ภาษีอากรที่เกี่ยวข้อง (Taxation)
การศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีอากรนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับตัวเราเองแล้ว
ยังทำให้เราสามารถปฏิบัติตัวเกี่ยวกับภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง
และทำให้เราสามารถเปรียบเทียบการจ่ายภาษีแบบต่างๆ และสามารถเลือกได้ถูกว่า
เราควรจะจ่ายภาษีแบบใด เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุดพอพูดถึง "ภาษีอากร"
หลายคนก็อาจจะรู้สึกไม่อยากฟัง ทั้งๆ ที่ก็สนใจอยากรู้ว่าภาษีที่ตนเองต้องเกี่ยวข้องนั้นเป็นยังไง
และเราควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง แต่แค่คิดที่จะเริ่มอ่านเพื่อศึกษา
เราก็จะมีความรู้สึกส่วนตัวนำไปก่อนแล้วว่า มันยาก และยิ่งคราวนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกันในเรื่องของ
"ภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนที่ลงทุนในตลาด
หลักทรัพย์" หลายคนเมื่อฟังชื่อหัวข้อแล้วก็คงไม่อยากฟัง ขอข้ามไปอ่านหัวข้ออื่นก่อนดีกว่า แต่จริงๆ แล้ว
ขอบอกว่า ภาษีอากรนั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากจนเกินไปอย่างที่หลายๆ คนคิด
แต่เป็นเรื่องที่คนที่คิดจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ควรจะทราบเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ เพราะ
การศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีอากรนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับตัวเราเองแล้ว
ยังทำให้เราสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับการเสียภาษีอากร
และทำให้เราสามารถเปรียบเทียบการจ่ายภาษีแบบต่างๆ และสามารถเลือกได้ถูกว่า
เราควรจะจ่ายภาษีแบบใด เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด
โดยเราสามารถแยกการเสียภาษีอากรตามประเภทของบุคคลได้ใน 2 ลักษณะดังนี้
ภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดา
ภาษีอากรสำหรับนิติบุคคล
คาดว่าผู้อ่านคอลัมน์นี้ส่วนใหญ่ น่าจะเป็นบุคคลธรรมดามากกว่าบริษัท หรือนิติบุคคล ดังนั้น
คราวนี้เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า ถ้าเราเป็นคนธรรมดาทั่วๆ ไป ที่ต้องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
และวันหนึ่งเราได้กำไรจากการลงทุนขึ้นมา เราจะต้องเสียภาษีอะไรอย่างไรบ้าง
ภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดา
จากการเก็บรวบรวมหลักเกณฑ์ การจัดเก็บภาษีอากร สำหรับบุคคลธรรมดา
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้
หน่วยลงทุน และพันธบัตรขององค์กรของรัฐบาล เราสามารถแจกแจงรายละเอียด
เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเสียภาษีอากรตามประเภทของเงินได้
โดยทำเป็นตารางเพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน และทำความเข้าใจดังนี้
ประเภทของเงินได้หลักเกณฑ์การเสียภาษีอากร
1. รายได้ที่ได้จากกำไร จากการขายหลักทรัพย์จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้น
ไม่ต้องนำเงินกำไรจากการขายหลักทรัพย์จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์มาคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี
2. รายได้จากเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจดทะเบียน, บริษัทจำกัด,
หรือบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สามารถเลือกได้ 2แบบคือ
1. เลือกที่จะถูกหักภาษี ณที่จ่าย 10%หรือ
2. เลือกที่จะนำเงินปันผลนั้น มารวมคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปี
และยังได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลอีกด้วย
3. รายได้จากเงินปันผลจากกองทุนรวม สามารถเลือกได้ 2 แบบ คือ 1. เลือกที่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
10%หรือ
2. เลือกที่จะนำเงินปันผลนั้นมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปี
(หมายเหตุ กรณีผู้ลงทุนเป็นชาวต่างประเทศ จะไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
แต่สิ้นปีต้องนำเงินปันผลไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเสมอ)
4. รายได้จากเงินปันผล ที่ได้จากบริษัท ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้รับการยกเว้น
ไม่ต้องนำเงินปันผลนั้นมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี
5. รายได้ที่ได้จากดอกเบี้ยหุ้นกู้ หรือดอกเบี้ยพันธบัตรขององค์การของรัฐบาล จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้
แต่ในกรณีที่มีรายได้อยู่ในช่วงที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 10%เราควรเลือกที่จะนำดอกเบี้ยนั้นมา
รวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้มากกว่าเพราะจะทำให้เราสามารถยื่นเรื่องขอคืนภาษีที่จ่ายเกินไปได้
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น
เราจะถูกเรียกเก็บภาษี จากบริษัทหลักทรัพย์ที่บริการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับเราในอัตราร้อยละ
7ของค่านายหน้าที่บริษัทหลักทรัพย์นั้นเรียกเก็บ
แหล่งที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

|