free web hosting | free website | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting
Your Ad Here | TrafficFish | Freebies | Universities | Free Websites | Fashion | HairStyles | Travel | Games | Geoglebay | MP3s


ADD YOUR LINK

Small Business Loans | Learn To Build Websites | Turnkey Websites | Domain Names | Money Making | Forex | Real Estate | Autos

 สัญญาการเงินเพื่อบริหารภาระผูกพันด้านดอกเบี้ย

สัปดาห์ที่แล้วเราพูดถึง และยกตัวอย่าง การใช้สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate SWAP)

ใช้ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนผู้ออกตราสารหนี้

และรายได้นักลงทุนในตราสารหนี้

อย่างไรก็ตามนอกจากการใช้สัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย ยังมีตราสารอนุพันธ์ (Derivative Instruments)

สำหรับสินทรัพย์ทางการเงินประเภทอื่น ๆ

ที่มักถูกใช้ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนราคาสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดเงินและตลาดทุนที่สำคัญ

ส่วนใหญ่ในโลก สัปดาห์นี้เราจะจะดูลักษณะของอนุพันธ์ทางการเงินที่สำคัญ ๆ ในตลาดส่วนใหญ่

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ Forward (Forward Contracts)

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ FORWARD เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่ายที่ตกลงให้ด้านหนึ่งของคู่สัญญา

หรือที่เรียกว่าผู้ Short หรือ Seller ต้องส่งมอบสินทรัพย์ ที่ระบุไว้ในสัญญา หรือที่เรียกว่าสินทรัพย์อ้างอิง

(Underlying Asset) แก่อีกฝ่าย ในอนาคตข้างหน้า ตามเวลาและจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญา

ขณะที่อีกฝ่าย หรือผู้ Long หรือ Buyer ต้องชำระเงินค่าสินทรัพย์อ้างอิงในวันส่งมอบแก่ Seller ในราคาหรือ

จำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญา (Forward Contract Price หรือ Invoice Amount) การทำสัญญาแบบ Forward

นี้จุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์อ้างอิงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างช่วง

เวลาที่เริ่มต้นทำสัญญากับวันส่งมอบสินทรัพย์

ตัวอย่าง ผู้ส่งออกข้าว A ทำสัญญาส่งมอบข้าวกับผู้ซื้อต่างประเทศ โดยจะส่งมอบข้าว 10,000 เกวียน

โดยจะขายผู้ซื้ออีก 3 เดือนข้างหน้า ราคาเกวียนละ 4,000 บาท ซึ่งสมมติว่าเป็นราคาปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม

ผู้ส่งออก A อาจเกรงว่าช่วงเวลา 3 เดือนข้างหน้า ราคาข้าวในประเทศอาจปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 4,000 บาท

ทำให้ผู้ส่งออก A มีต้นทุนซื้อข้าวในประเทศเพื่อส่งมอบมากขึ้น

เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาข้าวดังกล่าว ผู้ส่งออกสามารถทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ

Forward กับผู้ขายข้าวในประเทศ โดยกำหนดให้ขายข้าวผู้ส่งออกอีก 3 เดือนข้างหน้า 10,000 เกวียน

ราคา 4,000 บาทต่อเกวียน ซึ่งจากการทำสัญญาดังกล่าว จะช่วยเป็นหลักประกันด้านต้นทุนแก่ผู้ส่งออก A

เช่นเดียวกับสัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ย ที่ถึงแม้สัญญา Forward

จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์อ้างอิง

แต่มีข้อควรตระหนักบางประการสำหรับผู้ที่ต้องการจะทำสัญญา Forward กล่าวคือเนื่องจากสัญญา Forward

เป็นสัญญาระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ซึ่งการกำหนดสัญญามักจะมีลักษณะเฉพาะเจาะจงเงื่อนไขต่าง ๆ

ในสัญญา เช่น ประเภทสินทรัพย์อ้างอิง และราคาที่ใช้ชำระเพื่อการส่งมอบ ตลอดจนเวลาส่งมอบ

จะถูกกำหนดตามเงื่อนไขคู่สัญญาที่เริ่มต้นทำสัญญา รูปแบบตลาดการทำสัญญา Forward

จึงเป็นลักษณะผ่านการเจรจาต่อรองระหว่างคู่สัญญา (Over-the-Counter) มากกว่าจะทำสัญญาหรือซื้อขาย

สัญญา Forward ในตลาดแลกเปลี่ยนกลาง (Exchange Market)

การที่สัญญา Forward ส่วนมากมักจะมีลักษณะเจาะจงดังกล่าว ทำให้สภาพคล่องการนำสัญญา Forward

ซื้อหรือขายต่อมีไม่มาก เนื่องจากเป็นการยากในการหาผู้ซื้อรายใหม่ ที่ต้องการซื้อสัญญาที่ต้องการเงื่อนไข

ในสัญญา ในลักษณะที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้การทำสัญญา Forward จะไม่มีการวางสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันการปฎิบัติตามสัญญา

หรือเรียกเก็บส่วนต่างจากการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิงในช่วงเวลาในสัญญา

ผู้ที่ทำสัญญาจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระเงิน หรือส่งมอบสินทรัพย์อ้างอิงที่อาจเกิดขึ้น

ได้จากคู่สัญญา

โดยทั่วไปสินทรัพย์อ้างอิงในการทำสัญญา Forward อาจเป็นสินค้าทั่วไป เช่น สินค้าเกษตร เช่น ข้าว

ดังตัวอย่างข้างต้น เงินตราระหว่างประเทศ หรือหลักทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ เป็นต้น

สำหรับการทำสัญญา Forward บนดอกเบี้ยนั้น มีหลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะมีลักษณะสัญญาแตกต่างจาก

ตัวอย่างข้างต้น ทั้งนี้รูปแบบการทำสัญญา Forward บนอัตราดอกเบี้ยที่สำคัญ ได้แก่การทำสัญญาแบบ

Forward Rate Agreements (FRA)

สัญญาแบบ Forward Rate Agreements (FRA) เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ที่ตกลงจะชำระส่วนต่างที่อาจ

จะเกิดขึ้น จากการที่อัตราดอกเบี้ยในอนาคตปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญา

โดยคำนวณจากเงินต้นที่ระบุไว้ โดยข้างหนึ่งของผู้ทำสัญญา หรือผู้ขายหรือที่เรียกว่า FRA seller

จะจ่ายส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นแก่อีกฝ่ายในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ

วันส่งมอบในอนาคตปรับตัวสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในสัญญา ขณะที่อีกฝ่ายที่เรียกว่า FRA

buyerจะจ่ายส่วนต่างที่เกิดจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยกรณีที่อัตราดอกเบี้ยในอนาคตปรับตัวลดลงกว่า

อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้

ตัวอย่าง บริษัท A ทำสัญญา FRA กับบริษัท B บนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน

โดยกำหนดให้ดอกเบี้ยในสัญญาเท่ากับร้อยละ 8 ต่อปี ที่เงินต้น 100,000 บาท โดยกำหนดส่งมอบอีก 3 เดือน

ทั้งนี้ให้บริษัท A เป็น FRA buyer และ บริษัท B เป็น FRA Seller

อีก 3 เดือนต่อมา ดอกเบี้ยเงินฝากประจำเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12 ต่อปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ บริษัท B ซึ่งเป็น Seller

ต้องจ่ายส่วนต่างจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเท่ากับร้อยละ 4 (12-8) หรือคิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับ

4%x100,000 = 4,000 บาท แก่บริษัท A

อย่างไรก็ตามหากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลงเหลือร้อยละ 6 ต่อปี บริษัท A ซึ่งเป็น FRA buyer

จะเป็นผู้จ่ายส่วนต่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับร้อยละ 2 (8-6) หรือคิดเป็นจำนวนเงินทั้งหมดเท่ากับ 2%x100,000 =

2,000 บาท แก่บริษัท Bแทน



 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved