Sarbanes-Oxley Act ตอน คำสาบาน
คราวนี้มาลองฟังกันว่า ผลกระทบของ Sarbanes-Oxley Act ที่มีต่อบุคคลแต่ละกลุ่มนั้นเป็นอย่างไร เริ่มต้น
กันที่ผู้บริหารบริษัทก่อนข้อกำหนดสำคัญข้อหนึ่งของ Sarbanes-Oxley Act คือ การบังคับให้ผู้บริหารบริษัท
(ไม่ว่าจะเป็น CEO หรือ CFO) ต้องลงลายมือชื่อยืนยันในหนังสือรับรองความถูกต้องของงบการเงิน หนังสือ
รับรองนี้ต้องระบุว่างบการเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้บริหาร ได้จัดทำขึ้นตามกฎข้อบังคับของ US SEC
และยืนยันว่างบการเงินแสดงผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทอย่าง ถูกต้องตามควร
การออกหนังสือรับรองความถูกต้องของงบการเงินนี้ต้องทำสำหรับบริษัททุกบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลัก
ทรัพย์ ไม่ใช่ทำเฉพาะ 1,000 บริษัทที่ใหญ่เป็นอันดับแรกเหมือนสมัยก่อน แถมยังต้องทำเป็นประจำและทำ
อย่างต่อเนื่องสำหรับงบการเงินทุกงบที่ส่งให้กับ US SEC โดยไม่มีการละเว้นการฝ่าฝืนกฎก็ไม่ร้ายแรง
อะไร โทษสูงสุดแค่ปรับไม่เกิน US$ 5 ล้าน ติดคุกไม่เกิน 20 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้บริหารอายุน้อยอาจ
จะได้เปรียบตรงที่มีสิทธิจะพ้นโทษออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันยามแก่ แต่สำหรับผู้บริหารอายุมาก อาจไม่
่แคล้วแก่ตายในคุก (ถ้าจะเปรียบกับข้อกำหนดตาม พ.ร.บ. บัญชีของประเทศไทย โทษสูงสุดที่ ผู้มีหน้าที่จัด
ทำบัญชี จะได้รับคือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท จำคุก 3 ปี)กฎหมายฉบับนี้ นอกจากจะกำหนดโทษให้หนักขึ้น
แล้ว ยังกำหนดอายุความให้ยาวขึ้นด้วย ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของงบการเงินที่เกิดจากการฉ้อ
ฉล ทุจริต ตกแต่ง และฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สามารถนำขึ้นฟ้องร้องได้
ภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่ตรวจพบ (เพิ่มจากเดิมที่เคยเป็น 1 ปี) หรือ 5 ปีนับจากวันที่กระทำผิด
(เพิ่มจากเดิมที่เคยเป็น 3 ปี) โดยไม่มีข้อยกเว้น (2 ปี 5 ปี ขนาดยืดอายุแล้ว!! ของเราอายุความเป็น 10 ปี
ยังส่งฟ้องไม่ทันเลย)มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากโทษที่หนักขึ้นอย่างมหันต์แล้ว การบังคับ
ให้ผู้บริหารออกหนังสือรับรองความถูกต้องของงบการเงินนั้น ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากกฎเก่าๆ ที่ผู้บริหาร
ต้องออกหนังสือรับรองว่างบการเงินอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตน อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน
ความจริง กฎเก่าและกฎใหม่นี้แตกต่างกัน กับดักอยู่ตรงที่คำว่า ถูกต้องตามควร เพราะในที่นี้ คำว่า ถูกต้อง
ตามควร มิได้หมายความว่า ถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป เหมือนอย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หาก
แต่หมายความว่า งบการเงินต้องสะท้อนผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของบริษัทตามสภาพที่แท้จริง
โดยไม่มีการตกแต่ง หลอกลวงดังนั้น ตามข้อกำหนดของกฎหมายใหม่ งบการเงินที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
การบัญชีทุกประการอาจ "ไม่ถูกต้องตามควร สำหรับนักลงทุนเพราะงบการเงินนั้นอาจไม่สะท้อนสถานะ
ที่แท้จริงของบริษัทจนทำให้นักลงทุนหลงผิด และถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเป็นคนแรกก็คือ ผู้บริหาร
ของบริษัทข้อกำหนดนี้จึงเท่ากับเป็นการบังคับให้ผู้บริหารสาบานว่าจะไม่โกหกผ่านงบการเงิน และถ้าผิดคำ
สาบานเมื่อไร ก็ขอให้ตายในคุก (ศาลอาญาสั่งได้โดยไม่ต้องพึ่งเจ้าป่าเจ้าเขา)นอกจากการลงลายมือรับรอง
งบการเงินแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้ผู้บริหารต้อง
1. ทำการสอบทานงบการเงิน (จะอ้างว่าไม่รู้บัญชี ไม่ได้อีกแล้ว)
2. ยืนยันว่างบการเงินไม่ได้บรรจุข้อมูลและข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงหรือมีการละเว้นไม่เปิดเผยข้อเท็จ
จริงสำคัญ อันจะทำให้ผู้ใช้งบการเงินหลงผิด
3. จัดให้มีการควบคุมภายในที่มีประสิทธิผล พร้อมกับประเมินผลการควบคุมภายในนั้น
4. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมภายในและเปิดเผยการประเมินผลในรายงานทางการเงิน
5.รายงานให้ผู้สอบบัญชีและคณะกรรมการตรวจสอบทราบถึงจุดอ่อนของการควบคุมภายในและการฉ้อฉล
ของพนักงานที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ และ
6. รายงานเกี่ยวกับระบบการควบคุมภายในที่เปลี่ยนไป
แถมกฎหมายฉบับนี้ยังพ่วงข้อกำหนดสนุกๆ ไว้อีก เช่น กฎหมายกำหนดว่า การชักจูงหรือหลอกลวงผู้สอบ
บัญชีจนเป็นเหตุให้งบการเงินที่ตรวจสอบแล้วแสดงข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งบการเงินหลงผิด ถือเป็นการกระทำ
ที่ผิดกฎหมาย กฎหมายกำหนดให้ผู้บริหารต้องคืนเงินโบนัสหรือผลตอบแทนอื่นๆ (เช่น Stock Options)
และกำไรจากการขายหุ้นของบริษัท ที่ผู้บริหารได้รับภายในระยะเวลา 12 เดือน หลังจากส่งงบการเงิน
ถ้างบการเงินนั้นต้องมีการแก้ไขข้อผิดพลาดสำคัญจากการฝ่าฝืนกฎข้อบังคับหรือการประพฤติมิชอบของ
ผู้บริหาร (เงินที่รับไปแล้ว อย่าคิดว่าจะเป็น หมูในอวย)กฎหมายยังห้ามผู้บริหารไม่ให้ซื้อขายหรือโอนหุ้น
ของบริษัทในช่วงเวลา งดซื้อขาย (ที่เรียกว่า Blackout periods) หรือช่วงเวลาที่ผู้บริหารโครงการเกษียณ
อายุของบริษัทห้ามพนักงานไม่ให้ซื้อขายหรือโอนหุ้นของบริษัท (ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับเอนรอน เพราะตอน
ที่บริษัทห้ามพนักงานซื้อขายหรือโอนหุ้นที่เก็บไว้เพื่อการเกษียณอายุ ผู้บริหารเอนรอนกลับทำการ
ซื้อขายหุ้นตักกำไรเป็นพายุ) และถ้าผู้บริหารทำผิดกฎข้อนี้ กำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นอย่างผิดๆ
ต้องส่งคืนให้แก่บริษัทกฎหมายยังกำหนดให้ผู้บริหารโครงการเกษียณอายุมีหน้าที่แจ้งให้ผู้บริหาร
ผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้รับผลประโยชน์ของผู้เข้าร่วมโครงการ และ US SEC ทราบถึงช่วงเวลา งดซื้อขาย
ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ถ้าไม่แจ้งก็อาจถูกปรับ US$ 100 ต่อวัน ต่อผู้เข้าร่วมโครงการ (ถ้าไม่แจ้งผู้เข้า
ร่วมโครงการ 100 คน ก็ต้องเอา 100 คูณ)กฎหมายยังห้ามไม่ให้บริษัทให้เงินกู้ส่วนตัวแก่ผู้บริหารที่มี
ีตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการขึ้นไป ถ้าผู้บริหารกู้เงินจากบริษัทก่อนวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 บริษัทต้องไม่เพิ่ม
วงเงินกู้หรือต่ออายุเงินกู้ให้อีก (ยกเว้นเงินกู้บางประเภทที่ได้รับการอนุญาต เช่นบัตรเครดิตหรือเงินกู้เพื่อ
ต่อเติมบ้าน)สุดท้าย กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องกำหนดหลักปฏิบัติด้านคุณธรรม (Code of Ethics)
สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่คุมด้านการเงิน (Senior Financial Officers) บริษัทต้องรายงานให้ทราบภาย
ในเดือนมกราคม 2546 ว่าบริษัทได้วางหลักเกณฑ์ด้านคุณธรรมเพื่อให้ผู้บริหารนำไปปฏิบัติหรือยัง ถ้ายัง
เป็นเพราะเหตุใด นอกจากนั้น บริษัทยังต้องรายงานให้ทราบทุกครั้งที่ทำการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ดูข้อกำหนดของกฎหมายใหม่นี้ก็ออกจะเข้ม แต่ขอยกคำพูดของ Harvey Pitt ที่กล่าวไว้ เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า
There's a limit to how much regulation or oversight can correct for greed."
อย่าลืม ข้อกำหนดและการควบคุมดูแลที่เข้มข้นอาจสามารถควบคุมความโลภได้ในระดับเดียว!! ดูแต่คดียา
เสพติดซึ่งโทษหนักขนาดประหารชีวิต คนก็ยังค้ากันอยู่ทุกวัน แก้กฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ต้องแก้ที่คนด้วยค่ะ แม้จะต้องใช้เวลานานก็ตาม
ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|