วยทางบกทางน้ำ

และทางอากาศ ดังนั้นการซื้อขายสินค้าที่มิได้มีการส่งออกจากประเทศไทยไม่ถือว่าเป็นผู้ส่งออกตามคำ

นิยามในกฎหมายแต่คำนิยามดังกล่าวไม่ใช้กับบริษัทที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและต้อง

ไม่ใช่สินค้าที่จำหน่ายจากร้านค้าปลอดภาษีให้กับผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร

ความรับผิดของผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก

(1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า

วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือ

ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วย

ศุลกากร

ตัวอย่างที่ 1 ผู้มีหน้าที่ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการนำเข้าคือ ผู้นำเข้าที่มีชื่อระบุในใบขนสินค้าขาเข้า

และเมื่อบริษัทผู้นำเข้าได้รับการส่งเสริมตามกฏหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนจึงวางหลักประกัน

หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันเพื่อเป็นประกันภาษีมูลค่าเพิ่มแทนการชำระภาษีก็ได้ตามมาตรา 83/8 และ

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 20

ตัวอย่างที่ 2 การนำเข้าเรือสำรวจประมงอวนล้อมปลาทูน่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ

การนำเข้าเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระอากรขาเข้าตามมาตรา 78/2 ดังนี้การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภาษีนำเข้าเรือ

จึงเกิดในวันที่ชำระอากรขาเข้าหรือวันวางหลักประกันอากรขาเข้าหรือวันจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า

(2) การนำเข้ากรณีนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรแล้วนำสินค้าออกจากเขตดังกล่าว

โดยมิใช่เพื่อส่งออกตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1 (12) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้านั้นออก

จากเขตดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อส่งออก

(3) การนำเข้ากรณีของตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการได้

ขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่น เพื่อนำเงินมาชำระค่าภาษี ค่าเก็บรักษา ค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพัน

ตามวิธีการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

(4) การนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ใน ภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัด

อัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ค) ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากร

ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร อันทำให้ผู้ที่มีความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว หรือผู้รับโอน

สินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (3) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิด

ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

2.กรณีส่งออกความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นดังนี้

(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลัก

ประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือ

ได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก

ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เช่น กรณีบริษัทมีสินค้าส่งออกจำนวนมากบริษัทจะทำการส่งออกเอง

มีเอกสารใบขนสินค้าขาออกแต่ในกรณี มีสินค้าจำนวนน้อยบริษัทจะจ้างบริษัทรับส่งสินค้าไปต่างประเทศ

ดำเนินการจัดส่งแทนโดยบริษัทจะทำใบกำกับสินค้ามอบให้บริษัท A ทำการส่งสินค้าไปต่างประเทศแทน

บริษัท บริษัท A จะออกใบรับสินค้าให้บริษัทไว้เป็นหลักฐานและจะเรียกเก็บค่าบริการในภายหลัง บริษัท A

เป็นผู้ดำเนินการพิธีการศุลกากรในนามของตนเอง ดังนั้นถือว่าบริษัทขายสินค้าในราชอาณาจักรให้บริษัท

A จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่บริษัทไม่ได้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0 เพราะว่าไม่มีใบขนสินค้า

ขาออกในชื่อของบริษัทเองแม้จะมีหลักฐานอย่างอื่นเชื่อได้ว่าสิน้คาได้มีการส่งออกไปต่างประเทศจริง

(ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1(14)(ก) ให้ความรับผิดเกิด

ขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าวรวมทั้ง

1.การให้บริการที่ทำนอกเขตปลอดอากรเพื่อใช้ผลิตสินค้าในเขตปลอดอากร

2.การให้บริการที่ทำในเขตปลอดอากรเพื่อใช้ผลิตสินค้าในเขตปลอดอากร

การให้บริการทั้งสองกรณีนี้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้เฉพาะแต่บริการที่ทำ

ต่อตัวสินค้าเพื่อให้เกิดสินค้าเท่านั้น เช่นการรับจ้างแกะสลักบานประตู รับจ้างทาน้ำยาเคลือบบานประตู

ส่วนการให้บริการอย่างอื่นเช่นการรับจ้างซ่อมเครื่องจักร เครื่องมือ รับจ้างกำจัดปลวก รับจ้างกำจัดน้ำเสีย

รับจ้างทำความสะอาดสถานที่ รับจ้างรักษาความปลอดภัย จะใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ไม่ได้ทั้งนี้ตามมาตรา

80/1 (2) วรรคสอง และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 122 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 105)

ตัวอย่างที่ 2 บริษัทรับจ้างก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสากรรมหรือในเขตส่งเสริมการลงทุนจะเสียภาษี

มูลค่าเพิ่มในอัตราาร้อยละ 0 ไม่ได้ เพราะไม่เข้าลักษณะเป็นการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรเพื่อ

ใช้ผลิตสินค้าในเขตอุตสาหกรรมส่งออกเพื่อส่งออกตามมาตรา 80/1 (2) วรรคสองต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในอัตราร้อยละ 7

ตัวอย่างที่ 3 กิจการรับออกของ ณ ด่านศุลกากรโดยมีการขนส่งสินค้าออกจากโกดังของผู้ว่าจ้างไปยัง

ด่านศุลกากรหรือขนจากด่านศุลกากรไปให้แก่ผู้ว่าจ้างไม่ว่าจะขนด้วยพาหนะของตนเองหรือไม่ก็ตาม

ให้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้

ก.นำมูลค่าทั้งหมดซึ่งรวมค่าขนส่งไว้แล้วมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข.ถ้าแยกค่าขนส่งไว้ต่างหากให้ยกเว้นภาษีและเสียภาษีเฉพาะค่าบริการ

(ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้น

พร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เช่น บริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนผลิตเครื่องปรับ

อากาศเพื่อส่งออกได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรตั้งเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยมีเงื่อนไขให้สั่งวัตถุดิบเข้า

มาเพื่อผลิตเครื่องปรับอากาศลูกค้าต่างประเทศได้เปิด L/C ไปยังบริษัท ก ซึ่งได้รับอนุมัติจากกรมศุลฯ

ให้เป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนเช่นเดียวกัน แต่บริษัท ก.ไม่มีสินค้าจึงสั่งให้บริษัทผลิตส่งออกในนามบริษัท ก.

โดยได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรให้บริษัทเป็นผู้ผลิตและตัดวัตถุดิบและสินค้าจากคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อ

ส่งออกในนามบริษัท ก.โดยมีชื่อบริษัท ก.เป็นผู้ส่งออกในใบขนสินค้าดังนี้ บริษัท ก.เป็นผู้ส่งออก เสียภาษี

มูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 บริษัทเป็นผู้ผลิตขายในราชอาณาจักรเสียภาษีในอัตราร้อยละ 7.0 แต่ถ้าเป็น

การขายระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 123 บริษัทก็เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0

กรณีการขายสินค้าโดยส่งออกไปต่างประเทศปรากฏว่าวันที่ที่ออกใบกำกับสินค้ากับวันที่ออกใบขนสินค้า

ขาออกไม่ตรงกัน เช่น ใบกำกับสินค้าลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 แต่วันที่ออกใบขนสินค้าขาออกเป็น

วันที่ 25 พฤษภาคม 2545 ดังนี้การตัดจ่ายปริมาณสินค้าในรายงานสินค้าให้ถือวันที่ได้ชำระอากรขาออก

หรือวันที่ออกใบขนสินค้าขาออกที่ต้องลงรายการให้เสร็จภายใน 3 วันทำการนับแต่วันดังกล่าว

ภายใต้บังคับตามมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไป

ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) (4) หรือ (5) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่ง

มอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้าก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้น

เมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วยคือ

(ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า

(ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ

(ค) ได้ออกใบกำกับภาษี

ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

(2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยัง

ผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละ

งวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความ

รับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วยคือ

(ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ

(ข) ได้ออกใบกำกับภาษี

ทั้งนี้โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้น ตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.36/2536

(3) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการ

ตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

โดยอนุมัติรัฐมนตรีให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการ

กระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น

ๆ ด้วยคือ

(ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ

(ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า

(ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

(ง) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น

ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้น ตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 8 )

(4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามที่กล่าวข้างต้น

(5) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (5) และภายหลังได้มีการ

โอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/1 (2) ให้

ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้าเพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการ

ภาษีและการชำระภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน สำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวง กรม

หรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่เป็นไปตามหลัก

เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจ กำหนดความ

รับผิดตาม (1) (2) และ (3) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

ฐานรายรับในการคำนวณภาษี

1.กรณีนำเข้าสินค้า ผู้นำเข้าไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ

7.0 โดยคำนวณจากราคา CIF บวกค่าอากรขาเข้า บวกด้วยภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) บวกด้วยค่าธรรม

เนียมพิเศษภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ถ้ามี) และเมื่อได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ผู้นำเข้าจะได้รับใบเสร็จ

รับเงินจากกรมศุลกากร ซึ่งหากผู้นำเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ใบเสร็จดังกล่าวถือเป็นใบกำกับ

ภาษีและนำมาเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีในเดือนนั้นได้ตามปกติ

ตามหนังสือกรมสรรพากร ที่ กค 0802(ก)/3090 ลงวันที่ 29กรกฎาคม 2535

ดังนั้นในการคำนวณมูลค่าของสินค้านำเข้าตามมาตรา 79/2 (1) กำหนดให้ใช้ราคา CIF บวกอากรขาเข้า

บวกภาษีสรรพสามิต บวกค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน บวกภาษีและค่าธรรมเนียม

อื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ซึ่งยังมิได้กำหนด) แต่ถ้าสินค้านั้นผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือ

ลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายอื่นต้องนำอากรขาเข้าที่ได้รับยกเว้น

หรือลดหย่อนนั้นมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของสินค้านำเข้าด้วยทั้งนี้ไม่ต้องนำอากรที่ได้รับยกเว้นหรือ

ลดหย่อนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของสินค้านำเข้า

หน้าที่ของผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้าและส่งออก

1.จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดูรายละเอียด

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 65 และ

พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่ 383

2.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

3.การจัดทำใบกำกับภาษี สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นผู้นำเข้าและขายปลีกด้วย

มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อโดยต้องมีรายการอย่างน้อยตามที่กฏหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม

ผู้ซื้อจะนำใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ได้รับไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้ ดังนั้นหากผู้ซื้อร้อง

ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการหักภาษีซื้อผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษี

แบบเต็มรูปให้กับผู้ซื้อทันที กรณีผู้ขายปลีกที่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เครื่องบันทึกการ

เก็บเงิน (Cash Register) เพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้แต่ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี

กรมสรรพากรก่อนกรณีการขายฝากสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้าโดยตัวการ

(ผู้ฝากขาย)ได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทน(ผู้รับฝากขาย)แล้วเมื่อตัวแทนได้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อตัวแทน

ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในนามของตัวการโดยตัวแทนต้องระบุชื่อ ที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสีย

ภาษีของตัวแทนด้วยสำหรับผู้ส่งออกกรมสรรพากรได้มีข้อผ่อนปรนยกเว้นให้ใบกำกับภาษีที่ออกสำหรับ

การขายสินค้าหรือให้บริการโดยการส่งออกมีรายการเช่นเดียวกันกับใบกำกับสินค้าซึ่งผู้ส่งออกได้ออก

เป็นปกติตามประเพณีการค้าระหว่างประเทศดูรายละเอียด

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.71/2541

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 21

4.การเก็บรักษาใบกำกับภาษี ให้เก็บเรียงตามลำดับและตรงตามรายการในรายงานพร้อมทั้งให้เก็บรักษา

สำเนาใบกำกับภาษีไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำใบกำกับภาษีไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน

ใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นประกอบการลงรายงานภาษีซื้อให้เก็บแยกเป็นรายเดือนภาษี

เรียงตามลำดับ เดือน ปี ที่รายการเกิดขึ้นก่อนหลังและให้ใส่เลขที่กำกับใบสำคัญดังกล่าวเรียงตามลำดับ

ขึ้นใหม่ทางด้านบนขวาของใบสำคัญนั้นๆในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการให้เก็บ

รักษาใบกำกับภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการต่อไปอีก 2 ปี

5.การจัดทำรายงานต่างๆ เช่น รายงานภาษีขายเป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนท

ี่คำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบันทึกจำนวนภาษี

ขายของกิจการที่ได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากลูกค้าในแต่ละเดือนภาษีภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนใด

ก็เป็นภาษีขายในเดือนนั้นโดยพิจารณาจากวันที่ที่ปรากฏในสำเนาใบกำกับภาษีที่ออกให้แก่ลูกค้าแบบ

ของรายงานภาษีขายมีลักษณะคล้ายกับบัญชีรายได้จากการประกอบกิจการตามกฏหมายว่าด้อยการ

บัญชีแต่เพิ่มช่อง”จำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม”อีกช่องหนึ่ง

รายงานภาษีซื้อ เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีขาย

หักด้วยภาษีซื้อจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการบันทึกจำนวนภาษีซื้อของกิจการที่ถูกผู้ประกอบการ

จดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บหรือพึงถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีซื้อ

ของเดือนนั้นโดยพิจาณาได้จากวันที่ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีที่ได้รับจากผู้ประกอบการรายอื่น

ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนใดแต่มิได้นำไปลงรายการในรายงานภาษีซื้อของเดือนนั้นเพราะเหตุจำเป็นที่เกิด

ขึ้นตามประเพณีทางการค้าเหตุสุดวิสัยหรือได้รับใบกำกับภาษีในเดือนอื่นซึ่งไม่ใช่เดือนที่ระบุไว้ใน

ใบกำกับภาษีให้มีสิทธิ์นำไปลงรายการภาษีซื้อในเดือนที่มีการรับมอบเอกสารหลักฐานใบกำกับภาษีแต่

ต้องไม่เกิน 3 ปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี

รายงานภาษีซื้อเป็นรายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องจัดทำขึ้นมาใหม่และสามารถ

ลงรายการภาษีซื้อเฉพาะที่มีหลักฐานใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินอื่นใด ตามที่

กฎหมายกำหนดเท่านั้นรายการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำไปลงเพิ่มยอดภาษีซื้อในรายงาน

ภาษีซื้อได้แก่ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นจาก การซื้อหรือการนำเข้าสินค้า การซื้อหรือเช่าซื้อหรือนำเข้าซึ่งทรัพย์สิน

การรับบริการหรือจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือ ได้รับใบเพิ่มหนี้อันเนื่องมาจากเหตุตามที่กฎหมายกำหนด

หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำส่งตามแบบ ภพ.36 เนื่องจากจ่ายค่าบริการที่ได้

ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร หรือ รับโอนสินค้าหรือบริการที่เคย

ได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 และรายการที่ลดยอดภาษีซื้อในรายงานภาษีซื้อเนื่องจากได้รับ

ใบลดหนี้อันเนื่องมาจากเหตุตามที่กฎหมายกำหนด

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าจัดทำขึ้นเพื่อ

แสดงปริมาณสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีอยู่ได้มาและจำหน่ายไปเนื่องมาจากการขายสินค้า

มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดทำ

รายสินค้าและวัตถุดิบแต่จะต้องทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปี (31ธันวาคม)ของทุกปีเพียงปีละ

ครั้งเท่านั้นและกรอกในรายงานสินค้าคงเหลือ

รายงานมูลค่าของฐานภาษี เป็นรายงานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา

ร้อยละ 1.5 จากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมยอดรายรับในแจ่ละเดือนอันเป็นมูลค่า

ของฐานภาษีฉะนั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

ก็ให้ใช้บัญชีรายได้จากการประกอบกิจการที่จัดทำอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีเป็นรายงาน

มูลค่าของฐานภาษีได้ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นบุคคลธรรมดาประกอบกิจการขาย

สินค้าเป็นเงินสดเพียงอย่างเดียวก็สามารถใช้สมุดเงินสดที่ได้จัดทำอยู่แล้วตามกฎหมายดังกล่าวเป็น

รายงานมูลค่าฐานภาษีได้เช่นกัน

6.การจัดเก็บและการรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดเก็บและรักษา

รายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นหรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดี

ีกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ทำรายงาน ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบ

กิจการให้เก็บรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการ

ต่อไปอีก 2 ปี

7.การยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

8.การขอคืนเงินภาษีหรือขอเครดิตภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่คำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษี

ขายหักด้วยภาษีซื้อมีสิทธิ์ได้รับคืนภาษี ถ้าจำนวนภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายในรูบของเงินสดหรือจะเลือก

เป็นเครดิตนำไปหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ (ถ้ามี)ในเดือนถัดไปก็ได้โดยเพียงแจ้งความ

ประสงค์ไว้ในแบบ ภพ.30 ที่ยื่นในแต่ละเดือน ในการขอคืนภาษีตามแบบ ภพ.30 ดังกล่าวผู้ประกอบการ

ไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมใดๆกรมสรรพากรจะคืนภาษีให้เดือนต่อเดือนหากการพิจารณา

คืนภาษีล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องจากการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยในอัตรา

ร้อยละ 1 ต่อเดือนทั้งนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

ข้อหารือ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการโอนสิทธิในบัตรภาษี

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 35) พ.ศ.2544

รายละเอียดมาตรา 78/2

รายละเอียดมาตรา 81 (2) (ค)

รายละเอียดมาตรา 83/8

พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่ 383

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.36/2536

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.71/2541

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 89/2542

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.101/2543

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.104/2544

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 8

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 20

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 21

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 40

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 65

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 105

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 122 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 105)

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 123

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 124

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 125

.


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved