free web hosting | website hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 ทำไม E - Bankingจึงไม่โต

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบดิจิตอล หรือสังคมไฮเทค นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในรอบตัวเราเปลี่ยน

แปลงไปหมด ทั้งนี้เป็นเพราะ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิว เตอร์ และอินเทอร์เน็ต

ในอดีตกาล ยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม การสื่อสารระหว่างกันจะทำได้ด้วยการส่งสาส์นด้วยการอาศัย

ม้าเร็ว หรือการสื่อสารโดยอาศัยนกพิราบ พอมายุคกลาง การสื่อสารของมนุษย์ก็ค่อยๆปรับเปลี่ยน มาเป็น

จดหมาย มีบุรุษไปรษณีย์ และหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการ คิดค้นของเครื่องจักร ไฟฟ้า โทรเลข และ

โทรศัพท์ การสื่อสารในยุคนั้นก็ปรับเปลี่ยนไป คนจากแต่ละเมืองสามารถสื่อสารกันได้เร็วขึ้นสะดวกขึ้นโดย

อาศัยโทรเลข หรือโทรศัพท์

จากโทรศัพท์ หรือ โทรเลข ก็มีการพัฒนามาเป็น แฟ็กซ์ หรือการสื่อสารที่สามารถส่งได้ทั้งข้อความและ

รูปภาพ แต่ก็ได้แค่ภาพขาวดำเท่านั้น จวบจนกระทั่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และระบบโทร-คมนาคม

มาถึงขั้น การนำสาย Fiber Optic มาใช้แทนสายทองแดงทำให้การส่งข้อมูลสามารถส่งได้เร็วขึ้นเป็นหลาย

เท่าตัว

ระบบคอมพิวเตอร์บุคคล ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วจาก CPU SPEED 8088 มาเป็น 286, 386, 486

และ Pentium I จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นมาเป็น Pentium II, III , และก็ Pentium IV และ CPU จาก speed

ธรรมดา ก็วิ่งไปถึง 2 GHZ. สิ่งที่ทำให้ตลาด คอมพิวเตอร์โตเร็วเป็นพิเศษอย่างมากก็คือเรื่องราคา เราจะ

สังเกตุได้ว่ามีเพียงคอมพิวเตอร์ เท่านั้นที่ยิ่งออกรุ่นใหม่ราคายิ่งถูก และราคาจะตกลงทันที ทุกๆเดือน ผิด

กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ยิ่งมีรุ่นใหม่ก็ยิ่งแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์

ความจริงปริมาณรถที่ผลิตได้ในแต่ละปีเพิ่มมากขึ้น แต่ราคารถกลับแพงขึ้นทุกครั้งที่ออกรุ่นใหม่ผู้เขียนจำ

ได้ว่าสมัยที่เรียนอยู่ระดับอุดมศึกษานั้น รถยนต์โตโยต้า สปรินท์ เตอร์ ใหม่เอี่ยมราคาเพียง 57,000 บาท

เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ เงินจำนวนนี้ซื้อได้เพียงรถจักรยานยนต์เท่านั้น รถโตโยต้า โคโรล่า รุ่นใหม่มีราคาไม่ต่ำ

กว่า 7 แสนบาท จนผมรู้สึกว่าบริษัทรถยนต์ต่างเอากำไรมากเกินไป

กลับมาที่ระบบโทรคมนาคม พอคอมพิวเตอร์ถูกลงมากๆ ทุกคนต่างสามารถหาซื้อได้ การพัฒนาระบบ

สื่อสารโดยอาศัยคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ จึงเกิดขึ้น และยิ่งกว่านั้น เมื่อรัฐบาลสหรัฐอนุญาตให้เอกชนทำ

การใช้ระบบอินเทอร์เน็ตได้ในปี 1996 นั้น กิจกรรมด้านการสื่อสารของ โลกเปลี่ยนโฉมหน้าไปทันที

ทุกค่ายต่างหันมาพัฒนาวิธีการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากมาย ทำให้ธุรกิจที่โตเร็วที่สุดในทศวรรษที่ผ่าน

มาคือธุรกิจดอทคอม

จากการสื่อสารที่ผ่านอินเทอร์เน็ต ก็ยังมีการสื่อสารระบบไร้สายที่เราเรียกว่าโทรศัพท์มือถือ หรือโมบาย

โฟน ระบบโทรศัพท์มือถือมีการพัฒนาการโดยแบ่งเป็น 2 ค่าย ค่ายหนึ่งคืออเมริกา ที่พัฒนาระบบซีดีเอ็ม เอ

อีกค่ายหนึ่งคือยุโรปที่พัฒนาเป็นระบบ GSM900 และ 1800 เผอิญเมืองไทยไปใช้ระบบจีเอสเอ็มของยุโรป

ก่อน บรรดา Hardware และระบบในเมืองไทยนั้น ถูกทางบริษัทใน ยุโรปวางยาไว้เป็นระบบของทางยุโรป

หมด ทำให้การปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบซีดีเอ็มเอค่อนข้างยากและลงทุน สูง เพราะต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด

ทั้งๆ ที่ได้ยินมาว่า ระบบซีดีเอ็มเอใช้ได้ดีกว่า

ทั้งนี้ที่ไทยเราต้องใช้ระบบจีเอส เอ็มของยุโรปนั้น เป็นเพราะบริษัทที่ให้คำปรึกษาและเป็นคนขายระบบให้

้องค์การโทรศัพท์ในสมัยนั้น ถูกผูก ขาดโดยบริษัทอีริคสันซึ่งเป็นของยุโรป และปัจจุบันยังเป็นบริษัทในกลุ่ม

ยุโรป อยู่ไม่ว่าจะเป็น ซีเมนส์ อัลคาเทล หรือ โนเกีย เป็นต้น ฉะนั้นพวกเราคงต้องทนใช้ระบบจีเอสเอ็มต่อไป

จนกว่าระบบซีดีเอ็มเอจะเปิดใช้บริการในอนาคต

เมื่อธุรกิจอินเทอร์เน็ต โตแบบก้าวกระโดด ทำให้บรรดาองค์กรต่างๆ ได้พยายามปรับตัวให้สามารถทำธุรกิจ

บนอินเทอร์เน็ตได้ โดยการนำเอาเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์และเน็ตเวิร์คมาใช้ ธุรกิจที่ใช้กันมากที่สุดก็คือ

ธนาคาร ยิ่งพอหลังเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ ธนาคารสัญชาติไทยต่างล้ม หายตายจาก บ้างก็ถูกแบงค์ชาติยึด

บ้างก็โดนต่างชาติซื้อกิจการไป จนขณะนี้เหลือธนาคารสัญชาติไทยแท้อยู่ไม่กี่แห่ง หากไม่นับธนาคารของรัฐ

อย่างกรุงไทย หรือไทยธนาคาร หรือ ธนาคารออมสิน แล้ว ก็แทบไม่มีเหลือ เลย ซึ่ง Market Watch

ว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก อยากฝากให้ผู้บริหารบ้านเมืองที่รับผิดชอบรับรู้ไว้ด้วย เพราะระบบการเงินและ

การธนาคาร เปรียบเสมือนเส้นเลือดในการเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ หากเส้น เลือดนี้ไม่ใช่ของคนไทย

แต่เป็นของต่างชาติ วันดีคืนดี เขาไม่ยอมให้เลือด (ไม่ให้กู้)เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร

เราก็ได้เห็นๆกันเมื่อปี 2540 ที่เรา ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะเราขาดทุน แต่เป็นเพราะ

เงิน ที่บรรดาธนาคารกู้มาให้บริษัทใหญ่ๆกู้ ต่อนั้น ล้วนเป็นเงินนอกทั้งสิ้น และต่างชาติก็แกล้งด้วยวิธีการ

ขอเงินคืนหมด ใครจะมีปัญญาหามาคืนเขา ลอง คิดดูซิครับ หากท่านกู้เงินธนาคาร มาลงทุน เงินที่กู้มาก็ไปลง

ในตึกและเครื่องจักรในการผลิต ยังไม่ทันได้ผลิต ธนาคารก็ขอคืนท่านย่อมไม่มีคืนแน่

ธุรกิจส่วนใหญ่ในอดีตและขณะนี้ที่ล้มหายตายจากไปนั้น เป็นเพราะขาดสภาพคล่องมากกว่าไม่มีกำไรต่อให้

ธนาคารใหญ่ขนาดไหน แม้แต่ธนาคารกรุงเทพฯ ลองวันดีคืนดี ทุกคนแห่กันไปขอถอนเงินที่ฝากออกซิ

ผมว่าธนาคารก็อยู่ไม่ได้เพราะเงินที่เขารับฝากพวกเรานั้น เอาไปลงทุนปล่อยกู้หมด จะเอาที่ไหนมาคืนใช่ไหม

ครับ

ฉะนั้น หากระบบการเงินและธนาคารตกอยู่ในมือของต่างชาติ ก็เสมือนหนึ่งเอาระเบิดเวลามาผูกไว้ใน

ประเทศไทย รอวันที่จะระเบิดเท่านั้น และถึงวันนั้นไทยก็จะไม่เหลือซากเลย และคนที่ต้องมารับกรรม

ก็คือลูกหลานเราเท่านั้นเองคนที่ก่อกรรมไว้เขาไปรับใช้กรรมในนรกกันหมดแล้ว

ในสมัยก่อนการจะยึดครองประเทศอื่นนั้นต้องใช้กำลังเข้าตี สมัยนี้ไม่จำเป็นแล้วเขาใช้ระบบเศรษฐ กิจและ

การเงินนี่แหละในการยึด ประเทศที่แข็งแรงกว่าก็ยึดประเทศที่อ่อนแอกว่า ลองดูซิว่าประเทศที่ใช้กำลังเข้า

ยึดอย่าง ซัดดัมของอิรัก ที่บุก คูเวตเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ก็ต้องประสบกับความย่อยยับทางเศรษฐกิจเพราะ

ถูกโลกตะวันตกบอยคอต

ในยุคศตวรรษที่ 21 การยึดครอง ประเทศนั้นทำได้ง่ายกว่านั้น โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ นั่นก็คือยึดหัวใจสำคัญ

ของระบบเศรษฐกิจของประเทศ นั้นๆเสีย คือระบบธนาคารนั่นเองและเมืองไทยกำลังจะเป็นอย่างนั้น

เพราะรัฐบาลไปเปิดช่องให้ต่างชาติถือหุ้นสถาบันการเงินได้ 100% โดยหวังให้ธนาคารต่างชาติเอาเงินมา

ช่วยกู้เศรษฐกิจ แต่ที่ไหนได้ธนาคารทุกแห่งที่ต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการไปนั้น ซื้อได้ถูกมากและเข้ายึดระบบ

การบริหารไปหมดถึงบางธนาคารจะยังคง เป็นผู้บริหารคนไทยแต่ก็ต้องรับนโย-บายต่างชาติทั้งนั้น

ฉะนั้นหากระบบธนาคารไทยตกไปเป็นของต่างชาติกันหมด ไทยก็เปรียบเสมือนซากศพที่ขาดเลือดหล่อ

เลี้ยง ผมได้ยินมาว่ามีหลายธนาคารได้ตกไปเป็นของสิงคโปร์แล้ว บางแห่ง ก็เกือบ 100% บางแห่งก็ 30-40%

Market Watch จึงอยากเตือนให้ระวังให้ดี ไม่ใช่อีกหน่อยเราต้องบินไป รับนโยบายจากสิงคโปร์

เมื่อธนาคารต่างชาติเข้ามา ต่างนำระบบ Hi-Tech เข้ามาใช้ เพราะคนโกงได้ แต่เครื่องจักรโกงไม่ได้ นอกจาก

นั้นยังเป็นการลดปัญหาการจากคน ปัญหาเรื่องสวัสดิการ และการ ประท้วง และในที่สุดคือเรื่องของการลด

ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนนั่นเอง เราจะเห็นว่ามีหลายธนาคารที่เริ่มเปิดเป็นสาขา Micro Bank ตามศูนย์การค้า

ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนทำงาน เพราะเวลาเปิดปิดของธนาคาร ตรงกับเวลาทำงานของบริษัท

ทุกคนสามารถทำธุรกรรมได้นอกจากนอกเวลาทำการ

ธนาคารเอเชียจุดพลุเรื่องนี้ โดยการเปิดสาขาย่อยในท็อปส์ ซูเปอร์ มาร์เก็ต ซึ่งประสบความสำเร็จมาก

มีคนทำงานเพียง 2-3 คนสามารถทำธุรกรรมได้เท่าคนทำงาน 20-30 คน โดยการนำเอาเครื่องจักรมาแทน

เช่นลูกค้าต้องการ Update Book ก็ให้ไปช่วยตัวเอง แรกๆมีคนแนะนำ หลังๆ ลูกค้าต่างทำเองหมด ใครที่จะ

ถอนเงินให้ไปใช้ตู้ถอนเงินอัตโนมัติแทน ที่เคาน์เตอร์ให้เฉพาะการทำธุรกรรมที่เครื่องจักรทำไม่ได้เท่านั้น

แค่นี้ก็ลด ไปเยอะมาก เพราะจากการวิจัยแล้ว กว่า 80% ของคนที่เข้าธนาคารนั้น ถ้าไม่มาถอนเงินก็ฝากเงิน

หรือชำระค่าสาธารณูปโภคอย่างอื่นน้อยมาก

เมื่อธนาคารเอเชียประสบความสำเร็จ ธนาคารอื่นก็ทำตาม ตอนนี้แห่กันเปิดตามห้างกันใหญ่

นอกจากนั้นต่างพยายามเอาใจลูกค้าไม่ต้องให้มาที่ธนาคารก็สามารถทำธุรกรรมที่บ้านหรือออฟฟิศได้

นั่นก็คือการออก บริการ E-Banking นั่นเอง โดยอาศัยเทคโนโลยีทางอินเทอร์เน็ต แต่แทนที่จะออกบริการ

E-banking

ให้ลูกค้าใช้เพื่อลดภาระของธนาคารหรือเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าลูกค้ากลับต้องมาเสียค่าธรรมเนียมการ

ใช้จุกจิกมากมายซึ่งผิดหลักการบริการลูกค้าโดยสิ้นเชิง

ผมอยากให้ลูกค้าที่ใช้บริการทาง Internet Banking ลองยกเลิกหมด

และทุกคนแห่กันไปใช้บริการที่เคาน์เตอร์ธนาคารอะไรจะเกิดขึ้นครับ รับรองได้ว่าธนาคารทุกแห่งจะต้องเพิ่ม

คนขึ้นอีกมากมาย เพราะฉะนั้น

การที่เราช่วยธนาคารโดยยอมเสียเงินซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเดมที่บ้านหรือสำนักงาน

ยอมเสียค่าโทรศัพท์เอง เพื่อความสะดวก และช่วยธนาคารลดค่าใช้จ่าย ธนาคารเคยคิดถึงเรื่องนี้ไหม

ไม่เลยธนาคารในบ้านเรามักเห็นแก่ได้อย่างเดียว

เพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่าเขาลอง ใช้บริการดูปัญหามากมาย กฏเกณฑ์ก็มากมาย

แถมทุกครั้งที่จะโอนเงินให้คนอื่น ต้องถูกเก็บค่าธรรมเนียม 10 บาทต่อรายการ เขาเลยกลับไปใช้ธนา-

คารแทน เพราะประหยัดกว่าแทนที่ธนาคารจะลดคนได้ก็ลดไม่ได้ เพราะลูกค้าไม่ยอมทำธุรกรรมที่บ้าน

นี่แหละ E-banking จึงไม่เจริญ

เพื่อนผมมีลูกเรียนอยู่ที่นิวซี-แลนด์ (ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาเห่อกันมาก) เขาบอกว่า ธนาคารที่นั่นดีมาก แนะนำ

ให้เปิดบัญชี saving ให้ลูกโดยทำบัตร E-pos หรือ ATM นั่นเอง เพราะที่นั่นรัฐบาลส่งเสริมให้ร้านค้า

ทุกแห่งไม่ ว่าเล็กหรือใหญ่ให้ใช้เครื่องรูดบัตรทั้งนั้น เพื่อนผมเปิด 2 บัญชีโดย บัญชีส่วนตัวไว้เก็บเงินก้อนใหญ่

และคอยโอนให้ลูกสัปดาห์ละ 20-40 เหรียญเพื่อควบคุมไม่ให้ลูกใช้เงินมากไป เพราะเมื่อหมดลูกจะต้อง Email

มาบอกถึงจะโอนให้และทุกครั้งเขาก็ login เข้าไปในอินเทอร์เน็ต สามารถตรวจสอบธุรกรรมได้หมด

รู้ได้ทันทีว่าลูกของตัวเองออกนอกโรงเรียนไปในวันไหน และไปหาซื้ออะไร เพราะทุกอย่างมันรายงานอยู่ใน

Statementของธนาคารหมด

การใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตนี้ ธนาคารไม่คิดเงิน แถมท่านสามารถโอนเงินให้บุคคลที่สามได้อีกด้วย

โดยไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารเดียวกัน ไม่มีค่าธรรมเนียมเก็บจุกจิกเหมือนธนาคารบ้านเรา อย่างนี้ซิครับ

ที่ผมเรียกว่า การทดแทนที่แท้จริง เพราะลูกค้าสะดวกขึ้น ประหยัดขึ้น ธนาคาร ก็ประหยัดขึ้น

ไม่ต้องจ้างคนมามากๆ แต่ธนาคารไทยซิครับเอะอะอะไรก็จะเก็บเงินหมด แล้วอย่างงี้ใครเขาจะมาใช้บริการ

ผมคนหนึ่งละที่ไม่ใช้ ยอมเสียเวลาเดินไปที่สาขาดีกว่า



 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved