free web hosting | website hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 ก้าวไกลวิสัยทัศน์ :ความยากไร้ทางสารสนเทศ

พวกเราคงต้องถามตัวเองกันแล้วว่า องค์กรที่เราทำงานอยู่มีอาการอันสืบเนื่องจากความยากไร้ทางสารสน

เทศปรากฏขึ้นบ้างหรือไม่ อย่าคิดว่า ถ้ามีระบบไอทีใช้งานอยู่แล้ว ถือว่าเป็นองค์กรที่ร่ำรวยข้อมูลข่าวสาร

ความยากไร้ที่เกิดจากข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ หรือใช้ข้อมูลข่าวสารไม่เป็น จะแปลกประหลาดกว่าความ

ยากจนอื่นๆ กล่าวคือ ผู้ที่ยากจนเงินทองรู้ตัวทันทีว่า ไม่มีเงินเพียงพอ แต่ยากไร้สารสนเทศเป็นความยาก

จนที่ไม่รู้ตัว คำถามก็คือจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรนั้นๆ มีความยากไร้ทางสารสนเทศหรือไม่

ธนาคารโลกเคยกล่าวไว้ว่า องค์กรใดที่มีความยากไร้ทางสารสนเทศ จะมีอาการ 3 ประการปรากฏขึ้น

เริ่มต้นด้วยประการแรก เป็นสังคมที่มีการวางแผนโดยปราศจากข้อเท็จจริงกล่าวคือนึกเอาเองฝันเอาเองว่า

จะเป็นอย่างนี้จะเป็นอย่างนั้น โดยปราศจากการพิจารณาข้อเท็จจริงว่าจะสามารถเป็นไปตามที่วางแผน

ได้หรือไม่ยกตัวอย่างเช่น เคยทำธุรกิจฝึกอบรมช่างเทคนิคมานานหลายสิบปี วันดีคืนดีก็ประกาศแผนการว่า

ต่อไปนี้จะเปลี่ยนธุรกิจมาเป็นรับจ้างทำวิจัยเทคโนโลยีระดับสูงแทน โดยไม่ดูว่าทรัพยากรบุคคลที่บริษัทมี

อยู่นั้น มีไว้เพื่อการฝึกอบรมช่างเทคนิคให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่นักวิจัยที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูง

แต่ประการใด วางแผนดังนี้ แผนจึงเป็นเพียงแผน ไม่มีวันกลายเป็นจริงตามที่คาดหวังไว้ได้อาการแห่งความ

ยากไร้ทางสารสนเทศอาการนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ที่แย่ก็คือส่วนใหญ่จะเกิดกับองค์กรที่ผู้คนมีการศึกษา

สูงๆ เสียด้วย เพราะท่านเหล่านั้นเชื่อมั่นว่า ตนเองเก่งกาจ สามารถบันดาลให้เกิดความสำเร็จได้ทุกอย่าง

อาการวางแผนโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงจึงปรากฏขึ้นบ่อยกว่าที่เกิดขึ้นในองค์กรที่มีผู้มีการศึกษาน้อยกว่า

ที่เจียมเนื้อเจียมตัววางแผนไปข้างหน้าแต่เพียงที่ตนเองคาดว่า พอจะเอื้อมถึงได้ บ่อยครั้งคนกลุ่มนี้มัก

ถูกดูถูกเหยียดหยามว่า ไร้วิสัยทัศน์

ประการที่สอง สังคมที่มีความยากไร้ทางสารสนเทศจะทำงานโดยปราศจากข้อมูลข่าวสารสนับสนุน

ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ที่ไม่ตั้งใจเกิดจากการที่องค์กรนั้นไม่มีระบบรวบรวมข้อมูลข่าวสาร

ที่เพียงพอ เพื่อกิจการนั้นๆ ส่วนที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจนั้น เกิดขึ้นจากอวิชาที่ผู้บริหารสำนึกตนเองว่า รู้หมด

แล้วทุกเรื่อง จึงไม่สนใจที่จะเรียกดูข้อมูลใดๆ มาใช้ในการทำงาน เรียกว่าสั่งการตามสัญชาตญาณอย่างแท้จริง

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่ทำธุรกิจฝึกอบรมช่างเทคนิคที่กล่าวถึงในตอนต้น ปรากฏว่า ทำการฝึกอบรมไป

โดยไม่เคยรู้ว่า หลักสูตรนั้นเป็นที่ต้องการมากน้อยเพียงไร ไม่มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ เพราะไม่รู้ข้อมูล

ความต้องการหลักสูตรใหม่ๆ ว่าเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่า เคยฝึกอบรมอะไรก็ทำซ้ำซากไปเรื่อยๆ แถมยังคิด

ว่าหลักสูตรฝึกอบรมของตนเป็นที่ชื่นชมของลูกค้าเวลาผ่านไปนานเข้าเลยสำนึกตัวผิดว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญ

คิดเลยเถิดไปถึงว่าลูกค้าอยากให้ตนเองปรับเปลี่ยนมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ค้นคว้าวิจัยเทคโนโลย

ีชั้นสูงแทนบริการการฝึกอบรมพื้นฐานแบบเดิมยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารของบริษัทนี้ แทนที่จะสนใจว่า วิทยากร

ฝึกอบรมของบริษัทตนนั้น ฝึกอบรมได้ดีเพียงใด ถูกใจลูกค้าหรือไม่ กลับไปสนใจว่า วิทยากรเหล่านั้นทำ

มาหากินอะไรเพิ่มเติมบ้างในวันหยุด นอกเหนือจากการทำงานให้บริษัทในวันทำการ กลายเป็นว่าข้อมูลที่ควร

จะมีก็ไม่มี แต่มีข้อมูลที่ไม่จำเป็นแทนอาการยากไร้ทางสารสนเทศแบบนี้ มีผลให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่สอด

คล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ง่าย เพราะผู้บริหารทึกทักเอาเองว่า บริการอันนั้นดีอันนี้ดีเป็นที่ต้องการ

ของลูกค้าโดยปราศจากการสำรวจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าองค์กร

นั้นมีอาการยากไร้ทางสารสนเทศแบบนี้ อีกเหตุการณ์หนึ่ง ได้แก่ การเริ่มต้นทำโครงการใหม่ๆ ในองค์กร

ประเภทนี้ มักจะคิดโครงการขึ้นเองก่อนแบบลอยๆแล้วจึงพยายามหาหลักการและเหตุผลมาสนับสนุนโครง

การของตน โดยพยายามเสาะหาข้อมูลสารพัดมาสนับสนุนโครงการข้อมูลใดที่เป็นความล้มเหลวของโครง

การที่คล้ายๆ กัน ก็จะไม่สนใจนำมาใช้แต่อย่างใดซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะทำคือ เริ่มต้นด้วยการสำรวจ

ข้อมูลของโครงการอื่นๆ ที่คล้ายๆ กันก่อนแล้วจึงนำข้อดีข้อเสียของโครงการเหล่านั้นมาสังเคราะห์เป็น

โครงการใหม่ในหน่วยงานของตนซึ่งโครงการใหม่นี้จะรวบรวมข้อดีในขณะที่กำจัดจุดอ่อนที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

กับองค์กรอื่นออกไป วิธีป้องกันตนเองจากอาการความยากไร้ทางสารสนเทศนี้คือ ถามตนเองอยู่เสมอว่า

งานที่กำลังทำอยู่นั้น มีข้อมูลจริงๆ อยู่ในมือแล้วหรือยัง

ประการที่สาม สังคมไทยที่ยากไร้ทางสารสนเทศจะไม่สนใจเปรียบเทียบข้อมูลข่าวสารของตนกับข้อมูล

ข่าวสารในสังคมอื่นแต่ประการใดเปรียบเสมือนนักมวยที่ขึ้นเวทีโดยไม่เคยหาข้อมูลการชกของคู่ต่อสู้มา

เปรียบเทียบกับตนเอง ถ้านักมวยคนนี้ไม่เป็นสุดยอดฝีมือระดับหมัดมหากาฬ ก็คงเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

กับนักมวยผู้ยากไร้สารสนเทศคนนี้ อาการประการที่สามนี้ส่งเสริมให้เกิดการเปรียบเทียบโดยเลือก

ใช้ข้อมูลข่าวสารเฉพาะที่เข้าข้างตนเอง เช่นเปรียบเทียบรายได้ขององค์กรของตนกับรายได้ขององค์กรที่มี

ขนาดเล็กกว่า แล้วกล่าวว่าองค์กรของตนมีประสิทธิภาพในการจัดหารายได้สูงกว่าองค์กรอื่น

ในขณะที่เวลาเปรียบเทียบรายจ่ายก็เปลี่ยนไปเปรียบเทียบกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่กว่าแล้วกล่าวว่าองค์กร

ของตนมีการทำงานที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าองค์กรอื่นจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วองค์กรนี้มีขีดความสามารถทางด้าน

รายรับรายจ่ายอยู่ในระดับใดในกิจการประเภทเดียวกันวิธีแก้ง่ายๆ วิธีหนึ่งคือ ต้องถามตนเองอยู่เสมอว่า

งานที่เราทำอยู่ในวันนี้ ผลงานที่เกิดขึ้นเทียบได้กับคนอื่นที่ทำงานคล้ายๆ กับเราได้หรือไม่ พวกเราคงต้อง

ถามตัวเองกันแล้วว่า องค์กรที่เราทำงานอยู่มีอาการอันสืบเนื่องจากความยากไร้ทางสารสนเทศปรากฏ

ขึ้นบ้างหรือไม

โปรดอย่าคิดว่า ถ้ามีระบบไอทีใช้งานอยู่แล้ว ถือว่าเป็นองค์กรที่ร่ำรวยข้อมูลข่าวสาร บทพิสูจน์ที่เกิดขึ้นเมื่อ

ครั้งประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 แสดงให้เห็นว่า องค์กรที่มีระบบไอทีชั้นดีราคาแพง

แต่ไม่มีความมั่งคั่งทางข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอก็ไม่สามารถรอดจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจใน

ครั้งนั้นได้แต่อย่างใดขอเน้นอีกครั้งว่า แม้ว่าจะมีความมั่งคั่งทางด้านอุปกรณ์ไอทีแต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด

ความยากไร้ทางสารสนเทศขึ้นได้

ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved