พร้อมหรือยังสำหรับการลงทุนในหุ้น (ต่อ)
ดัชนีราคาหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectoral Indices) เพื่อใช้พิจารณาการเคลื่อนไหวของหุ้น
ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมว่าเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นอย่างไรในช่วงนั้นๆ
ซึ่งดัชนีนี้จะมีประโยชน์กับนักลงทุนที่ต้องการดูการเคลื่อนไหวของหุ้นเฉพาะกลุ่ม ดูเป็นรายอุตสาหกรรม
และสามารถเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กับหุ้นที่เราสนใจ
ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันได้จากคราวที่แล้ว ที่เราได้ทำความรู้จักกับดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์
(SET Index) ได้ระดับหนึ่ง มาคราวนี้เราจะมาดูถึง ข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ (Basic Information) ตัวอื่นๆ กันบ้าง
ซึ่งข้อมูลที่เราควรจะรู้จักนอกจาก SET Index แล้ว ยังมีดัชนีราคาหุ้นอื่นๆ ที่น่าสนใจ และมีการคิดค้นกันขึ้นมา
เพื่อใช้พิจารณาแนวโน้ม ของตลาดหลักทรัพย์ตามสถานการณ์ในช่วงต่างๆ เช่นดัชนี SET 50 Index
เป็นดัชนีราคาหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์จัดทำขึ้นอีกตัวหนึ่ง
เพื่อใช้แสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัวที่มีมูลค่าตลาดสูง
และการซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอ สูตรและวิธีการคำนวณเป็นเช่นเดียวกับการคำนวณ SET
Index แต่ใช้วันที่ 16 สิงหาคม 2538 เป็นวันฐาน และดัชนีราคาหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectoral Indices)
เพื่อใช้พิจารณาการเคลื่อนไหวของหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมว่าเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นอย่างไรในช่วงนั้นๆ
ซึ่งดัชนีนี้จะมีประโยชน์กับนักลงทุนที่ต้องการดูการเคลื่อนไหวของหุ้นเฉพาะกลุ่ม ดูเป็นรายอุตสาหกรรม
และสามารถเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กับหุ้นที่เราสนใจ
ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันได้
นอกจากดัชนีหลักทรัพย์ต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว ข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญที่เราควรรู้เพื่อการวิเคราะห์ ก็คือ
ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ มักเป็นตัวเลขที่นักลงทุนมักได้ยินควบคู่กันไปกับดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น แสดงให้นักลงทุนอย่างเราได้รู้ว่าในวันหนึ่งๆ
นั้นมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มากน้อยแค่ไหน หรือที่เรามัก ได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ ว่า
"วันนี้ตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขายหนาแน่น
หรือคึกคัก เพียงใด" นั่นหมายความว่า ถ้าภาวะตลาดดี นักลงทุนก็จะเข้ามาลงทุนทำการซื้อขายกันมาก
ในทางตรงกันข้าม หากภาวะตลาดซบเซา นักลงทุนก็จะเข้ามาทำการซื้อขายกันน้อยลง
ดังนั้นปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์
จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถบอกเราได้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ดังนั้นจึงอาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น
มีความสำคัญต่อการพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามไปก็คือ จำนวนหุ้นที่มีราคาปิดสูงขึ้น
ลดลงหรือเท่าเดิม หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วราคาปิดนี้มันจะช่วยบอกอะไรเราได้เหรอ???
ก็ขอบอกว่ามันช่วยให้เรารู้ถึงแนวโน้มของตลาดจะเป็นอย่างไรได้ เช่น หากวันใดที่หุ้นส่วนใหญ่มีราคาปิดสูงขึ้น
ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นภาพของสภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ดี ในทางตรงกันข้าม
หากวันใดที่ราคาหุ้นส่วนใหญ่ติดลบ ก็สะท้อนให้เห็นสภาพตลาดที่อาจไม่ดีนัก
หรือถ้าหุ้นส่วนใหญ่มีราคาปิดค่อนข้างคงที่ ก็แสดงว่า ตลาดหลักทรัพย์น่าจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ๆ
นั่นคือ ราคาหุ้นในตลาดส่วนใหญ่คงเคลื่อนไหวขึ้นลงไม่มากนัก
ซึ่งเราอาจจะพิจารณาทิศทางที่ปริมาณหุ้นเปลี่ยนแปลงไปโดยการวิเคราะห์ตลาดด้วยตนเองได้
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้อาจเป็นการมองภาพในระยะสั้นๆ เรายังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ
มาประกอบในการวิเคราะห์ด้วย เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจโลก คุณภาพของหุ้นรายตัว นโยบายด้านตลาดเงิน
ตลาดทุนของทางภาครัฐ เป็นต้น

|