การบริหารขอบเขตให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในการกำหนดกลยุทธ์ขององค์ กรธุรกิจนั้น สิ่งหนึ่งที่องค์กรจะต้องพิจารณาคือการบริหารขอบเขต ของธุรกิจ
ที่องค์กรจะเข้าไปแข่งขัน (Scope Management) หลักการ ของ Scope Management ไม่ได ้เป็นสิ่งที่ใหม่เลย
อาจจะเรียกว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ด้วยซ้ำไป เนื่อง จาก Scope Management ถือเป็น ส่วนหนึ่งของ
กลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate Strategy) ถ้าท่าน ผู้อ่านจำได้เมื่อประมาณเดือนกว่าที่ผ่านมา ผมได้เขียน
บทความหนึ่งเกี่ยว กับ "กลยุทธ์คืออะไร?" และได้ลงท้าย ไว้ว่าในปัจจุบันนักวิชาการได้มีการแบ่งกลยุทธ์เป็น
สองระดับ คือระดับองค์กร (Corporate Strategy) และระดับธุรกิจ (Business Strategy) ซึ่งภายใต้กลยุทธ์
ระดับองค์กร นั้น จะตอบคำถามว่าองค์กรมีทิศทางไปในทางใด และจะเข้าไปแข่งขันในธุรกิจใดบ้าง
ส่วนกลยุทธ์ระดับธุรกิจจะบอกให้รู้ว่าองค์กรจะแข่งขันด้วยวิธีใด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า Scope Management
ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระดับองค์กรนั้นเอง
สาเหตุหลักที่นำประเด็นของ Scope Management มาเสนอในสัปดาห์นี้เนื่องจากในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่าน
มา การเคลื่อนไหวทางกลยุทธ์ที่น่าสนใจของยักษ์ใหญ่ในไทย อย่างหนึ่ง
คือการที่ทางผู้บริหารของแกรมมี่ได้ตัดสินใจที่จะเข้าสู่ธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้ยี่ห้อ "ฟอร์ มี" การ
เคลื่อนไหวของผู้บริหารแกรมมี่ใน ครั้งนี้ถือว่าเป็นประเด็นหรือกรณีศึกษาทางกลยุทธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของ Scope Management จากเดิมที่
ทางแกรมมี่เริ่มต้นจากธุรกิจเพลงและขยายกิจการมาเรื่อยโดยได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
ดั้งเดิม จนกระทั่งเข้าสู่ธุรกิจบะหมี่กึ่ง สำเร็จรูปในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ
ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปหรือเครื่อง สำอาง ซึ่งการเคลื่อนไหวทางกลยุทธ์ของแกรมมี่ในครั้งนี้และ
ในอนาคต ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้สนใจในด้านกลยุทธ์ทุกท่าน
นอกเหนือจากแกรมมี่แล้ว ถ้าท่านผู้อ่านได้พิจารณาองค์กรธุรกิจชั้นนำหลายๆ แห่งของไทย จะพบว่าต่างมี
การบริหารขอบเขต (Scope Management) ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตำรับดั้งเดิมอย่าง
เครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เริ่มต้นจากธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม เข้าสู่ค้าปลีก สู่สื่อสารโทรคมนาคม เข้าสู่ปิโตร
เคมี หรือ กลุ่มบุญรอด ที่มีทั้งเบียร์ น้ำดื่ม น้ำผลไม้ สายการบิน หรือ กลุ่มเนชั่น ที่เริ่มต้นจากหนังสือพิมพ์
ภาษาอังกฤษ สู่หนังสือพิมพ์ธุรกิจ สู่หนังสือพิมพ์หัวสี สู่การ์ตูน สู่สิ่งพิมพ์ประเภทอื่นๆ
การเคลื่อนไหวขององค์กรเหล่านี้ในการขยายขอบเขตของธุรกิจเป็นสิ่งที่น่า ศึกษาทั้งสาเหตุของการขยาย
และผล ลัพธ์ที่ได้จากการขยายขอบเขตของการทำธุรกิจ ในขณะเดียวกัน
ก็มีองค์กรอีกหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ได้มุ่งเน้นการขยายขอบเขตของ ธุรกิจแต่อย่างใด
แต่มุ่งเน้นในการสร้างความเชี่ยวชาญในธุรกิจเดียว ซึ่ง ก็มีประเด็นที่น่าสนใจและน่าศึกษาว่าการบริหาร
ขอบเขตในลักษณะใด จะก่อเกิดผลลัพธ์สูงสุดให้แก่องค์กร ระหว่างการมุ่งเน้นแต่ในธุรกิจดั้งเดิมที่มีความ
เชี่ยวชาญ หรือ ขยายขอบ เขตไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม หรือ แม้กระทั่งการขยายขอบเขต
ไปสู่ธุรกิจอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมแต่อย่างใด
ในประเทศไทยผมยังไม่เจอการ ศึกษาหรือวิจัยใดๆ ที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้
แต่ในต่างประเทศได้มีการวิจัยกันในเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้ว
โดยผลการวิจัยส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางที่ว่าองค์กรธุรกิจที่มุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจที่ตนเองเชี่ยวชาญมีโอกาส
ที่จะประสบความสำเร็จมากที่สุด ตามมาด้วยพวกที่ขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน และพวกที่ขยายตัวเข้า
สู่ธุรกิจที่ไม่มีความเกี่ยวพันกันตามลำดับ สาเหตุก็ชัดเจนครับ เนื่องจากการไม่ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจ
เข้าสู่ธุรกิจอื่น ทำให้องค์กรเหล่านั้นมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่วอกแว่ก ทำให้สามารถสะสมความรู้และ
ประสบการณ์ในธุรกิจนั้นๆ ผู้บริหารไม่ต้องเสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปในสิ่งที่ตนเองไม่มีความชำนาญ
ส่วนสาเหตุที่การขยายขอบเขตของธุรกิจสู่ธุรกิจที่สัมพันธ์กับธุรกิจเดิม
มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าพวกที่ขยายสู่ธุรกิจที่ไม่สัมพันธ์กับธุรกิจเดิมนั้นสามารถอธิบายได้
้ด้วยเหตุผลง่ายๆเช่นกันนั้นคือการขยายสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมนั้นทำให้องค์กรสามารถใช้ทรัพยากร
หรือความสามารถร่วมกันระหว่างธุรกิจแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นตราหรือยี่ห้อสินค้า กระบวนการ ในการ
ผลิต ช่องทางการจัดจำหน่าย เทคโนโลยีในการผลิต หรือแม้กระทั่งความรู้เกี่ยวกับลูกค้า
ทำให้องค์กรสามารถที่จะประหยัดต้นทุนได้ มากกว่าองค์กรที่มีธุรกิจเพียงประเภท เดียว
การที่สามารถประหยัดต้นทุนได้เนื่องจากการใช้ความสามารถหรือทรัพยากรร่วมกันนั้น เราเรียกว่า
Economy of Scope แต่ในกรณีของ การขยายตัวสู่ธุรกิจที่ไม่เกี่ยว
ข้องกับธุรกิจเดิมแล้วจะทำให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรหรือความสามารถที่มีร่วมกันได้
ทำให้โอกาสในการประสบความสำเร็จน้อยที่สุด
เราจะพบองค์กรธุรกิจที่มีการขยายขอบเขตการทำธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมค่อนข้างมากใน
ประเทศไทย องค์กรเหล่านี้ล้วนแล้ว แต่สามารถใช้ทรัพยากรหรือความสามารถร่วมกับธุรกิจเดิมที่มีอยู่ได้
ไม่ว่าจะเป็น เครือชินวัตรที่มีทั้งธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์
ที่แต่ละธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้จากเทคโนโลยีและเครือข่ายทางการสื่อสารที่มีอยู่ หรือ
ทางกลุ่มเซ็นทรัลที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์
หรือในกรณีล่าสุดคือทางแกรมมี่ที่ขยายขอบเขตจากธุรกิจเดิมคือบันเทิงเข้าสู่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ที่ท่านผู้อ่านอาจจะนึกว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดีๆ
จะพบว่ายังถือเป็นการขยายขอบเขตสู่ธุรกิจที่เกี่ยวพันกัน เนื่องจากมีลูกค้าเป้าหมายกลุ่มเดียวกัน
ซึ่งก็คือกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ดังนั้นถ้าในอนาคตแกรมมี ่
จะเข้าสู่ตลาดเสื้อผ้าวัยรุ่นหรือเครื่องสำอางก็คงไม่ต้องแปลกใจนะครับที่เขาจะมุ่งจับลูกค้าวัยรุ่นเป็นหลัก
ผมได้มีโอกาสอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งของต่างประเทศที่ออกมาค่อนข้าง ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมว่า องค์กร
ธุรกิจที่มุ่งเน้นอยู่เฉพาะธุรกิจเพียงธุรกิจเดียวจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด
เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วองค์กรที่มีการขยายขอบเขตสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยว
ข้องกับธุรกิจเดิมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เท่ากับหรือเหนือกว่าพวกที่ไม่ขยายตัวไปไหน
แต่ก็มีข้อแม้ว่าการขยายตัวนั้นจะต้องไม่ขยายตัวให้มากและหลากหลายเกินไป
รวมทั้งเป็นการขยายตัวที่อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมด้วย ซึ่งความเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับช่วงวงจรชีวิตของ
ธุรกิจ (Industry Life Cycle) ทั้งนี้เนื่อง จากธุรกิจแต่ละชนิดก็จะมีวงจรชีวิตเฉกเช่นกับสิ่งอื่นๆ (เช่น
วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ หรือ ชีวิตมนุษย์เรา) โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นช่วงของการเกิด (Introduction)
ช่วงการเติบโต (Growth) ช่วงของการอิ่มตัว (Mature) และช่วงของการหดตัว (Decline)
เมื่อองค์กรคิดจะขยายขอบเขตธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ องค์กร ควรจะต้องพิจารณาช่วงของวงจรชีวิต
ธุรกิจในขณะนั้นด้วย ถ้าธุรกิจอยู่ในช่วงของการเติบโตอาจจะยังไม่ใช่เวลา ที่เหมาะสมที่จะขยายขอบเขต
เนื่อง จากผู้บริหารควรจะต้องทุ่มเทความสามารถและทรัพยากรในธุรกิจที่ทำอยู่อย่างเต็มที่
แต่ถ้าธุรกิจของท่านเริ่ม เข้าสู่ช่วงอิ่มตัวหรือหดตัวแล้ว
ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการขยายตัวเพื่อนำความสามารถและทรัพยากรที่มีอยู่ไปใช้ให้เป็น
ประโยชน์ในธุรกิจอื่น
ท่านผู้อ่านคิดว่าเหตุผลหนึ่งที่ผู้บริหารของแกรมมี่ขยายเข้าสู่ธุรกิจกึ่ง
สำเร็จรูปนั้นเป็นเพราะธุรกิจเพลงและบันเทิงเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวแล้วหรือไม่?
ในการบริหารขอบเขตธุรกิจ (Scope Management) ให้ได้ดีนั้น นอกเหนือจากการพิจารณาในด้านของ
การขยายตัวแล้ว ท่านผู้อ่านควรจะต้องคิดถึงการหดตัวหรือการยุบขอบ เขตขององค์กรด้วย
นั้นคือจะต้องสามารถตอบได้ว่าเมื่อใดที่ควรจะออก จากธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ
ถ้าผู้บริหารเห็นว่าธุรกิจที่ตนเองมีอยู่นั้นผลการดำเนินงานเริ่มถดถอย หรือโอกาสในการเติบโตเริ่มลดน้อยลง
ผู้บริหารอาจจะต้องเริ่มคิดว่าเมื่อใดจึงควรจะออกจากธุรกิจนั้นไป เนื่องจาก ถ้าเรายังคงอยู่ในธุรกิจนั้นนานขึ้น
นอกเหนือจากจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแล้ว ยังอาจจะลากธุรกิจอื่นๆ ของเรา
ที่ประสบความสำเร็จให้ลงเหวตามไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการดึงทั้งทรัพยากรและความสนใจของผู้บริหารไปสู่สิ่งที่ไม่มีอนาคต
แทนที่จะทำให้ผู้บริหารสนใจในธุรกิจที่กำลังเติบโตหรือทำเงิน
ท่านผู้อ่านจะพบกับองค์กรหลายแห่งที่มีปัญหาหรือ ล้มเหลวเนื่องจากไม่สามารถตัดใจได้จากธุรกิจเดิมๆ
ที่เคยทำอยู่ เนื่อง จากมีความหวังว่าธุรกิจนั้นอาจจะมีโอกาสพลิกฟื้นตัวขึ้นมาใหม่
ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่าการบริหารขอบเขต (Scope Management)
ให้ได้ดีนั้นการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็น อย่างยิ่ง
ที่มา....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|