e-TFB ยุทธศาสตร์พีอาร์คู่ขนานการปรับตัว
ธนาคารกสิกรไทยแผนแยบยลในการเข้าสู่ธนาคารยุคอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อ 3 ปี ด้วยการพีอาร์ยุทธศาสตร์นั้น
ด้วย e-Girls ทั้งที่ธนาคารเองก็อยู่ในช่วงของการเรียนรู้ พร้อมกับลูกค้าในเรื่องใหม่
รวมทั้งใช้เวลาในการปรับระบบธนาคารเดิมจนวันนี้มีความมั่นใจขึ้นมากทีเดียว
นับตั้งแต่ปี 2542 ธนาคารกสิกรไทยประกาศ การดำเนินงานในรูปแบบ e-Service ออกมา ได้แก่ e-Saving,
e-Cash, e-ATM, e-Internet, e-Phone Banking, e-Banking Center, e-Mobile และ e-Web Shopping เพื่อ
ตอบสนองให้กับลูกค้าโดยมี TFB e-Girls เป็นพลังขับเคลื่อนทางประชาสัมพันธ์
ถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการสนองตอบจากลูกค้าในระดับที่น่าพอใจโดยเฉพาะภาพพจน์ที่รักษาความเป็นผู้นำ
การเปลี่ยนของธนาคารแห่งนี้เอาไว้ได้
หากพิจารณาแผนภูมิของโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่าด้วยการปรับระบบธนาคารล่าสุด หรือ
Application Architecture
ถือว่าช่วงนั้นเพิ่งจะเป็นภาพรวมของยุทธศาสตร์ทั้งหมดและอยู่ระหว่างการทำงานอย่างหนักในการปรับ
ความคิดและระบบธนาคารเดิม
"เรามีจุดเปลี่ยนการมองจะทำพร้อมๆ กับการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจะมีฝ่ายดูแล จัดการทางผลิตภัณฑ์
และฝ่ายวิเคราะห์ ขณะเดียวกัน ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์จะทราบว่าแต่ละผลิตภัณฑ์จะให้บริการ segment
ไหน" พรรษมน วิจิตรกำธร ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่ายบริหารการขายทางอิเล็กทรอนิกส์สายงานวิภัช
ธุรกิจแห่งกสิกรไทยยอมรับ
ความจริงแล้ว ธนาคารจะเริ่มจากความต้องการของลูกค้ามากขึ้น สร้างสายสัมพันธ์ทางด้านการตลาดที่เป็น
รูปแบบใหม่ ทำอย่างไรจะเข้าใจลูกค้าและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมมากขึ้น อาทิ
เพิ่มช่องทางการให้ผลิตภัณฑ์และในแต่ละช่องทางต้องเพิ่มคุณสมบัติพิเศษเพื่อให้ลูกค้าใช้บริการแล้วเกิด
ประโยชน์อย่างแท้จริง
"ส่วนใหญ่จะดูเรื่องจำนวนลูกค้าในแต่ละผลิตภัณฑ์ เช่น ลูกค้ารายย่อย
เรามีฐานค่อนข้างใหญ่จึงต้องพิจารณาว่าสิ่งที่พวกเขาให้ประโยชน์กับธนาคารใน แต่ละผลิตภัณฑ์แตก
ต่างกัน" ขวัญเนตร รัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหาร ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์สายงานวิภัชธุรกิจธนาคาร
กสิกรไทยเล่า
พูดง่ายๆ ก็คือ การให้บริการยังเหมือนเดิมเพียงแต่ลูกค้าต้องเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้บริการ "พวกเรา
มองลูกค้ามากขึ้น คือ คนเดียวอาจจะใช้บริการหลาย ผลิตภัณฑ์จึงพยายามให้พวกเขาใช้ได้ในหลายช่องทาง
และหลากหลาย" ขวัญเนตรบอก "ลูกค้าไม่ต้องไปสาขาแต่ทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตได้แต่หลังจากนั้น
หากเกิดปัญหาก็สามารถใช้บริการทาง call centerได้"
นับตั้งแต่ e-Service เปิดให้บริการดูเหมือนว่าสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าเป็นอย่างมาก
เพราะธนาคารทำให้ความสามารถการให้บริการเทียบเท่ากันได้ในทุกช่องทาง "ลูกค้าไม่ต้องจดจำว่า
ผลิตภัณฑ์ไหนให้บริการได้ในช่องทางใดบ้าง"พรรษมนกล่าว
ปลายปี 2542 กสิกรไทยเปิดบริการ e-Phone Banking โดยลูกค้าบริการผ่านระบบโทรศัพท์ด้วยตนเอง
ความสะดวกคือใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอพนักงาน ที่สำคัญระยะเวลาการใช้งานกระชับ
มากขึ้น ซึ่งมีวิวัฒนาการในการให้บริการเพิ่มขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพช่องทางและระบบ
ทำให้ลูกค้าเพิ่มจาก 2 แสนสายต่อเดือน เป็น 8แสนสายในปัจจุบัน
จากจุดนั้น Call Center ก็พัฒนาระบบ IVR : Interactive Voice Response "หากลูกค้าต้อง การทำรายการ
กับพนักงานก็สามารถผ่าน IVR ได้" ขวัญเนตรเล่า โดยการเชื่อมระบบนี้ได้เกิดจากฮาร์ดแวร์ตัวหนึ่งใน
Call Center เรียกว่า CTI : Computer Telephone Intergration เป็นการเชื่อม ระหว่างข้อมูลลูกค้ากับลูกค้า
ที่โทรศัพท์เข้ามา "เราทำสำเร็จเมื่อต้นปีนี้เอง" เธอบอกถึงการพัฒนา Call Center มากขึ้น ทำให้โทรศัพท์
ประสานกับฐานข้อมูล คอมพิวเตอร์ธนาคาร ซึ่งถือว่าเป็นแกนของการบริการ e-Consumer Bankingที่
สมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม
ทางด้าน e-Internet Banking เริ่มเปิดบริการ เมื่อปลายปี 2543
ถือเป็นช่องทางที่ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้แทบทุกอย่างเหมือนกับเดินเข้าสาขา ปัจจุบันมีลูกค้าเพียง
ประมาณ 10,000 คน "พวกเราไปซื้อซอฟต์แวร์ตัวใหม่เข้ามา ขณะเดียวกันการให้บริการจะแยกลูกค้าออก
จากกันอย่างชัดเจน ระหว่างรายย่อยและสถาบันซึ่งจะเสร็จปลายปีนี้"พรรษมนกล่าวขั้นตอนของการพัฒนา
ที่แน่ชัด
ขณะที่บริการทางเอทีเอ็ม ซึ่งถือว่าเป็นบริการอิเล็กทรอนิกส์ที่เก่าแก่สุดของธนาคาร ที่มีความสำคัญมากขึ้น
ในยุคใหม่ ปัจจุบันธนาคารมีทั้งสิ้น 1,114 เครื่องทั่วประเทศและมีแผนจะเพิ่มอีก 100 เครื่องภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ยังจะอัพเกรดฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย โดยต้นปีหน้าจะเปิดบริการชำระค่าสาธารณูปโภค
ให้กับลูกค้าของการไฟฟ้านครหลวงและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยรวมถึงความสามารถการสมัคร
อินเทอร์เน็ตแบงกิ้งผ่านเอทีเอ็ม
จากนั้นภาพรวมที่เรียกว่า e-Banking Center คือ การจัดการบริการ
ด้วยตนเองทั้งหมดมารวมอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นสาขาหนึ่งของธนาคารแต่เป็น Electronic
Branchดังนั้นลูกค้าไม่ต้องรอเวลาสาขาเปิดให้บริการ
สำหรับช่องทาง e-Mobile Banking ที่น่าจะมีอนาคตที่ดีในประเทศไทย ด้วยระบบเศรษฐกิจพึ่งพาเงินสดค่อน
ข้างมาก การชำระค่าบริการต่างๆ
ผ่านระบบไร้สายจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจโดยขณะนี้ลูกค้าทำรายการผ่านโทรศัพท์มือถือได้ในระดับเทียบช่อง
ทางอื่นๆ
จะว่าไปแล้วการทำงานแยกส่วนพัฒนาจากยุทธศาสตร์ภาพรวมนั้น ผลงานที่ดูเป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะอยู่กับงาน
Corporate Banking ซึ่งอาจจะถือว่า ทำได้ง่าย เพราะมีลูกค้าไม่มาก
รวมทั้งการปรับเปลี่ยนระบบธนาคารไม่ต้องกระทำอย่างกว้างขวาง เช่น Consumer Banking
ที่สำคัญความคิดเบื้องต้นของธนาคารนี้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากแต่ก็ไม่ลืมจะรักษาภาพพจน์ผู้นำความคิด
เอาไว้ด้วย
พฤษภาคม 2544 ธนาคารกสิกรไทยเปิดบริการอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง เพื่อความสะดวกให้กับลูกค้าสถาบันภาย
ใต้ "Corporate Connect" บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ธนาคารพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปีก่อนหน้า ต่อจาก
เทคโนโลยีที่เรียกว่า "โฮมแบงกิ้ง"ซึ่งหยุดพัฒนาไปแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินการในส่วน Corporate Banking ของกสิกรไทย
ถือเป็นอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งที่สมบูรณ์ที่สุดโดยบทบาทสำหรับด้านนี้คือ เป็น
การสร้างระบบการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ตให้กับกลุ่มลูกค้าที่ให้บริการด้าน e-Commerce
โฮมแบงกิ้งเป็นตัวอัพเกรดของวิดีโอ แบงกิ้งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากแนวคิด เชื่อมโยงเข้ากับลูกค้าทางอิเล็กทรอนิก
ส์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว "โฮมแบงกิ้งเริ่มให้บริการในปี 2542 ซึ่งเกิดจากเรื่อง Y2K หลังจากนั้น
เรามองว่าหากไปแก้ของเดิมจะเสียเวลาเลยสร้างตัวใหม่ขึ้นมาเรียกว่า Corporate Connect เป็นการพัฒนา
ที่ค่อนข้างสำคัญ" ธีรนันท์ ศรีหงส์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบรรษัทธุรกิจแห่งกสิกรไทยอธิบาย
การดำเนินการ Corporate Connect เป็น การมองถึงความสามารถต่างๆ เพิ่มขึ้นที่เป็นการรวมยุทธศาสตร์
ทางบริการเข้าไว้ 3 ด้าน คือ Cash Management ที่กสิกรไทยเรียกว่า Cash Connect อธิบายถึงการดูข้อมูล
ทางบัญชี ส่งคำสั่งโอนเงินแล้ว ชำระเงินให้กับบุคคลภายนอก ติดตามสถานภาพของยอดบัญชีและข้อมูลต่างๆ
ที่จะมากระทบยอดบัญชีในรูปแบบออนไลน์ซึ่งสามารถส่งคำสั่งในเชิงการจ่ายชำระเงินในหลายวิธี
ถัดมาคือ การบริการเพื่อการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Connect เพื่อสนับสนุนธุรกิจ นำเข้าและส่งออก
เช่น เปิด L/C เช็คเงิน โอนเงิน ส่งคำสั่งเงินโอนออก ขอใช้วงเงินทางด้านเทรดไฟแนนซ์
รูปแบบนี้จะแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น คือ การรับส่งข้อมูลเป็น 2 ทาง
เมื่อธนาคารได้ข้อมูลแล้วสามารถตอบกลับและจะมีการตอบกลับอีกครั้งจากการทำงานบน web technology
สุดท้ายเป็นการพัฒนาต่อจาก Trade Connect เรียกว่า FX Connect คือ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
ออนไลน์ ลูกค้าสามารถซื้อขายเงินสกุลต่างๆ ด้วยการคีย์ข้อมูลเข้ามา
โดยพวกเขาจะได้รับข้อมูลที่ธนาคารกำหนดเอาไว้เฉพาะจากนั้นลูกค้าเป็นฝ่ายตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขาย
อย่างไรก็ตาม แม้ Corporate Connect จะถูกสร้างขึ้นเพื่อบริการลูกค้าสถาบันแต่โดยความจริงแล้ว
พวกเขาจะมีการทำธุรกรรมทั้งรับและจ่ายเงิน กับลูกค้าของตนเองและกับผู้บริโภคทั่วไป
ดังนั้นจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับการให้บริการผ่านโฟนแบงกิ้ง เอทีเอ็มและอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง
อีกทั้งหากบริษัทนั้นมี Corporate Connect แล้วสามารถดูข้อมูลการรับชำระเงินของตนเองได้
หลังจากที่ลูกค้าชำระเงินในทุกช่องทางหรือการชำระ เงินผ่านเคาน์เตอร์ บริษัทดังกล่าวยังดูข้อมูลออนไลน์ ได้
และเมื่อเห็นเงินเข้ามาก็ทำคำสั่งจ่ายให้คู่ค้าของ ตนหรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศออนไลน์ได้เลย
"เป็นบริการค่อนข้างพิเศษที่มีให้กับลูกค้า
ผมเข้าใจว่าไม่มีธนาคารไหนที่เชื่อมโยงการบริการทั้งหมดได้ในลักษณะนี้"ธีรนันท์กล่าว
ข้อดีของธนาคารแห่งนี้คือ มีขนาดใหญ่มีเครือข่ายการให้บริการกว้างไกล และสามารถลงทุนในการพัฒนา
เทคโนโลยี ถึงแม้ว่าธนาคารพาณิชย์มีความสามารถไม่แตกต่างกัน
แต่การบริการออนไลน์ให้กับบริษัทองค์กรถือเป็นเรื่องยุ่งยาก
เนื่องจากต้องเชื่อมระบบปฏิบัติการข้างในทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าเห็นข้อมูลทั้งหมดของตนเอง
"ความซับซ้อนในความสามารถของระบบที่จะสร้างอำนาจในการดูข้อมูล
และอำนาจในการสั่งจ่ายให้เลียนแบบอำนาจการมอบหมายในองค์กรซึ่งเป็นตัวที่ดำเนินการยุ่งยากแต่เรา
ก็สร้างขึ้นมาสำเร็จ"
ความแตกต่างของธนาคารกสิกรไทยกับธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ
คือการที่ธนาคารไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ
มามากมายแต่เป็นความต้องการผสมผสานทุกอย่างมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
ปัจจุบัน Corporate Connect มีลูกค้าประมาณ 300 บริษัท
ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ที่มีปริมาณธุรกรรมสูง โดยส่วนใหญ่จะใช้บริการเพื่อดูข้อมูล
โอนเงินระหว่างบัญชี และโอนเงินข้ามออกจากบัญชีตัวเอง
และกว่าครึ่งยังไม่ต้องการทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทน จากการลงทุน
ธนาคารถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เพียงแต่ว่าไม่ได้ออกมาในรูปผลกำไร
เพราะความจริงการที่ลูกค้าเชื่อมระบบผ่านอิเล็กทรอ นิกส์
จะมีการประหยัดต้นทุนต่อธนาคารขณะเดียวกันสร้างความสะดวกแก่ลูกค้า
"พวกเขาจะใช้บริการมากขึ้นและเป็นเรื่องภาพพจน์ว่า เราให้ความใส่ใจต่อลูกค้าด้วยรูปแบบบริการที่รวดเร็ว"
ธีรนันท์ชี้ "มันได้ผล เช่นลูกค้ารู้สึกว่าธนาคารมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด"
หลังจากเปิดให้บริการผ่านไปปีครึ่ง ถึงเวลาแล้วที่กสิกรไทยต้องพัฒนาการเพิ่มมากขึ้น
โดยในเดือนนี้จะเป็นการอัพเกรดครั้งสำคัญอีกครั้ง เรียกว่า view online collection
โดยสามารถชำระเงินได้ในทุกๆ ช่องทาง ลูกค้า เห็นข้อมูลเร็วและมากขึ้น
แล้วส่งให้ธนาคารได้มากและเร็วขึ้นเช่นเดียวกันที่สำคัญยังจะเชื่อมระบบเข้ากับระบบปฏิบัติการหลักของลูกค้า
"จากนี้ไปภาพจะเป็นแบบ STP ซึ่งทุกวันนี้ลูกค้ามีระบบเชื่อมโยงตั้งแต่การขาย
ขนส่งจนถึงกระบวนการผลิตแล้วเชื่อมไปถึงการสั่งวัตถุดิบการเงินและบริหารงานบุคคล"
ขณะนี้ธนาคารกำลังพัฒนาที่จะทำให้ระบบของลูกค้าเชื่อมผ่าน Corporate Connect
โดยที่ไม่มีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเพียงแค่ดูภาพรวมของรายการต่างๆ เท่านั้น และหากเสร็จเรียบร้อยระบบ
การทำงานของลูกค้าและธนาคารกสิกรไทยในรูปแบบ manual จะหมดไป
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการดำเนินธุรกิจค่อนข้างมาก
"เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยการที่จะออกผลิตภัณฑ์หรือช่องทางการให้บริการใหม่ๆ
เราจะมองว่าพวกเขาจะพัฒนาองค์กรไปทางไหน
ขณะนี้พวกเขาได้เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารงานมากขึ้น" ธีรนันท์ชี้ "คอมพิวเตอร์ฝ่ายเรากับลูกค้า
แยกกันอยู่เพื่ออะไรน่าจะจับมาเชื่อมกันโดยพยายาม สร้างสะพานขึ้นมานั่นคือ Corporate Connect"
นอกจากนี้ภายในต้นปีหน้ากสิกรไทยจะเพิ่ม application เฉพาะอย่าง
เพื่อความสะดวกในการขยายบริการของลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นระบบที่ไม่ซับซ้อนมากนัก
โดยมุ่งเน้นธุรกิจขนาดกลางและย่อมเนื่องจากบางแห่งไม่ต้องการบริการครบถ้วนแบบ Corporate Connect
นี่คือพัฒนาการของธนาคารกสิกรไทยเพื่อตอบสนองลูกค้าสถาบัน ซึ่งเป็นช่วงการทำงานในช่วงปลายเฟสที่ 2
และกำลังพัฒนาต่อในเฟสสุดท้าย หากประสบความสำเร็จยิ่งเกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
ขั้นตอนการทำงานลดลงโดยธนาคารมุ่งสร้างในเชิงลึกและเชิงกว้างรวมถึงระบบความปลอดภัยที่แน่นหนาขึ้น
ที่มา....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|