เมื่อสังคมการทำงานเปลี่ยนไปในรูปของ Telecommute
แนวคิดเรื่องของ Telecommute เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ถูกพัฒนาจากระบบ
อนาล็อกมาเป็นระบบดิจิตอล โดยมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทโน๊ตบุ๊คและโทรศัพท์เคลื่อนที่มาต่อ
พ่วงเพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารได้
หากผมจำไม่ผิด ยักษ์สีฟ้าเป็นบริษัทไอทีรายแรกในประเทศไทยที่ให้ความสนใจ
ทั้งในส่วนที่สร้างโซลูชั่นสำหรับเปลี่ยนการทำงานให้อยู่ในรูปสำนักงานเคลื่อนที่เพื่อนำเสนอลูกค้า
และในขณะเดียวกันก็ได้มีการนำแนวคิดนี้มาใช้ภายในองค์กรเองก่อนที่จะลดความสำคัญลงไปเป็นลำดับ
จุดประสงค์แรกเริ่มคือ ความต้องการที่จะลดขนาดของสำนักงานลง
และให้พนักงานไปอยู่ในที่ๆทำงานสะดวกขึ้นและใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้นเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเอง
ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นเท่าที่ได้รับฟังมาอยู่ที่พนักงานเองมากกว่า
ซึ่งแม้ว่าในตอนแรกจะมีผู้อาสาเข้ามาอยู่ในโครงการสำนักงานเคลื่อนที่เป็นจำนวนพอสมควรเนื่องจาก
เห็นว่าสะดวก โดยเฉพาะในกรณีของเจ้าหน้าที่ด้านซอฟท์แวร์ที่อาจทำงานที่บ้านเสียด้วยซ้ำ
แต่ภายหลังก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานในลักษณะดังกล่าวมาทำงานในรูปแบบปกติเนื่องจากเกิด
ความเบื่อหน่ายและมีความต้องการที่จะพบปะกับผู้คน
อย่างไรก็ตาม สังคมที่มีลักษณะเป็น “Telecommute” ในสหรัฐอเมริกาเองกลับมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
โดยถือได้ว่าผ่านช่วงเวลาแห่งการทดลองไปแล้วและในหลายๆองค์กรกลับนำเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ
การทำงานปกติอีกด้วย
ศูนย์วิจัยทางสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโอล์คโดมีเนี่ยน ได้ทำการวิจัยพบว่า สังคมของชาวอเมริกันใน
ทุกวันนี้นั้น ทุกๆ 1 คนใน 5 คน ได้มีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งที่มีการทำงานในลักษณะที่เรียกว่า
“Teleworking”
นอกจากนี้ผลการวิจัยจากองค์กรแกลลัพท์ได้แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันนี้มีคนจำนวนถึง 8 ล้านคน ที่มีการ
ติดต่อในลักษณะ “Telecommute” อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับคนที่มีการติดต่อสื่อสารและทำงานในลักษณะ
นี้มีการนิยามศัพท์ที่จะใช้เรียกกันว่า “Mobile Worker” ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงคนที่ทำงานที่บ้านหรือ
จากบ้านตลอดจนคนที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆ แม้แต่ในถิ่นที่ห่างไกลซึ่งเราเรียกสำนักงานเหล่านี้ว่า
Satellite Offices
การมอง Telecommute เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
เนื่องจากผู้คนที่ทำงานในลักษณะนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของพฤติกรรมและทางสังคมอีกด้วย
เราจึงพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่ต้องการทำงานในลักษณะที่เป็น Mobile Worker
เนื่องจากมีความต้องการความเป็นอิสระหรืออยู่ใกล้ชิดครอบครัวแล้วในที่สุดก็อาจเรียกร้องกลับเข้ามา
อยู่ในการทำงานลักษณะเดิมดังที่กล่าวมาข้างต้น
นอกจากนี้พนักงานมักจะมอง Telecommute ในด้านของความคล่องตัวและเวลาที่ตนสามารถบริหาร
และจัดการได้ โดยลืมไปว่า Telecommute อาจไม่ใช่การทำงานในลักษณะ 5 วันทำการและทำงานวันละ
8 ชั่วโมงต่อไป แต่เป็นการทำงานในลักษณะที่เป็น 24ชั่วโมงต่อวันและไม่มีวันหยุดก็ได้
ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการสื่อสารและไอทีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และแนวโน้มของ
ค่าใช้จ่ายที่ลดลง น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้สังคม Telecommute ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากความกดดันจากสภาวะการแข่งขันและการลดต้นทุนขององค์กร
ที่ทำให้บริษัทต่างๆจำเป็นต้องผลักดันให้พนักงานอยู่ในพื้นที่หรือใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้นขณะเดียวกันก็เป็น
การลดขนาดพื้นที่ของสำนักงานไปโดยปริยายอีกด้วย
บทความโดย พงษ์ชัยศิรินฤมิตร

|