free web hosting | website hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

Sign up for a web hosting account at 741.com

 ระบบคอมพิวเตอร์บริหารองค์กร ERP

ผศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช

แนวความคิด การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการองค์กร เริ่มจากความสำคัญด้านการผลิต

เนื่องจากการควบคุมการผลิต จำเป็นต้องมีการวางแผนการผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้มีสินค้าคงคลังน้อย

ที่สุด และสามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ตรงเวลา แนวความคิดของวิทยาศาสตร์การจัดการ (Management

Science) จึงถูกนำมาใช้ โดยพัฒนาเป็นระบบคอมพิวเตอร์

ในยุคแรก การวางแผนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัตถุดิบ จึงมักเรียกระบบคอมพิวเตอร์นี้ว่า MRP

(Material Requirement Planning)

จากนั้นเกิดการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยวิเคราะห์การวางแผนการผลิตมากขึ้น เช่น จะใช้สูตรการผลิตใด

ใช้เครื่องจักรตัวใด ในวันใดเพื่อผลิตสินค้า จึงเป็นการรวมระบบ MRP เข้ากับ Master Plan

Scheduling เกิดเป็นระบบคอมพิวเตอร์เพื่อจัดการโรงงาน

ยุคที่ 2 เรียกว่า Manufacturing Resource Planning หรือเรียกย่อๆ ว่า MRP II

ซึ่งทำให้การทำงานของฝ่ายผลิตเกี่ยวข้องกับฝ่ายต่างๆ มากขึ้น แนวความคิดด้านโลจิสติกส์

และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ได้รับการพัฒนา

เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริษัทในการแข่งขัน

โปรแกรมส่วนใหญ่ในยุคนี้ถูกพัฒนาด้วยภาษา COBOL และการทำงานยังเป็นลักษณะ Dumb

Terminal คือระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดออนไลน์เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับมินิเช่น AS/400 ของ

IBM หรือถ้าเป็นโรงงานขนาดย่อมลงมาหน่อยก็เลือกใช้ RS/6000

ซึ่งเป็นเครื่องระดับเวอร์คสเตชั่นจากค่าย IBM เช่นกัน

หน้าจอของระบบเป็นข้อความอย่างเดียว ไม่มีสีสัน การเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ ณ

เวลานั้นยังไม่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงต้องวางสายไฟเบอร์ วงจรขององค์กรโทรศัพท์

หรือบางพื้นที่ต้องใช้ดาวเทียม ซึ่งมีต้นทุนสูง และมักมีปัญหาในการส่งข้อมูล

จากนั้น ยุคคอมพิวเตอร์ ออนไลน์ ได้เปลี่ยนเป็นยุคของระบบเครื่องลูกข่าย-แม่ข่าย (Client-Server)

หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่ผู้ใช้ระบบ นั้นไม่ dumb อีกต่อไป

แต่จะสามารถรันโปรแกรมและประมวลผลบางส่วนบนเครื่องลูกข่ายได้ด้วย

ทำให้สามารถจัดหน้าจอได้สวยงามขึ้น

เช่นหากผู้จัดการฝ่ายขาย ต้องการวิเคราะห์การขายให้กับลูกค้ารายหนึ่ง

ในระบบเดิมคำสั่งจะถูกส่งไปประมวลผลบนฐานข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย

และส่งผลลัพธ์กลับมาเป็นตัวเลข ซึ่งแสดงเป็นตารางบนหน้าจอเครื่องที่ผู้จัดการใช้ แต่ในระบบเครื่องลูกข่าย-

แม่ข่ายนี้ ตัวเลขที่เครื่องแม่ข่าย ส่งกลับมา สามารถนำมาประมวลผลต่อด้วยเครื่องลูกข่าย

เพื่อแสดงผลเป็นกราฟหรือใช้ในการวิเคราะห์ด้านต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของระบบนี้คือ หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรม แม้เพียงเล็กน้อย

ก็จะต้องทำการติดตั้งโปรแกรมใหม่บนเครื่องลูกข่ายทุกเครื่อง

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นยุคของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

ซึ่งนอกจากการเชื่อมต่อเครือข่ายที่สะดวก และค่าใช้จ่ายที่ลดลงอย่างมหาศาลแล้ว

การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภายใต้ระบบอินเทอร์เน็ตยังเป็นระบบที่ยืดหยุ่น

และรวมข้อดีของทั้งสองระบบเก่าเข้าด้วยกัน คือ ให้โปรแกรมระบบติดตั้งอยู่ที่เครื่องแม่ข่าย

ส่วนเครื่องลูกข่ายนั้นติดตั้งเพียงโปรแกรมเวบบราวเซอร์ เช่น Internet Explorer หรือ Netscape

เท่านั้น

โปรแกรมเหล่านี้จะมีความยืดหยุ่น และมีศักยภาพในการประมวลผลระดับหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อมีการพัฒนาโปรแกรมแปลภาษา Java ติดตั้งบนบราวเซอร์เหล่านี้

สามารถทำให้เครื่องลูกข่ายสามารถรันโปรแกรมและข้อมูลที่ส่งมาจากเครื่องแม่ข่ายได้โดยสะดวก ระบบ

BizGame เองก็ถูกพัฒนาด้วยรูปแบบนี้ ซึ่งสามารถแสดงภาพกราฟฟิกได้

โดยแบ่งการประมวลผลระหว่างเครื่องลูกข่ายและแม่ข่าย

หันกลับมาดูด้านระบบคอมพิวเตอร์บริหารโรงงานบ้าง ได้มีการพัฒนา MRP II เข้าเชื่อมต่อกับงานด้านต่างๆ

นอกเหนือจากการผลิต เช่น ฝ่ายขาย ขนส่ง และฝ่ายบัญชี ยกตัวอย่างเช่น

เมื่อฝ่ายขายรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามา ระบบจะทำการสั่งผลิต โดยผ่านระบบวางแผนการผลิต

หากต้องใช้วัตถุดิบหรือสั่งซื้อสินค้าจากภายนอก ระบบ Material Requirement Planning

ก็จะระบุปริมาณสั่งซื้อ พร้อมทั้งออกใบสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ

ซึ่งจะเห็นว่าตอนนี้ การผลิตเริ่มเข้ามาเชื่อมกับงานด้านการเงินแล้ว

เมื่อวัตถุดิบมาส่งในคลังรับสินค้าและข้อมูลถูกบันทึกที่คลัง ฝ่ายบัญชีจะทราบสถานะสินค้าคงคลัง

(Inventory) และหากการสั่งซื้อนี้บริษัทได้รับเครดิตจากผู้ขาย จะมีการโพสต์รายการเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้

(Account Payable) โดยอัตโนมัติ เมื่อผลิตสินค้าตามสั่งเสร็จแล้ว ส่งเข้าคลัง

ก็จะมีการลงบัญชีสินค้าคงคลัง และระบบจะวางแผนการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมลงบัญชีลูกหนี้

(Account Receivable) โดยอัตโนมัติ เช่นกัน

ส่วน ระบบจะมีบัญชีอื่นๆ เช่น ค่าแรงประกอบด้วย ซึ่งอาจเชื่อมกับการผลิต

เพราะสินค้าบางชนิดอาจจ่ายค่าแรงคนงานตามปริมาณชิ้นงานที่ผลิตได้ หรืออาจมีการ Outsource

การผลิตนั้นให้กับโรงงานภายนอก ผู้บริหารสามารถเรียกข้อมูลเหล่านี้ดูสถานะการเงิน การขาย การผลิต

ได้ตลอดเวลา

จะเห็นว่าระบบคอมพิวเตอร์ใช้บริหารทรัพยากรของทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงแต่ฝ่ายการผลิตเท่านั้น

แต่ยังรวมถึงเงินทุน พนักงานด้วย จึงมีผู้เรียกชื่อระบบนี้ใหม่ว่า ERP หรือ Enterprise Resource

Planning ซึ่งเป็นระบบบริหารหลักขององค์กรที่ใช้ในปัจจุบัน ผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่ในตลาดนี้คือ SAP

PeopleSoft ซึ่งราคาซอฟต์แวร์เหล่านี้ก็แพงสมความสามารถของระบบเช่นกัน

ในอเมริกามีการประมาณการตัวเลขต้นทุนในการวางระบบ ERP ว่าอยู่ในราว 2000

ดอลลาร์สหรัฐต่อพนักงาน 1 คน

อย่างไรก็ตาม ในการวางระบบ ERP ที่ประสบความสำเร็จนั้น ต้นทุนส่วนใหญ่

ไม่ได้อยู่ที่ค่าซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ แต่อยู่ที่ค่าที่ปรึกษาวางระบบ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบ ERP

นั้นถูกออกแบบให้ทำงานตามกระบวนการธุรกิจที่เป็นมาตรฐาน

ในขณะที่ธุรกิจทั่วไปก่อนใช้ระบบคอมพิวเตอร์อาจมีการทำงานที่ไม่เป็นระบบหรือมาตรฐานขึ้น

หากไม่มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการวางระบบแล้ว ฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรจะถูกเรียกร้องให้วางระบบ

และแก้ไขซอฟต์แวร์ (Customization) ให้ระบบทำงานตามรูปแบบปัจจุบัน

เนื่องจากเป็นสิ่งที่พนักงานเคยชินอยู่แล้ว

ที่ปรึกษาระบบจะมองปัญหานี้กลับกัน โดยเริ่มจากการวิเคราะห์กระบวนการทำงานของบริษัท

และเสนอแผนการเปลี่ยนแปลงองค์กร (Change Management) หรือจะเรียกว่ายกเครื่อง (Re-

engineer) ก็ได้ ก่อนเกิดการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์

การเปลี่ยนแปลงองค์กรเป็นงานใหญ่ และต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวของผู้นำองค์กร

ข้อดีของการจ้างที่ปรึกษาภายนอก คือ ลดข้อขัดแย้งหรือการเมืองภายในองค์กร

ทั้งยังสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนขององค์กรได้เร็วกว่าการใช้พนักงานภายในองค์กร

พร้อมทั้งสามารถวางแผนการพัฒนาระบบอย่างเป็นลำดับขั้น และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้

ผมเคยเห็นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีของหน่วยงานแห่งหนึ่งซึ่งดูเผินๆ

เหมือนไฮเทคเพราะพัฒนาถึงขั้นใช้สมาร์ทการ์ด (Smart Card) แล้ว

โดยผู้ใช้บริการของหน่วยงานดังกล่าวจะมี Smart Card

และสามารถยืนยันตัวตนเพื่อทำธุรกรรมโดยใช้บัตรนี้ ปัจจุบันพบว่ารูปแบบการใช้ Smart Card

คือผู้ถือบัตรต้องนำบัตรไปถ่ายเอกสาร และเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้องมาใช้ในการติดต่องาน !

ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved