การวิเคราะห์ของมืออาชีพภายนอกไร้จรรยาบรรณ
ทุกวันเราจะได้ยินได้ชม และได้อ่านการวิเคราะห์ของบรรดามืออาชีพ ทั้งหลายที่แนะนำว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อ
หรือน่าลงทุน เรื่องที่พวกเขาวิเคราะห์หรือให้คำแนะนำนั้นน่าเชื่อถือเพียงใด
ลองมาดูจากบทความพิเศษของนิตยสาร BusinessWeek ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 ที่บอก ว่า ไม่ใช่
่เป็นความผิด หรือการฉ้อโกงของผู้บริหารระดับสูงอย่างเดียวที่สร้างความเข้าใจผิดๆให้กับบรรดานักเล่นหุ้น
(พวกแมงเม่า)
พวกนักวิจารณ์ หรือนักวิเคราะห์หุ้นมืออาชีพจาก Wall Street ทั้งหลายรวมถึง Investment bankers
นักตรวจสอบบัญชีภายนอก ผู้ควบคุมตลาด หลักทรัพย์ ตลอดจนสมาชิกสภานิติบัญญัติ ฯลฯ
ก็มีส่วนร่วมด้วยไม่น้อยในการสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้น จนทำให้ตลาดหุ้นโตผิดปกติ
กล่าวคือ แทนที่พวกเขาเหล่านี้จะทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา แต่กลับถูกความโลภ และผล
ประโยชน์ส่วนตัวครอบงำ ก็ยินยอม หรือปล่อยปละให้ความไม่ถูกต้องหรือชอบมาพากลเกิดขึ้น
นักวิเคราะห์หุ้นจำนวนมากที่แนะนำให้นักเล่นหุ้นซื้อหุ้น ก็เพียงเพราะสถาบันการเงินของพรรคพวก
จะได้เงินค่าตอบแทนจากการ เป็น Underwriter หรือการช่วยให้ เกิดการควบรวมกิจการ (Merger)
ส่วนพวกนักตรวจสอบบัญชีภายนอกอย่างบริษัท Arthur Andersen ซึ่งมีหน้าที่ให้หลักประกันว่า
การทำบัญชีของบริษัทที่พวกตนไปตรวจสอบนั้นมีความถูกต้อง ไม่มีการตกแต่งบัญชี ซ่อน เร้นบัญชี หรือ
ทำบัญชี 2-3 เล่มก็ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวตามจรรยาบรรณของนักตรวจสอบที่ดี
เพราะพวกเขาเห็นแก่เงินตอบแทนจากค่าตรวจสอบบัญชีจำนวนมหาศาล มากกว่าจรรยา-บรรณการประกอบ
อาชีพนักตรวจสอบ
หรือก็มองไปถึงรายได้จากการเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน หรืออื่นๆ ซึ่งมีกำไรสูงกว่าค่าการตรวจสอบ
เสียอีก ทั้งนี้ก็เพราะบริษัทตรวจสอบบัญชีส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดได้ขยายกิจการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา
ด้านการเงิน การควบรวมกิจการ การเพิ่มทุน การขายหุ้น ฯลฯเนื่องจากมีกำไรดีกว่าธุรกิจการตรวจสอบ
อย่างเช่นบริษัทตรวจสอบบัญชี Arthur Andersen ก็มีบริษัทลูกที่ทำกิจการที่ปรึกษาชื่อ Andersen Consulting
ซึ่งก่อนเกิดเรื่องอื้อฉาวกรณีบริษัท Enron ราวหนึ่งปีก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น
Accentureและมีการตัดสายสัมพันธ์กับบริษัทแม่ก่อนหน้านี้
ส่วนบรรดานักกฎหมายภาย นอก ที่รับจ้างทำงานให้กับบริษัททั้งหลายในตลาดหลักทรัพย์ ก็มีพฤติกรรม
ไม่แตกต่างจากนักตรวจ สอบบัญชี คือยอมทิ้งจรรยาบรรณ นักกฎหมายเพื่อฟันเงินค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย
ก้อนใหญ่
จากพฤติกรรมที่ถูกความโลภ เข้าครอบงำ เหล่าผู้บริหารสูงสุด (CEO) ของบริษัทในตลาดหลัก-
ทรัพย์จึงสามารถซื้อบริการต่างๆที่พวกตนต้องการได้
ตัวอย่างเช่น บริษัทอื้อฉาวอย่าง Enron ก็มีส่วนช่วยเขียน นโยบายพลังงานของรัฐบาลประธานา ธิบดีบุช
หรือบริษัทใน Silicon Valley
สามารถผนึกพลังขวางรัฐบาลสหรัฐฯที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบบัญชีเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นเพื่อเป็นการ
สมนาคุณผู้บริหารได้สำเร็จ
จากพฤติกรรมฉ้อฉลทั้งหมดนับตั้งแต่ตัวผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบภายนอก
คณะกรรมการบริษัท ที่ปรึกษานักกฎ-หมาย ระบบกำแพงข้อมูลข่าวสาร จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ
นักการเมือง หรือแม้แต่สมาชิกสภา นิติบัญญัติ
ฯลฯคือสาเหตุร่วมกันที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯใกล้ล้มละลายเต็มที
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริ-ษัทในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา ซึ่งเกิดจากความโลภ หรือความละโมบ
ที่สืบทอดมาจากปรัชญาความเชื่อเรื่องการแสวงหาจากภายนอกของชาวตะวันตก
สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และหยั่งลึกกว่าการล้มละลายของบริษัทไม่กี่สิบแห่ง
หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทรุดตัวอย่างรุนแรง
เพราะวิกฤตการณ์ดังกล่าวกำลังจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเปลี่ยนสภาพจากภาวะการถดถอยชั่วคราว (1-2 ปี)
มาเป็นภาวะการตกต่ำอย่างอันตรายและยาวนาน (4-5 ปี หรือนานกว่านั้น)
หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Develop from Recession to Depression State นี่คือปรากฏ
การณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนที่ชนชั้นนำไทยส่วนใหญ่ยกย่องว่าเป็นสังคมแห่งธรรมภิบาล
ขณะเดียวกันผู้นำไทยส่วนใหญ่ยังพากันชื่นชมว่า บริษัทสหรัฐฯเป็นองค์กรที่บริหารงานภาย
ใต้ระบบบรรษัทธรรมภิบาล จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่บริษัทไทยควรลอกเลียนแบบ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบ หรือ กฎกติกา "บรรษัทธรรมภิบาล" หรือ "Good Corporate Governance"
ของบริษัทสหรัฐฯคงเป็นแค่คัมภีร์เอาไว้บูชา หรือไว้ใช้อ้างอิงพูดถึงเท่านั้น
หรือเอาไว้พร่ำสอนผู้บริหารบริษัทในโลกที่ 3อย่างไทยเรา
ในทางปฏิบัติ หรือโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทสหรัฐฯไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกตลาดหลักทรัพย์
ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมอะไรที่ดีกว่า หรือโปร่งใสกว่าบริษัทในโลกที่ 3 เลย
เพราะโกงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเหมือนกันหมด
เพียงแต่วิธีการ กลยุทธ์ของผู้บริหาร กรรมการบริษัทสหรัฐฯนั้น พวกเขาทำได้ดีกว่า และแนบเนียน กว่า
เท่านั้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดๆ ก็คือ การโกงของผู้บริหาร
และกรรมการบริษัทสหรัฐฯก็เหมือนกับการโกงกินของนักการเมืองที่มีใบปริญญา
ส่วนการโกงของผู้บริหาร และกรรมการบริษัทของประเทศใน โลกที่
3ก็คล้ายกับการโกงกินของนักการเมืองที่ไม่มีใบปริญญาบัตรพ่วงท้าย
สิ่งที่นักการเมือง หรือผู้นำ ผู้บริหารบริษัทสหรัฐฯ เคยด่า หรือวิพากษ์วิจารณ์ความเหลวแหลกของบรรดา
ผู้นำ ผู้บริหารบริษัทเอเชียในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจระหว่างปี 1997-2001
ปี 2002 สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ก็เกิดขึ้นในสังคม และบริษัทสหรัฐฯ เหมือนกับคำด่า
หรือวิพากษ์วิจารณ์ที่บรรดานักการเมือง ผู้นำ หรือผู้บริหารบริษัทสหรัฐฯเคยกล่าว ไว้อย่างไม่มีอะไรผิด
เพี้ยน ข้อแตก ต่างก็มีเพียง บุคคล เวลา สถานที่เกิด และระดับความรุนแรงของเหตุ การณ์เท่านั้น
นิตยสาร BusinessWeek ฉบับนี้ได้เสนอทางแก้วิกฤตการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ที่น่าสนใจไว้หลายข้อ
ข้อแรกก็คือ เรื่องเงินเดือนผู้บริหารโดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด หรือ CEO (Chief Executive Officer)
ผู้เขียนของนิตยสารดังกล่าวอ้างคำพูดของ Plato นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ชาวกรีกโบราณที่ได้กล่าวไว้ว่า
"ไม่มีใครในสังคมสมควรมีรายได้มากกว่าคนงานทั่วๆ ไป 5 เท่า"
หรือ Peter F. Drucker ปรมาจารย์ด้านการบริหารการจัดการสมัยใหม่ก็ได้เตือนว่า ถ้าช่อง
ว่างของรายได้ระหว่างผู้บริหารสูงสุดขององค์กรกับคนงานระดับล่างสุดมีมากกว่า 20 เท่าเมื่อใด
ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้บริหารสูงสุดลดลง
ท่านเน้นให้เห็นว่า ถ้าผู้บริหาร สูงสุดเขมือบส่วนแบ่งของค่าตอบ แทนมากเกินไป
ก็เท่ากับเป็นการดูถูกผลงานของพนักงานทั้งหมดในองค์กรต่อความสำเร็จที่ได้มา
เพราะมันเหมือนกับว่า การทำ งานของพนักงานทั้งหมดไร้คุณค่า
ทุกอย่างขึ้นกับผู้บริหารสูงสุดเพียงคนเดียวซึ่งความจริงหาเป็นเช่นนั้น
ที่จริงผู้บริหารสูงสุดส่วนใหญ่ แทบไม่ต้องทำอะไรเลย เนื่องจากมีผู้บริหารระดับรองลงมา
และพนักงานทำให้อยู่แล้วตนเองเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์เท่านั้น
ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้อย่าง ยิ่งโดยเฉพาะบริษัทในตลาดหลัก ทรัพย์
เพราะการให้ผลตอบแทนผู้บริหารสูงสุดมากเกินไป เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย
คุณประสาน ไตรรัตน์วรกุล น่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาว่า เงินค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุดของ
บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลัก-ทรัพย์ควรเป็นเท่าไร เช่น ไม่เกิน 40 เท่าของพนักงานที่มีรายได้ต่ำสุด
(นี่ให้มากกว่า Peter F. Drucker ถึง 20 เท่า)
ที่มา......หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|