โฆษณาชวนเชื่อจากเน็ตที่ควรระวัง
เกือบจะพูดได้เลยว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนที่มีอีเมลจะต้องเคยได้รับอีเมลโฆษณาชวนเชื่อจากใครที่ไหน
ไม่รู้ส่งมาให้ หรือถ้าไม่ได้รับจากทางอีเมล ก็จะต้องเคยเห็นโฆษณาที่เป็นการป๊อปอัพขึ้นมาในเว็บไซต์ที่แวะ
เข้าไปชมดู หรือแม้แต่ในเว็บเท่าชั้นนำทั้งหลาย ต่างก็มีลักษณะเป็นโฆษณาแอบแฝงอยู่ตามที่ต่างๆใน
เว็บไซต์ทั้งนั้น
โฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นโฆษณาทางการค้าจริงๆ จากบริษัทที่มีตัวตนอยู่และโฆษณาประเภท
ที่เข้าข่ายหลอกลวง หรือหลอกเงินจากผู้เล่นเน็ตประเภทหลังนี้มีอยู่จำนวนมากมาย
จากสถิติตัวเลขที่ทางคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของอเมริกา (Bureau of Consumer Protection)
ที่ขึ้นตรงกับหน่วยงาน Federal Trade Commission เผยว่า ได้รับการฟ้องร้องจากชาวเน็ตจำนวนมากถึง
7.8 ล้านฉบับ โดยเฉลี่ยตกวันละเป็นหมื่นฉบับที่เขียนอีเมลมายังคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
เพื่อฟ้องว่าได้รับจดหมายโฆษณาชวนเชื่อทางอีเมลและขอให้ปิดเว็บไซต์หรือปิดบัญชีอินเทอร์เน็ตของเจ้า
ของอีเมลที่ส่งพวกจดหมายเหล่านั้นมา
เหตุที่มีผู้ใช้ประโยชน์จากเน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจาก
ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากในการลงทุนเปิดเว็บไซต์และจัดตั้งบริษัทปลอมๆ ในเน็ต โดยที่ไม่ต้องมีความรู้หรือ
เทคโนโลยีอะไรเลย เพราะจะมีบริษัทที่ให้บริการ Web Hosting ก็ดี รับทำเว็บไซต์หรือแม้นแต่อีคอมเมิร์ซ
อยู่ดาษดื่นเต็มไปหมด รวมทั้งวิธีการที่จะพิสูจน์หรือไล่จับยังไม่เร็วพอที่จะจับให้ได้ไล่ให้ทัน
กว่าจะรู้ก็ต้องมีผู้เคราะห์ร้ายหรือเหยื่อที่โดนหลอกไปแล้ว จึงจะรู้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม รูปแบบของ
พวกมิจฉาชีพออนไลน์ ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อหลอกให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตกหลุมพราง จะเริ่มต้นง่ายๆ
โดยการส่งอีเมลที่มีข้อความที่น่าสนใจ โดยจะส่งออกไปเป็นสิบๆ ล้านฉบับ ซึ่งแน่นอนว่าในสิบๆ ล้านฉบับ
อาจจะมีผู้หลงกลแค่เพียงพันหรือสองพันคน ซึ่งถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะดูน้อยมาก คืออาจจะแค่เพียง
0.001%แต่เทียบกับเหยื่อเป็นพันคนแล้วต้องพูดได้ว่าไม่น้อยเลยที่มีคนหลงผิด
ลักษณะของชื่อเรื่องในอีเมลที่พวกเหล่านี้ใช้จะมีอยู่หลายประเภท
ประเภทแรก จะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเกี่ยวกับการส่งเตือนมาจากไอเอสพี (ISP) ที่ใช้บริหารอยู่
หรือจากศูนย์คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐ อย่างเช่นที่ขึ้นต้นว่า Urgent-Your account needs to Be Updated
จดหมายพวกนี้ถ้าเปิดดู จะตามมาด้วยการขอรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเจ้าของบัญชีอีเมลในเรื่อง พาสเวิร์ด,
เบอร์บัตรเครดิต, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, เบอร์บัญชีธนาคาร โดยทำเหมือนกับส่งมาจากบริษัทผู้ให้บริการ
อินเทอร์เน็ต ที่ต้องการข้อมูลไปปรับปรุงฐานข้อมูล โดยอาจจะมีสิ่งล่อใจว่าแถมให้เป็นชั่วโมงเพิ่ม หรือมี
ของแถมให้จริงๆ เพื่อหลอกให้บอกชื่อและเบอร์บัตรเครดิตซึ่งจะถูกนำไปใช้โกงคนอื่นต่อไป
วิธีที่ป้องกันตัวเองจากอีเมลพวกนี้ คือ อย่าพึ่งรีบตอบ ควรจะรีบเช็คตรวจสอบจากบริษัทไอเอสพีที่ตนเอง
ใช้บริการ หรือถ้าเป็นอีเมลที่อ้างว่าส่งมาจากที่ไหนก็ควรจะใช้โทรศัพท์ธรรมดาโทรกลับไปตรวจเช็คก่อนว่า
มีการส่งมาจริงหรือไม่
ประเภทลักษณะที่สอง กลุ่มประเภทนี้จะมีเยอะมาก คือ ใช้คำพูดชวนเชื่อว่าเป็นของฟรีในอินเทอร์เน็ต
ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
จะได้สินค้าหรือบริการฟรี เพียงแต่ข้อมูลบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยนเท่านั้นอย่างเช่น View XXX pictures
for free, Free Computer for you and your friends, Custom Designed Web Site for 30 Days-Free
ส่วนใหญ่พวกนี้จะขอเบอร์บัตรเครดิตไว้เป็นหลักฐาน อย่างถ้าเป็นดูเว็บโป๊ก็จะอ้างว่า เพื่อพิสูจน์ว่าอายุถึง
18 ปี หรือยัง ทางบริษัทขอไว้เฉยๆ
แต่จะไม่คิดเงินกรณีนี้มีเด็กวัยรุ่นไทยเอาเบอร์บัตรเครดิตพ่อแม่ไปใช้แล้วโดนเรียกเก็บเงินทีหลังโดยไม่รู้ตัว
จนเป็นเรื่องเป็นราวไปก็มี
หรืออย่างประเภทของฟรีที่เป็นสินค้า ส่วนใหญ่จะต้องสมัครเป็นสมาชิก จ่ายค่าสมาชิกก่อน
แล้วจึงจะได้ของหรือต้องไปหาสมาชิกมาให้ได้ก่อนจึงจะได้ของ
ประเภทที่สาม จะเป็นลักษณะของอีเมลลูกโซ่ ชักชวนให้ลงทุนหรือหาสมาชิกต่อเนื่อง โดยจะใช้ข้อความ
ที่เร้าใจเช่น Make at least $50,000 in Less than 90 Days
การจะเข้าร่วมจะต้องเริ่มจากการส่งเงิน 5 เหรียญไปยังผู้มีรายชื่อตามรายการก่อน หลังจากส่งเงินให้ไปแล้ว
ก็จะได้เป็นสมาชิก ชื่อจะอยู่ในรายการที่ผู้เป็นเหยื่อคนต่อไปที่ได้รับอีเมลก็จะส่งเงินมาให้อีกทีเป็นลูกโซ่ไป
ในลักษณะนี้
ดังนั้นคนที่ได้รับอีเมลลักษณะนี้ควรที่จะรีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทันที
ก่อนที่จะขยายผลออกไป
อีเมลลูกโซ่นอกจากจะเป็นเรื่องหลอกเงินแล้ว ยังมีอีเมลที่เป็นจดหมายคำสาปแช่งว่า
ถ้าไม่ยอมส่งอีเมลฉบับนี้ไปให้คนอื่นๆ ต่อไป ผู้ที่ไม่ส่งจะมีอันเป็นไป
แต่ถ้าส่งก็จะมีแต่ความสำเร็จความสุขเป็นต้น ซึ่งอีเมลลูกโซ่แบบหลังนี้ คนไทยเป็นจำนวนมากที่จะกลัว
จะส่งต่อๆ ไปให้คนอื่น แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการหลอกเอาเงินแต่ก็ทำความรำคาญใจให้กับผู้รับมิใช่น้อย
ประเภทที่สี่ จดหมายในลักษณะให้ช่วยบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยพิบัติ
หรือเป็นโรคร้ายแรงขั้นสุดท้าย อยู่โรงพยาบาลไม่มีเงินรักษา ขอเงินบริจาคแค่ 1$ หรือ
2$ขอให้ส่งทางไปรษณีย์ก็ได้
จดหมายประเภทนี้จะมีอยู่ตลอดเวลา และเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่จะใช้ได้ผลทุกครั้ง
คืออย่างน้อยจะมีคนหลงเชื่อและส่งเงินไปให้ จดหมายพวกนี้จะมีมากขึ้นตามภาวะสถานการณ์สำคัญๆ
ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น ช่วงเหตุการณ์ 11 กันยายน ก็จะมีเว็บไซต์ปลอมรับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย
หรืออาจจะเป็นในรูปบริจาคเงินต่อต้านการกระทำของผู้ก่อการร้าย
โดยจะให้เป็นเบอร์บัญชีธนาคารโอนเงินเข้ามาได้ หรือบริจาคเงินโดยหักจ่ายจากบัตรเครดิต
มีแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ให้คลิกมาเรียบร้อย รูปร่างหน้าตาคล้ายกับของทางสมาคม RED
CROSSเพื่อให้คนเข้าใจผิดและหลงเชื่อโดยง่าย
ประเภทที่ห้า หลอกขายข้อมูลรายชื่อ ที่อยู่ และอีเมล อย่างเช่น Reach millions if new customer by E-mail
โดยอาจจะจ่ายเงินแค่ 50-100 เหรียญสหรัฐ แล้วจะได้ฐานข้อมูล หารู้ไม่ว่าข้อมูลเหล่านี้ถ้านำไปใช้แล้ว
อาจจะถูกบริษัทไอเอสพีสั่งปิดบัญชีอินเทอร์เน็ต หรือถูกแจ้งดำเนินการทางกฎหมาย
เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้บางครั้งได้มาจากการขโมยบัญชีรายชื่อของไอเอสพี
หรือได้วิธีขโมยเฉพาะฐานข้อมูลของบริษัทต่างๆ
แล้วนำมาแร่ขายทางเน็ตอีกทีนักการตลาดทั้งหลายที่ต้องการได้รายชื่ออีเมลโปรดระวังให้ดี
นอกจากห้าประเภทใหญ่ๆ นี้แล้ว ยังมีอีกมากที่อาจจะเป็นป็อปอัพมาจากหน้าเว็บไซต์ เสนอโอกาสการลงทุน
จ่ายเงินเพียงเล็กน้อยจะได้ผลตอบแทนมหาศาล หรือเสนองานในบริษัทที่กำลังก้าวหน้า
แต่จะต้องร่วมลงทุนในบริษัทนั้นๆ ด้วย หรือแม้กระทั่งอีเมลแจ้งว่าได้รับรางวัลเงินสด
ได้รางวัลตั๋วเครื่องบินเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
แต่จะต้องเสียภาษีก่อนหรือจ่ายเงินค่าธรรมเนียมล่วงหน้าก่อน
จะสังเกตได้ชัดว่า โฆษณาชวนเชื่อลักษณะพวกนี้จะเหมือนกันตรงที่ว่า ดีจนไม่น่าจะเป็นไปได้
และเป็นอีเมลที่ส่งมาจากบุคคลหรือเว็บไซต์ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
ถ้าเจออีเมลลักษณะพวกนี้อย่าตกหลุมพรางโดยเสี่ยงทดลองตอบจดหมายไปหรือให้ข้อมูลส่วนตัวไป
เพราะการตอบกลับไปเป็นการยืนยันว่าอีเมลของเรานั้นมีตัวตนอยู่
ชื่อของเราจะตกอยู่ในรายการของพวกมิจฉาชีพทันที ที่พร้อมจะนำไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง
รวมทั้งการใช้บัตรเครดิตเก็บเว็บไซต์ต่างๆจะต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ
ให้เลือกใช้เฉพาะเว็บที่รู้จักเท่านั้น และควรจะต้องเป็นเว็บที่มีระบบรักษาความปลอดภัย (Secure
Servers)ที่ได้มาตราฐานด้วย
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวกันธรรมดา
บริษัทที่โฆษณาชวนเชื่อทางเน็ตนี้จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของบริษัทพวกนี้
ถ้ามาจากอเมริกาเช็คตรวจสอบได้ที่ www.search. bbb.orgหรือ www.consumeraffairs.com
แต่ถ้าเป็นของเมืองไทยเราเอง จะตรวจเช็คออนไลน์ว่าบริษัทมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า
ก็ลองไปเช็คดูได้ที่ www.thairegistration.com จะสามารถเช็คได้ว่า บริษัทนี้จดทะเบียนไว้กับกรมทะเบียน
กระทรวงพาณิชย์หรือเปล่า ทุนจดทะเบียนเท่าไรมีกรรมการกี่คน
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจตามโฆษณาทางเน็ตทั้งหลาย ก็ควรจะตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ก่อน
อย่าเสี่ยงโดยไม่รู้จะได้ไม่เสียใจทีหลัง
บทความโดย ดร.กนกวรรณว่องวัฒนะสิน

|