การวางแผนการตลาดสำหรับธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ภาคสอง
หลังจากที่เราได้นำเสนอขั้นตอนการเตรียมการจัดตั้งธุรกิจบนอินเทอร์เทอร์เน็ตไปในตอนที่แล้ว
คราวนี้เรามาว่ากันต่อถึงขั้นตอนต่อไปครับก็คือขั้นตอนในการเตรียมระบบสำหรับให้บริการลูกค้านั้นซึ่ง
ได้แก่ระบบสั่งชื้อระบบส่งของและระบบการบริการหลังการขาย
เตรียมระบบสั่งซื้อ
เมื่อเราได้โฆษณาธุรกิจของเราบนอินเทอร์เน็ตไปแล้ว ก็ต้องเตรียมระบบการบริการลูกค้าต่างๆ ให้สมกับ
ที่โฆษณาด้วย
ไม่งั้นเวลาลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมแล้วไม่ประทับใจก็จะสูญเสียแรงที่โฆษณาไว้เปล่าๆระบบการบริการลูกค้า
ที่สำคัญก็คือระบบการสั่งซื้อครับซึ่งจะประกอบไปด้วย
-แคตตาล็อกสินค้า
-การเข้ารหัสข้อมูล
-วิธีการชำระเงิน
-ยืนยันการส่งสั่งซื้อ
-เก็บข้อมูลลูกค้า
แคตตาล็อกสินค้า
สินค้าจะขายดีไม่ดีแคตตาล็อกสินค้าจะมีส่วนอย่างมาก เราไม่สามารถส่งสินค้าจริงให้ลูกค้าดูได้ทุกอย่าง
จึงต้องส่งแคตตาล็อกรายละเอียดของสินค้าไปแทน ซึ่งแคตตาล็อกสินค้าในระบบอินเทอร์เน็ตนั้นจะได้เปรียบ
แคตตาล็อกธรรมดามาก เนื่องจากดูดีกว่าแคตตาล็อกธรรมดา และยังเป็นข้อมูลออนไลน์สามารถปรับปรุง
แก้ไขได้ตลอดเวลา และที่สำคัญก็คือสามารถค้นหาข้อมูลได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งง่ายกว่าการค้นข้อมูล
จากแคตตาล็อกที่พิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลองคิดดูนะครับว่าถ้าธุรกิจของเราขายสินค้าหลายสักพันชนิด
ถ้าต้องแจกแคตตาล็อกทั้งพันอย่างก็ถือว่าสิ้นเปลืองอย่างมาก แค่การจัดทำก็วุ่นวายแล้ว และถ้าแจกไป
ทั้งหมดพันแคตตาล็อก สมมุติว่ามีรายละเอียดสินค้าอย่างละหน้า ก็ตกเข้าไปพันหน้าแล้ว รับรองว่าอ่านกัน
ไม่ไหวแน่เผลอๆลูกค้าอาจจะเอาไปพับถุงกันหมดนะครับ
ลองดูอย่างสมุดโทรศัพท์ที่แจกกันอยู่ทุกปีนั่นไง ท่านผู้อ่านเคยอ่านบ้างหรือเปล่า ผมเองก็ไม่เคยเปิดดูเหมือน
กันเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ลำบาก พอมีสมุดโทรศัพท์ที่เป็นซีดีรอมแจกก็ค่อยยังชั่วหน่อย เนื่องจากไม่ต้อง
แบกสมุดโทรศัพท์เล่มโตๆ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ข้อมูลไม่ค่อยอัพเดท เวลาจะใช้ก็ต้องเปิดเครื่อง
คอมพิวเตอร์ซึ่งถ้าใครไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านก็เสร็จเลย สรุป...ผู้เขียนก็เลยนิยมที่จะโทรไปถามที่
13มากกว่า
การออกแบบระบบแคตตาล็อกสินค้าที่ดีก็ให้เรานึกถึงหมายเลข โทรศัพท์ 13 นะครับ เป็นระบบค้นหาข้อมูล
ที่ดีอย่างมาก ระบบนี้สามารคค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ที่เราต้องการได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีส(ถ้าโทรติด
ง่ายกว่านี้ก็เยี่ยมเลย) ถ้าเราสามารทำให้ระบบแคตตาล็อกสินค้าของเราเป็นแบบ บริการสอบถามหมายเลข
โทรศัพท์ 13 แล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่การที่จะเป็นเช่นนี้ได้เราต้องเพิ่มเมนูการค้นหา (Searching)
สินค้าไว้บนเว็บเพจด้วย อย่าทำแบบแคตตาล็อกจริงที่มีสารบัญให้ลูกค้าคนหาด้วยการคลิกเมนูไปเรื่อยๆ
บางทีกว่าจะถึงข้อมูลลูกค้าก็เบื่อและเลิกค้นหาแล้ว
เตรียมขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้า
เมื่อลูกค้าค้นหาสินค้าได้แล้วก็ต้องการที่จะสั่งซื้อ เราก็ต้องเตรียมขั้นตอนการสั่งซื้อให้ลูกค้าด้วย ให้ลูกค้า
มีความรู้สึกว่าเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องดังนี้
1.เปิดเว็บไซต์
2.เลือกสินค้า
3.สังซื้อสินค้า
4.เลือกวิธีการส่งของและชำระเงิน
5.ยืนยันการสั่งซื้อ
ในแต่ละขั้นตอนจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่ดี เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ ขั้นตอนของระบบการสั่งซื้อที่นิยม
กันในระบบอินเทอร์เน็ตก็คือ สร้างโปรแกรมให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าตนเองกำลังเดินเข้าไปในซูปเปอร์มาเก็ต
แล้วเดินเลือกสินค้าที่มีป้ายระบุราคาหยิบสินค้าต้องการใส่รถแล้วก็เดินมาให้พนักงานคิดเงิน
โดยโปรแกรมสั่งซื้อสินค้าบนระบบอินเทอร์เน็ตนั้นจะมีขั้นตอนดังนี้
1.ให้ลูกค้าเลือกดูสินค้าจากรายการสินค้าบนเว็บไซต์หรือค้นหาสินค้าโดยตรงผ่านระบบเซิร์ทเอ็นจิ้น
2.มีโปรแกรมให้ลูกค้าเก็บสินค้าลงรถเข็นอิเล็กทรอนิกส์
3.เมื่อลูกค้าเลือกสินค้าจนเป็นที่พอใจแล้วโปรแกรมก็จะคำนวนราคาสินค้าอัตโนมัติ
4.รับชำระเงินจากลูกค้าออนไลน์หรือให้ลูกค้าเลือกวิธีการชำระเงิน
5.ให้ลูกค้าเลือกวิธีการส่งของหรือเลือกบริษัทส่งของ
6.ให้ลูกค้ายืนยันการสั่งซื้อถ้าเป็นการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตร้านค้าก็จะตรวจสอบวงเงินและตัดยอดเงิน
ทันทีพร้อมกับแจ้งให้ลูกค้าทราบ
วิธีการชำระเงิน
วิธีการชำระเงินที่นิยมที่สุดในระบบอินเทอร์เน็ตก็คือการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต แต่เราก็ต้องเตรียมการ
ชำระเงินวิธีอื่นๆ ให้ลูกค้าด้วยเช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร การส่งพนักงานเก็บเงิน
ฯลฯไม่ว่าท่านจะเลือกใช้วิธีการชำระเงินด้วยวิธีใดเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าให้
มากที่สุด
ยืนยันการสั่งซื้อ
การยืนยันการสั่งซื้อสินค้าในระบบอินเทอร์เน็ตนั้นสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการสั่งซื้อออนไลน์ ถ้าหากการ
เชื่อมต่อเครือข่ายของลูกค้าหรือเว็บไซต์ สะดุดลง ก็จะไม่ทราบว่าการสั่งซื้อนั้นถูกต้องหรือไม่
อาจจะมีการสั่งซื้อสินค้าซ้ำได้จึงต้องมีการยืนยันคำสั่งการสั่งซื้อให้แน่ใจว่ากระบวนการทั้งหมดได้ถูกดำเนิน
การแล้ว เมื่อลูกค้าเลือกวิธีการชำระเงินเรียบร้อยแล้วจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อให้ลูกค้ารับทราบว่า ลูกค้าสั่ง
ซื้อสินค้าอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร รวมเป็นเงินเท่าไร ชำระเงินด้วยวิธีไหน
โดยส่วนใหญ่จะเป็นการรายงานให้ลูกค้าดูที่หน้าจอและแนะนำให้ลูกค้าพิมพ์เอกสารนี้ไว้เป็นหลักฐาน
ไว้ตรวจสอบหรืออาจจะยืนยันการสั่งซื้อให้ลูกค้าผ่านทางอีเมล์ก็ได้
เก็บข้อมูลลูกค้า
เว็บไซต์หลายๆ แห่งจะมีการเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ด้วยว่าลูกค้ามีความสนใจในเรื่องราวใดเป็นพิเศษ
ก็จะจัดเตรียมหน้าตาของเว็บไซต์ให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าซึ่งวิธีการนี้จะทำให้รักษาลูกค้าไว้ให้แวะ
มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราบ่อยๆ เว็บไซต์จะมีฐานของมูลของลูกค้าว่าลูกค้าเรียกดูเว็บเพจใดบ้าง
เคยสั่งซื้ออะไรไปแล้วแล้วบ้าง อยู่ในฐานข้อมูล แต่ปัญหาก็คือว่าจะทำให้ทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร
เนื่องจากในระบบอินเทอร์เน็ตนั้นเราไม่ได้พบกับลูกค้าโดยตรงเป็นลูกค้าต้องการติดต่อเมื่อไรก็จะเปิดเว็บ
ไซต์เข้ามาเปิดโฮมเพจเราไม่มีโอกาสเห็นหน้าเห็นตาลูกค้าเลย
เว็บไซต์จะมีวิธีการตรวจสอบว่าเป็นลูกค้าคนใดด้วยการให้ลูกค้าล็อกอินก่อนที่จะเข้าสู่ระบบ หรือใช้วิธีส่ง
โปรแกรมเล็กๆ มาติดตั้งไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้าที่เราเรียกว่า คุกกี้
เพื่อระบบว่าลูกค้าเป็นใครข้อมูลนี้นอกจากจะใช้อ้างอิงว่าลูกค้าเป็นใครแล้วก็ยังใช้สำหรับพัฒนาความ
สัมพันธ์ระหว่างเว็บไซต์กับลูกค้าด้วย
เตรียมระบบส่งของ
เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งของระบบร้านค้าบนอินเทอร์เน็ตก็คือการส่งของ
ของที่สั่งซื้อบนระบบอินเทอร์เน็ตนั้นมักจะเป็นของราคาไม่สูงนักเมื่อเปรียบเทียบกับราคาค่าขนส่ง
และถ้าเป็นการสั่งซื้อข้ามประเทศแล้วละก็ราคาค่าขนส่งก็จะยิ่งสูงเมื่อเทียบกับราคาสินค้า ซึ่งในบ้างครั้ง
ราคาค่าขนส่งนั้นแพงกว่าราคาสินค้าเสียอีก ดังนั้นระบบการค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้นจะต้องเตรียมระบบส่ง
ของให้ลูกค้าอย่างดี และต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงข้อมูลต่รางๆที่เกี่ยวกับการขนส่งด้วยซึ่งได้แก่
-ราคาค่าบริการในการส่ง
-บริษัทที่ส่ง
-การติดตามการส่งของ
-การประกันการส่งของ
ถ้าข้อมูลบางอย่างถ้าเราสามารถให้ลูกค้าเป็นผู้เลือกได้ก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาหลายๆ อย่างได้ เช่นการเลือก
บริษัทส่งของ การเลือกระยะเวลาในการส่ง การเลือกวิธีการรับประกันสินค้า ฯลฯ ถ้าเราส่งของด้วยการ
บังคับให้ลูกค้าเลือกใช้วิธีการตามที่เรากำหนด เมื่อเกิดความเสียหายหรือการส่งของล่าช้า ลูกค้าก็จะไม่พอใจ
และอาจมีปัญหากับเราก็ได้ ดังนั้นเราควรให้ลูกค้าเลือกวิธีการส่งของเองจะดีกว่าเนื่องจากลูกค้าจะทราบว่า
วิธีการใดที่ดีที่สุดในการส่งสินค้าให้ตนเอง
บริษัทขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหลายๆ บริษัทมีบริการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือลูกค้าที่รับส่งสินค้าสามารถ
ติดตามได้ว่าสินค้าของตนเดินทางไปถึงไหนแล้ว โดยการตรวจสอบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
ทำให้ลดภาระในการติดตามแก่เราได้อย่างมากบริการนี้อาจเป็นขอเสนอหนึงในการส่งสินค้าให้กับลูกค้าก็ได้
บริการหลังการขาย
การรักษาลูกค้าเดิมใว้นั้น เป็นงานที่สำคัญอีกงานหนึ่งซึ่งหลายๆ แห่งให้ความสำคัญมากกว่าการหาลูกค้าใหม่
เสียอีก วิธีการที่จะรักษาลูกค้าเก่าให้อยู่กับเรานานที่สุดก็คือบริการหลังการขายให้กับลูกค้า
ซึ่งการบริการหลังการขายของระบบอินเทอร์เน็ตนั้นก็มีขั้นตอนเหมือนกับระบบธุรกิจทั่วไปเพียงแต่มีราย
ละเอียดทางด้านเทคนิคต่างกันเท่านั้น
-บริการตอบคำถามลูกค้าผ่านทางอีเมล์
-บริการดาวน์โหลดรายละเอียดสินค้า
-บริการส่งอีเมล์ข่าวคราวความเคลือนไหวของสินค้าที่ผู้ค้าใช้งานอยู่
ซึ่งบริการหลังการขายของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตก็จะใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางระหว่างลูกค้ากับเว็บไซต์
และการบริการหลังการขายของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตนั้นจะได้เปรียบธุรกิจทั่วไปคือสามารถให้บริการได้จาก
ทุกที่ในราคาประหยัดและสามารถบริการลูกค้าได้ตลอดเวลา
การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตนั้นก็มีขั้นตอนและภาพรวมเหมือนกับธุรกิจทั่วๆ ไป จะต่างกันบ้างก็ในราย
ละเอียดทางด้านเทคนิคเท่านั้น ท่านผู้บริหารหลายๆ
ท่านยังคิดว่าระบบธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องยากนั้นก็เพราะว่าท่านให้ความสำคัญกับการใช้งาน
เทคโนโลยีมากเกินไป เช่น การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ การเขียนเว็บเพจ การเขียนโปรแกรมรับใบสั่งซื้อ
การรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตออนไลน์ เป็นต้น
ขั้นตอนเหล่านี้ปล่อยให้พนักงานทางานทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้จัดเตรียมให้ดีกว่าหรือให้บริษัทอื่นเข้า
มาดำเนินการให้ ผมว่าไม่ค่อยคุ้มกันถ้าหากว่าท่านผู้บริหารจะลงมาลุยเอง
แค่วางนโยบายและบริหารงานก็เหนื่อยแล้ว...ให้ลูกน้องทำบ้างเถอะครับเดี๋ยวพวกเขาตกงาน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าสวัสดีครับ
ตอบคำถาม : จดทะเบียน .com กับจดทะเบียน .co.thต่างกันอย่างไร
ผมต้องการจดทะเบี่ยนโดเมนเนมเป็นชื่อบริษัท ไม่ทราบว่าจะจดเป็น .com หรือ .co.th ดี บริษัทตั้งอยู่ใน
ประเทศไทย จะจดทะเบียนเป็น .com ได้หรือไม่ แล้วถ้าไปเช่าเครื่องทีต่างประเทศจะจดชื่อลงท้ายเป็น .th
ได้หรือไม่จดแบบไหนดีกว่ากันครับ”
เราจดทะเบียนแบบไหนก็ได้ครับไม่มีข้อกำหนดอะไรตายตัว
เราจดทะเบียนโดเมนแบบไหนก็ได้ครับ แต่ตามปรกติแล้ว
ระบบโดเมนเนมออกแบบไว้ว่าถ้าลงท้ายด้วยอักษรย่อชื่อประเทศใดก็จะเป็นโดเมนของหน่วยงานของ
ประเทศนั้นๆเช่น
.thจะหมายถึงหน่วยงานของประเทศไทย
.ukจะหมายถึงหน่วยงานของประเทศอังกฤษ
.jpจะหมายถึงหน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น
แต่ตัวเครื่องจริงจะตั้งอยู่ทีไหนก็ได้ เช่น .co.th อาจจะไปเช่าอยู่ที่ประเทศอเมริกาก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้ลงท้าย
ด้วยอักษรย่อของประเทศ เช่น .com .net .org .biz ฯลฯ นั้นจะหมายถึงหน่วยงานของประเทศอเมริกา
แต่ในปัจจุบันจุดประสงค์ของการจดทะเบียนชื่อโดเมนนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากเหตุผลทางการตลาด
ผู้คนในอินเทอร์เน็ตทั่วโลกนิยมที่จะจดทะเบียนในชื่อ .com มากกว่าถ้าจดไม่ได้ก็ค่อย จดโดเมนภายใต้ชื่ออื่น
ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กันนโยบายของแต่ละองค์กรครับ ซึ่งถ้าเป็นองค์กรของรัฐฯ จะมีนโยบายจดทะเบียนภายใต้ .th
ครับ สำหรับภาคเอกชนก็จะมีการจดทะเบียนทั้งสองแบบครับ อย่าง manager.co.th sanook.com แล้ว
แต่ความต้องการครับ จดทะเบียนอย่างไรก็ได้
และเมื่อจดทะเบียนแล้วจะตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ที่ไหนก็ได้เพราะชื่อกับที่ตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่ต้องผูกติดกัน
ผมขอแนะนำว่าเราใช้นโยบายชาตินิยมกันดีกว่าครับจดทะเบียนภายใต้ .th ดีกว่า การรจดทะเบียน
การอ้างสิทธิ์ และการดูแล สะดวกว่ามากเลย ส่วนสถานที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์นั้นให้ดูว่าเราจะบริการใครหรือลูกค้า
ส่วนใหญ่ของเราเป็นใคร จะให้บริการใครก็ควรที่จะตั้งเว็บไซต์ไว้ไกลๆ
ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศก็ตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่ต่างประเทศแต่ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยก็ตั้ง
เซิร์ฟเวอร์ไว้ในประเทศไทยเราดีกว่าครับ
บทความโดย ปิยะสม...บุญสำราญ

|