free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 กลโกงบัตรเครดิตบนเน็ต (1)

สำหรับเราท่านๆ ที่ใช้ชีวิตประจำส่วนหนึ่งบนเน็ตทุกวัน เช่น เช็คอี-เมล์ ดูข่าวสารข้อมูลต่างๆ หรือทำธุรกรรม

การเงิน ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับการชอปปิงออนไลน์กันมาบ้างไม่มากก็น้อย เช่น

ซื้อหนังสือ โดยใช้บัตรเครดิต (Credit Card) ชำระแทนเงินสด เพราะสะดวก รวดเร็ว และเชื่อถือได้ แต่อย่างไรก็ตาม เรามักจะได้ยินข่าวการขโมยข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้าของเวบไซต์ดังๆ เป็นระยะ เช่น

Expedia.com (http://www.expedia.com) ของ Microsoft เองก็เคยโดนเล่นงาน

มากแล้ว หรืออย่างบ้านเราเอง เช่น Shoppingthailand.com

(http://www.shoppingthailand.com/shop_thai/html/bkk_index.asp)

เมื่อหลายปีก่อน

สรุปรวมความแล้วข่าวสารต่างๆ เหล่านี้ ได้สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการทำอี-คอมเมิร์ซ

ทั่วโลกหลายๆ ประการ เช่น

- นักช้อปมือใหม่ไม่กล้าซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ต

- นักช้อปขาประจำจะไม่กล้าใช้บัตรเครดิตบนเน็ต แต่จะเลี่ยงไปใช้วิธีการชำระเงินแบบอื่นๆ เช่น

เคาน์เตอร์ธนาคาร ธนาณัติ

- ลูกค้าจะรู้สึกอึดอัด เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้น

- ร้านค้าจะเสียโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการมากขึ้น

- อัตราการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซก็จะเชื่องช้าลงเรื่อยๆ และอาจจะตายไปในที่สุด

ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต และทราบถึงกลโกงบัตรเครดิตบนเน็ตที่เกิด

ขึ้นในปัจจุบัน จะช่วยให้หลายๆ ท่านที่เป็นนักช้อปออนไลน์หรือกำลังจะเป็น เข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริง

และทราบถึงวิธีการป้องกันความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองได้ดียิ่งขึ้น

ความรู้เบื้องต้น

บัตรเครดิตที่ได้รับความนิยมและใช้กันอยู่บนเน็ตทุกวันนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นสากล (ใช้ได้ทั่วโลก)

มีอยู่ 5 ประเภทดังนี้

- VISA - อยู่ในความดูแลของ Visa International (http://www.visa.com)

- MasterCard - อยู่ในความดูแลของ MasterCard International

(http://www.mastercard.com)

- American Express - อยู่ในความดูแลของ American Express Company

(http://www.americanexpress.com)

- Diners Club - อยู่ในความดูแลของ Diners Club International

(http://www.dinersclub.com)

- JCB - อยู่ในความดูแลของ JCB International Credit Card

(http://www.jcbusa.com)

ส่วนข้อมูลบนบัตรเครดิตที่เป็นหัวใจในการชำระเงิน และจะต้องใช้ทุกครั้งในหน้าชำระเงินบนเน็ต

มีอยู่ 4 ส่วนคือ

- ชื่อเจ้าของบัตร เช่น M. POJPORNWATTANA

- หมายเลขบัตรจำนวน 16 หลัก เช่น 4211 1213 4598 5043

- วันที่หมดอายุ เช่น 02/02

- รหัสพิเศษประจำบัตร 3 หลัก (ด้านขวามือสุด) ซึ่งอยู่ด้านหลังบัตรใต้แถบแม่เหล็ก เช่น 434

แต่จากประสบการณ์ของผมยังมีเวบไซต์จำนวนไม่มากที่ต้องการข้อมูลนี้

เริ่มต้นโกง

ปกติการได้ซึ่งข้อมูลบัตรเครดิตสักใบหนึ่งแล้วนำไปใช้ชอปปิงบนเน็ตนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ

บรรดาผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านี้

ซึ่งอาจจะเป็นแฮคเกอร์หรือพวกโรคจิตที่ชอบสร้างเดือดร้อนให้ผู้อื่นจะสามารถหาข้อมูลบัตร

เครดิตอย่างง่ายๆ ได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น จากบัตรบันทึกรายการ (Sales Slip) จาก

บัตรเครดิตโดยตรง จากการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้าช่วย ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างวิธีการเพื่อประกอบ

ความเข้าใจดังนี้

- ค้นหาตามถังขยะหรือเก็บตามทางเดิน

ส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้บัตรเครดิตหลังจากได้รับสินค้าหรือบริการและตรวจสอบจำนวนเงินเรียบร้อยแล้ว

มักจะไม่ให้ความสำคัญกับเซลส์สลิปเอาเสียเลย เพราะเขาเหล่านั้นจะทิ้งลงในถังขยะหรือทิ้งตามทาง

เดินของสถานที่ต่างๆ เช่น บ้านพักอาศัย ร้านอาหาร ห้องน้ำ เป็นต้น โดยสถานที่ที่ต้องระมัดระวัง

เป็นพิเศษคือ "ห้างสรรพสินค้า"

- ก๊อบปี้ข้อมูลบัตรเครดิต

วิธีการง่ายๆ ก็คือแฮคเกอร์จะใช้ก้อนดินน้ำมัน หรือวัสดุอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไปกดลงบัตร

เครดิตเป้าหมาย เพื่อให้ได้ข้อมูลบนหน้าบัตร และหากไม่รีบร้อนจนเกินไปแฮคเกอร์ก็จะจดหรือ

จำรหัสพิเศษประจำบัตร 3 หลักเอาไว้ด้วย ส่วนสถานที่ที่จะได้ข้อมูลบัตรเครดิตมีได้หลายๆ แห่ง

เช่น ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร เป็นต้น โดยสถานที่ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ "ร้านค้าที่รับบัตรเครดิต"

- แอบดูและจำ

แฮคเกอร์จะอาศัยเคาน์เตอร์ชำระเงินในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าที่รับเครดิตเป็นเป้าหมาย

โดยทำทีเป็นรอคิวเพื่อชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ หรือทำทีเป็นยืนรอเพื่อนมาชำระเงิน

หรือบางครั้งอาจทำทีโดยเดินป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณนั้นพอสบโอกาสก็ไขสือเดินเข้าไปสอบถามข้อมูลจาก

พนักงานรับชำระเงิน (Cashier) แต่จริงๆ ตั้งใจจะแอบดูและจำข้อมูลบัตรเครดิตที่กำลังทำรายการอยู่

โดยสถานที่ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ "ซูเปอร์มาร์เก็ต"

- ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

แฮคเกอร์ที่ใช้วิธีนี้จะต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีค่อนข้างดี

โดยการต่อหรือพ่วงสายโทรศัพท์ไปยังเครื่องรูดบัตรเครดิตเป้าหมายในร้านค้า

และทุกครั้งที่มีการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องรูดบัตรกับธนาคาร

โปรแกรมที่แฮคเกอร์เขียนขึ้นก็จะสำเนาข้อมูลต่างๆ โดยอัตโนมัติ เรียกได้ว่าแนบเนียนจนไม่มีใครรู้ทีเดียว

สัปดาห์หน้าผมจะแนะนำข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ

และวิธีป้องกันให้กับท่านผู้อ่านได้นำไปใช้ป้องกันตนเองกันนะครับ

ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved