ออปชั่น (Option)
ดูวิธีการใช้ออปชั่นป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนสินทรัพย์อ้างอิง เราแบ่งประเภทออปชั่นเป็น 2 ส่วนใหญ่
ๆ คือคอลออปชั่น (Call Option) ซึ่งให้สิทธิผู้ถือซื้อสินทรัพย์อ้างอิงจำนวน ราคา และเวลาที่ระบุในอนาคต
ผู้ซื้อจะเลือกใช้สิทธิซื้อสินทรัพย์ตามสัญญาหรือไม่ก็ได้
และพุทออปชั่น (Put Option) ให้สิทธิผู้ถือขายสินทรัพย์อ้างอิงที่จำนวน ราคา
และเวลาที่ระบุในอนาคตผู้ซื้อจะเลือกใช้สิทธิขายสินทรัพย์ตามสัญญาหรือไม่ก็ได้
ออปชั่นมีราคาเหมือนสินค้าอื่นๆ เรียกราคาออปชั่นว่าค่าธรรมเนียม ซึ่งปกติค่าธรรมเนียมหรือราคาออปชั่น
ต้นทุนต่ำกว่าเงินลงทุนสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรงมากโดยราคาออปชั่นมักเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคา
สินทรัพย์อ้างอิง
• ความแตกต่างออปชั่น กับหุ้นสามัญ หรือตราสารหนี้
ถ้ามองส่วนของผู้ออก การออกออปชั่นแตกต่างจากการออกหุ้นสามัญ หรือตราสารหนี้โดย
หุ้นสามัญ หรือตราสารหนี้ มักออกโดยบริษัท หรือหน่วยงาน ที่ต้องการระดมทุนจากนักลงทุน แต่ออปชั่น
ถ้าเป็นตลาดที่ทำลักษณะ Exchange Trade จะออกโดยตลาดหลักทรัพย์ ถ้าเป็นลักษณะตลาด Over the
counter (OTC) ออปชั่นจะออกโดยธนาคารพาณิชย์ เรียกผู้ออกว่า "Writers" ส่วนผู้ซื้อออปชั่นส่วนใหญ่
เป็นสถาบันการเงิน ผู้จัดการการลงทุน บริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ และบุคคลทั่วไป
• ออปชั่นกับการป้องกันความเสี่ยง
การที่ตลาดออปชั่นเปิดโอกาสให้ซื้อขายสัญญาระหว่างนักลงทุนด้วยกันตามราคาที่เปลี่ยนไปในตลาด
ทำให้นักลงทุนสามารถจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ เช่น กรณี Call Option
หากราคาตลาดสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันที่ใช้สิทธิ ต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ นักลงทุนจะไม่ใช้สิทธินั้น
และปล่อยให้ออปชั่นหมดอายุ ซึ่งจะขาดทุนสูงสุดเท่ากับค่าธรรมเนียมที่จ่ายซื้อออปชั่นนั้น
ทางกลับกัน ถ้าราคาตลาดสินทรัพย์อ้างอิงสูงกว่าราคาใช้สิทธิ นักลงทุนจะเลือกใช้สิทธิซื้อ
สินทรัพย์ราคาตามสิทธิ ซึ่งทำให้เขาได้กำไรเท่ากับส่วนต่างราคาตลาดกับราคาใช้สิทธิ
หลังหักค่าธรรมเนียมออปชั่นแล้ว ซึ่งขยายผลตอบแทนให้นักลงทุนได้
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นลองดูตัวอย่างการใช้ออปชั่นป้องกันความเสี่ยง
สมมติบริษัทจัดการลงทุน A จำเป็นต้องซื้อหุ้นกู้ B อีก 6 เดือนข้างหน้า 100 หน่วย ปัจจุบันราคา 1,010
บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตามบริษัท A กังวลว่าราคาหุ้นกู้ B อาจปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต
จึงป้องกันความเสี่ยง โดยซื้อคอลออปชั่น ที่ให้สิทธิซื้อหุ้นกู้ B ที่ราคา 1,010 บาท 100 หน่วย
โดยกำหนดใช้สิทธิอีก 6 เดือนข้างหน้า ราคาออปชั่น 1.5บาทต่อหน่วย
จากตัวอย่าง การซื้อสัญญาคอลออปชั่นดังกล่าว บริษัท A ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อหุ้นกู้ A
ทันทีที่ต้องใช้เงินลงทุน 101,000 บาท (1,010 บาท x 100 หน่วย) แต่จ่ายเพียงมูลค่าออปชั่น ซึ่งเท่ากับ 150
บาท (1.5 บาท x 100 หน่วย) หากอีก 6 เดือนต่อมา ราคาหุ้นกู้ B ในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็น 1,050 บาท
บริษัทจัดการลงทุน A สามารถใช้สิทธิออปชั่นซื้อหุ้นกู้ B จากผู้ขาย ที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่าราคาตลาด
และทำกำไรจากการขายได้เท่ากับ (1,050-1,010) x 100 = 4,000 บาท กำไรสุทธิเท่ากับ กำไรจากส่วนต่าง
หักด้วยมูลค่าออปชั่น 3,850บาท (4,000-150)
ตรงข้ามหากราคาหุ้นกู้ B ไม่เปลี่ยนแปลง หรือปรับตัวลดต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ บริษัท A
จะสามารถเลือกไม่ใช้สิทธิออปชั่นที่ซื้อ โดยปล่อยให้ออปชั่นหมดอายุ และซื้อหุ้นกู้ B
จากตลาดตราสารหนี้โดยตรง ซึ่งบริษัท A จะจำกัดต้นทุนที่เสียไปแค่มูลค่าออปชั่นที่ 150บาทเท่านั้น
ตัวอย่างข้างต้นเป็นรูปแบบวิธีการอย่างง่ายๆ
ใช้ออปชั่นป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาสินทรัพย์อ้างอิง อย่างไรก็ตามในทางปฎิบัติ
มีกลยุทธ์การลงทุนออปชั่นอีกหลายรูปแบบที่ถูกใช้ป้องกันความเสี่ยง
และเช่นเดียวกับเครื่องมือที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงประเภทอื่น ๆ ในการบริหารความเสี่ยง
นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจลักษณะ ตลอดจนพฤติกรรมการเคลื่อนไหวราคาออปชั่น

|