ระบบตรวจสอบภายในควรรายงานใคร
กำแพงข้อมูลข่าวสารที่สร้างขึ้นภายในองค์กร เป็นการแสดงถึงความ ไม่ไว้วางใจระหว่างผู้บริหาร และ
พนักงาน รวมทั้งเป็นผลให้ผู้บริหารสามารถมุบมิบทำอะไรได้ตามใจชอบ
โดยที่พนักงานไม่มีทางรู้เรื่องเพราะถูกปิดกั้นด้วยกำแพงดังกล่าว
ดังกรณีที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลก เช่น บริษัท Enron, Xerox และ WorldCom
รวมทั้งบริษัทมหาชนและจำกัดอีกมากมายที่ยังไม่ตกเป็นข่าว
ในทางปฏิบัติฝ่าย IT (Information Technology) เป็นเพียง ผู้อำนวยความสะดวก สร้าง และจัดสรรข้อมูลข่าว
สารต่างๆ ภายในองค์กรให้เป็นระบบ เพื่อให้ผู้บริหาร และพนักงานเกิดความสะดวกในการค้นหา
แต่ไม่ได้ริเริ่มทำหน้าที่สร้างกำแพงข้อมูลขวางกั้นการเข้าถึงข้อมูลของพนักงาน
ผู้ที่กำหนดว่าข้อมูลไหนจะให้ใครเข้าไปดูหรือไม่นั้น ก็คือเจ้าของข้อมูลเหล่านั้น หรือก็คือ ฝ่าย หรือสายงาน
ต่าง ๆ ภายในองค์กรนั่นเองฝ่าย ITเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามความต้องการของฝ่ายที่เป็นเจ้าของข้อมูลเท่านั้น
สรุปก็คือ กำแพงข้อมูลข่าวสารที่ฝ่าย IT สร้างขึ้นมานั้นก็เป็น การปฏิบัติหน้าที่ตามที่ฝ่ายเจ้าของข้อมูลต่างๆ
กำหนดมาให้
กำแพงข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อป้อง กันคนนอก หรือคู่แข่งเข้ามาล้วง หรือขโมยข้อมูล
ไปขายหรือใช้
แต่สำหรับคนภายในองค์กรด้วยกันแล้วกำแพงข้อมูลไม่น่าจะมีหรือถ้าจะมีก็ควรเป็นกำแพงเตี้ยๆ
ที่จริงก่อนที่ผู้บริหารจะจัดเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พนักงานผู้ใดใช้
พร้อมทั้งมอบระหัสผ่านให้ผู้บริหารก็ควรให้ความไว้วางใจพนักงานเหล่านั้น
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่ง หรือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้บริหารสามารถ ร่วมกันโกงบริษัท ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ
การตกแต่งบัญชี การเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวก หรือนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ฯลฯ
ก็มาจากการอ่อนปวกเปียกหรือความไม่เอาไหนของระบบตรวจสอบภายในองค์กรเอง
เหตุผลที่ทำให้ระบบตรวจสอบภายในอ่อนปวกเปียกก็เป็นเพราะ ฝ่ายตรวจสอบภายในนั้นต้องขึ้นตรง หรือ
รายงานกับผู้บริหาร สูงสุดหรือผู้บริหารสายการเงิน/บัญชีไม่มีการถ่วงดุลหรือคานอำนาจซึ่งกันและกัน
เมื่อฝ่ายตรวจสอบภายในต้องขึ้นตรงกับผู้บริหารแล้ว
ก็ไม่สามารถจะตรวจสอบได้เต็มที่ทั้งนี้เนื่องจากการให้คุณให้โทษอยู่ในอำนาจของผู้บริหาร
ลูกน้องคนไหนจะกล้าตรวจสอบเจ้านายเล่าครับ ในเมื่อเจ้านาย เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของตน 100% เปรียบ
เสมือนหนูในนิทานอีสปมีหนูตัวไหนที่กล้าจะเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมวบ้างล่ะ
ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ฝ่ายตรวจสอบภายในทั้งฝ่ายจะต้อง รายงานตรง
หรือขึ้นตรงกับคณะกรรมการบริษัทซึ่งเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น
ในการตรวจสอบการทำงานหรือพฤติกรรมของผู้บริหารโดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด
นี่จึงเป็นระบบคานอำนาจซึ่งกันและกัน หรือถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนโยบาย ตัวแทนของ
ผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ดี วิธีนี้ก็มีข้อเสียเช่น กัน ยกเว้นผู้ที่ทำงานในฝ่ายตรวจสอบจะไม่ย้ายไปทำงานในฝ่ายอื่นเลย
เพราะถ้าย้ายไปทำงานในฝ่ายอื่น
ตัวเองก็จะต้องกลับมารายงานกับผู้บริหารอีกซึ่งหากเป็นเช่นนี้ผู้ที่ทำงานอยู่ฝ่ายตรวจสอบก็ไม่กล้าทำงาน
อย่างเต็มที่อยู่ดี
ดังนั้น สำหรับฝ่ายตรวจสอบภายในอาจจำเป็นต้องยกเว้นไม่ย้าย หมุนเวียนไปทำงานในฝ่ายอื่นขององค์กร
เลย เพื่อที่จะสามารถทำงาน ตรวจสอบคานอำนาจฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มพิกัด แต่ระบบดังกล่าว ก็ไม่ได้
หมายความว่า ไม่มีความบกพร่องเลย เพราะการทำงานในฝ่ายตรวจสอบอย่างเดียวตลอดชีวิตการทำงาน
ก็อาจจะเบื่อหน่าย หรืออาจถูกติดสินบนได้ง่าย หรือไม่ก็อาจใช้ระบบ Matrix แทนคือ ให้ฝ่ายตรวจสอบขึ้น
ตรง หรือราย งานต่อทั้งคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารสูงสุดเหมือนกับระบบการบริหารที่บริษัทข้าม
ชาติระดับโลก (World-Class Organization)ใช้อยู่ในขณะนี้
ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ก็ย่อมมีจุดแข็ง และจุดอ่อนทั้งสิ้น แต่ใน เรื่องการตรวจสอบภายในนี้
ระบบแรกที่ให้ฝ่ายตรวจสอบขึ้นตรงกับผู้บริหารสูงสุดน่าจะเป็นระบบที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุดด้วยเหตุผลต่างๆ
ที่กล่าวไว้ในข้างต้น
ระบบที่ดีที่สุดน่าจะเป็นระบบที่สองซึ่งให้ฝ่ายตรวจสอบขึ้นตรงกับคณะกรรมการบริษัท
ขณะที่ระบบสุดท้าย หรือระบบ Matrix น่าจะเป็นระบบที่ดีรองลงมา
เป็นการประนีประนอมระหว่างระบบที่หนึ่งกับสอง
ลองมาเจาะดูกรณีของบริษัท Enron สักหน่อยก็จะเห็นว่า ความ ล้มเหลวในการตรวจสอบการตก แต่งบัญชี
หรือการเล่นแร่แปรธาตุของผู้บริหารระดับสูงนั้น
ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่อ่อนปวกเปียกของฝ่ายตรวจสอบภายในอย่างเดียว
แต่ยังขยายออกไปรวมไปถึงความไม่เอาไหนของบริษัทตรวจสอบบัญชีภายนอกอย่างเช่นบริษัท Arthur
Andersen ซึ่งเคยเป็นบริษัทแม่ของบริษัท Andersen Consulting ด้วย (ไม่รู้ว่าผู้บริหาร ของ Andersen
Consultingรู้แกวเรื่องไม่ชอบมาพากลเรื่องนี้ล่วงหน้าหรือเปล่าจึงได้เปลี่ยนชื่อบริษัทของตนก่อนเกิดเรื่อง
ประมาณหนึ่งปีคือเปลี่ยนชื่อเป็น Accenture)
นิตยสาร BusinessWeek ฉบับวันที่ 6 พ.ค.2545 รายงานว่า
การโกงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ธุรกิจสหรัฐฯนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Enron กับ Arthur Andersen
มาจาก 3 ปัจจัยหลักซึ่งได้แก่ความโลภระบบตรวจสอบที่หย่อนยานและความตั้งใจที่จะโกง
จุดดึงดูด หรือแรงบันดาลใจที่จะทำให้ผู้บริหารบริษัทมหาชนใน ตลาดหุ้นทำผิดจรรยาบรรณทางธุรกิจ
หรือแม้กระทั่งกฎหมายก็คือ ความพยายามที่จะทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มมูลค่าขึ้นตลอดเวลา
เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาจะได้รับเงินเดือนโบนัสและหุ้นเพิ่มขึ้น
แม้แต่บริษัทชั้นนำระดับสุดยอดอย่าง IBM ในปี 2001 ก็อดไม่ได้ที่จะละเมิดจรรยาบรรณโดยการนำรายได้
290 ล้านเหรียญจาก การขายธุรกิจก่อนหน้า การปิดบัญชีไตรมาสสุดท้ายแค่
3วันมารวมเข้าในบัญชีผลประกอบการ
เหตุผลก็เพียงแค่ต้องการเอา ชนะการทำนายเรื่องผลกำไรของนักวิเคราะห์ Wall Street
ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นของ IBM พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากมีผลประกอบการดีกว่าการคาดหมาย
จริงอยู่การกระทำของ IBM นั้นถูกต้องตามหลักกฎหมาย 100% แต่ทำให้เกิดความเข้า ใจผิด
เพราะการนำรายได้จากการขายธุรกิจเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เป็น การบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของการ
ดำเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างไรทั้งสิ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ รายได้จากการขายครั้งนี้ ไม่ใช่รายได้ที่เกิด
จากการประกอบการหรือการทำกิจกรรมตามปกติของบริษัท IBM
ที่จริงแล้ว สิ่งที่ IBM ปฏิบัติเป็นสิ่งที่บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น Dow Jones, Nasdaq หรือตลาด หุ้นอื่นๆ
ทำอยู่เป็นปกติแล้ว ซึ่งว่า ไปแล้วพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างภาพลวงตา
และไม่ยุติธรรมสำหรับนักลงทุนอย่างยิ่ง n
ที่มา.....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|