ภาวะผู้นำกับอารมณ์
ท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความนี้เป็นประจำคงจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะเชื่อมโยงหลักการ
ด้านการแพทย์เข้ากับแนว คิดทางด้านการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในเรื่องของ Healthy Scorecard และ
Organizational Intelligenceดังที่ได้เคยนำเสนอไปในบทความนี้
ในสัปดาห์นี้ผมขอนำแนวคิดทางด้านการจัดการอีกประการหนึ่ง ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานของหลักการทาง
การแพทย์เข้ามาใช้กับการบริหารและการจัดการ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ที่ได้นำเอาหลักการ ในเรื่อง
ของสมองและอารมณ์ของผู้บริหารเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเรียกว่า Emotional Leadership
เนื้อหาในบทความนี้ได้นำมาจากบทความเรื่อง Primal Leadership เขียนโดย Daniel Goleman และคณะ
ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Harvard Business Reviewฉบับเมื่อเดือนธันวาคมเมื่อปีที่แล้ว
ท่านผู้อ่านอาจจะแปลกใจว่าภาวะผู้นำจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ได้อย่างไร? จริงๆ แล้วคงไม่ใช่แต่ตัวผู้นำใน
องค์กรเท่านั้น แต่อารมณ์ของคน ที่อยู่รอบๆ ข้างเราสามารถที่จะส่งผลกระทบถึงตัวเราได้ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เราไม่เคยได้สังเกตพบเท่านั้น
ก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดของแนวคิดเกี่ยวกับ Emotional Leadership เราลองมาทบทวนแนว คิดและ
หลักการเกี่ยวกับภาวะผู้นำก่อนนะครับ
แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำภายในองค์กร ได้มีการพัฒนามาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว มีหลักการและ
แนวคิดเกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำออกมามากมาย โดยพอจะแบ่งแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำเป็นยุคต่างๆ ได้คร่าวๆ
ดังนี้ ยุคแรกเป็นยุคที่นักวิชาการมองว่าคนๆ ไหนจะเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของคนๆ นั้น
ซึ่งแนวคิดด้านนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของ "Traits Theory" การศึกษาในเรื่องของภาวะผู้นำในยุคนี้มุ่งเน้น
การหาคุณลักษณะที่เหมาะสมกับผู้นำ
ในยุคต่อมาจะเริ่มให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของผู้นำมากขึ้น โดยแบ่งพฤติกรรมของผู้นำออกเป็นสองด้าน
ได้แก่ผู้ที่มุ่งเน้นงาน (Task-Oriented) กับผู้ที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship-Oriented) ซึ่งเครื่อง
มือทางด้านภาวะผู้นำที่เรารู้จักกันในยุคนี้ได้แก่ Managerial Grid
ต่อมานักวิชาการเห็นว่าผู้นำที่ดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับให้เข้ากับสถาน
การณ์ในขณะนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะและความพร้อมของลูกน้องหรือสถานการณ์ในขณะนั้นๆ และ
ในปัจจุบันได้มีการกล่าวขวัญถึงผู้นำที่เป็น Transformational Leadership มากขึ้น ซึ่งผู้นำในประเภทสุดท้าย
นั้นจะเน้นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สามารถที่จะกระตุ้นและจูง ใจให้พนักงานสามารถ ทำงานเกินความ
สามารถของแต่ละคน
อย่างที่เรียนให้ทราบในตอนต้นว่าในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำเสนอแนว คิดและหลักการทางด้านการแพทย์เข้า
มาผสมผสานกับภาวะผู้นำมากขึ้น โดยแนวคิดเรื่องของ Emotional Intelligence นั้นเริ่มต้นจากการศึกษา
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ (Mood) ของผู้บริหารที่จะส่งผลกระทบพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา
รวมถึงผลต่อการดำเนินงานขององค์กร
ท่านผู้อ่านอาจจะลองเปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงของท่านก็ได้นะครับว่าในสถานที่ทำงานของท่านนั้น
อารมณ์ของผู้บังคับบัญชาหรือ ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรท่าน ส่งผลกระทบต่อการทำงานของคนอื่นภายใน
องค์กรหรือไม่
ก่อนที่จะเข้าไปศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ของผู้นำกับคน รอบข้าง เราลองมาศึกษาเกี่ยวกับผล
กระทบของอารมณ์ของเรากับคนรอบ ข้างก่อนนะครับ ได้มีผลวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับการทำงานของ
สมองแล้วพบว่าอารมณ์ของบุคคลแต่ละคน สามารถที่จะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของคนรอบๆ ตัว ทั้งนี้เนื่อง
จากสมอง และอารมณ์เราทำงานในลักษณะเปิด (Open-Loop) ทำให้สมองและอารมณ์ของเราจะขึ้นอยู่กับ
ความสัมพันธ์ที่เรามีกับบุคคลอื่นรอบๆตัวเรา
นอกจากนี้ได้มีการวิจัยเพิ่มเติมในโรงพยาบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องที่ดูแลผู้ป่วยพิเศษ
พบว่าผู้ป่วยหนักที่มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดจะส่งผลทำให้ความดันโลหิตของผู้ป่วยลดลง และยังทำให้ไขมันที่
อุดตันเส้นเลือด ลดน้อยลง ยังมีผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่ง น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับท่าน ผู้อ่านที่เป็น
สุภาพบุรุษวัยกลางคนที่ใน ขณะนี้ยังไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับใครๆ โดยมีการค้นพบว่าผู้ชายในวัยนี้ที่ประสบ
กับความเครียดอย่างรุนแรง มากกว่าสามครั้งต่อปี มีโอกาสที่จะเสีย
ชีวิตมากกว่าผู้ชายวัยเดียวกันที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่สามารถปลอบโยนหรือปลอบใจได้มากกว่า
ถึงสามเท่า
จากผลการวิจัยทั้งสองประการข้างต้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าอารมณ์ของคนเรามีลักษณะเป็นเปิด นั้นคือ
อารมณ์ของคนๆหนึ่งสามารถที่จะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นรอบๆตัวเราอยู่ตลอดเวลา
นักวิทยาศาสตร์และนักการแพทย์บอกว่าปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากคนแต่ละคนสามารถที่จะส่งสัญญาณ
ที่จะส่งผลต่อระดับฮอร์โมน การทำงานของหัวใจ อัตราการหลับ หรือแม้กระทั่งอัตราการติดเชื้อ ของบุคคล
รอบๆตัวเรา
นอกเหนือจากการแสดงอารมณ์ โดยการพูดแล้วได้มีการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ค้นพบว่าปฏิกิริยาทางร่างกายของ
คนเรา (Non-verbal Expressiveness) ก็สามารถส่งผลกระทบต่อ อารมณ์ของผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ถ้าเอาคน
แปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันเลยมานั่งอยู่ด้วยกัน ชั่วเวลาไม่ถึงห้านาที คนที่มีการแสดงออกทางอารมณ์มากที่สุด
จะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้อื่นทั้งๆที่ไม่ได้มีการพูดด้วยกันเลยซักคำเดียว
พอนำหลักการเหล่านี้เข้ามาใช้ในการทำงานโดยเฉพาะการทำงานเป็น กลุ่มแล้ว พบว่า อารมณ์ดีและรื่นเริง
เบิกบาน จะเป็นอารมณ์ที่แพร่กระจาย ไปยังบุคคลอื่นได้อย่างรวดเร็วที่สุด ในขณะที่อารมณ์หดหู่จะเป็น
อารมณ์ที่แพร่กระจายได้น้อยที่สุด
มีการวิจัยและพบว่าการหัวเราะเป็นลักษณะของอารมณ์ที่ติดต่อหรือแพร่กระจายได้เร็วที่สุด ถ้าท่านได้
ยินใครหัวเราะแล้วมักจะอดไม่ได้ที่จะยิ้มหรือหัวเราะตาม
ทั้งนี้เนื่องจากในสมองของเราได้รับการออกแบบมาให้สามารถรับรู้ต่อการยิ้มหรือเสียงหัวเราะได้ดีที่สุด
มีการค้นพบว่าอารมณ์ของแต่ละคนนั้นมักจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างติดตัวคนแต่ละคนไป
คนแต่ละคนมักจะมีอารมณ์ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอนั่นคือเมื่อส่วนใหญ่อารมณ์เป็นอย่างใดแล้วก็จะเป็นอย่างนั้น
ไปเรื่อยๆ หมายความว่าถ้าใครมีแนวโน้มที่เป็นคนร่าเริง เบิกบานก็จะเป็นคนในลักษณะนั้นอยู่เป็นประจำ
แต่ถ้าใครที่มีอารมณ์ขี้หงุดหงิดหรือโมโหง่าย ก็มักจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่าอารมณ์ของคนเราขึ้นอยู่กับอะไร?
จริงๆ แล้วอารมณ์ของแต่ละคน มีส่วนสัมพันธ์กับพันธุกรรม (Gene) ของแต่ละคนเหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์
ได้มีการค้นพบยีนแปลกๆ แต่จริงในร่างกายของเรา เช่น ยีนของ ความอาย (Shyness) ที่ส่งผลให้คน บางคน
ที่มียีนตัวนี้ค่อนข้างเงียบและเก็บตัว และทำให้คนที่มียีนตัวนี้อยู่ถูกมองโดยคนรอบข้างว่าเป็นคนที่มีอารมณ์
ไม่ค่อยจะเบิกบาน
อย่างไรก็ดีไม่ใช่แค่พันธุกรรมเพียงอย่างเดียวที่จะส่งผลต่ออารมณ์ของแต่ละคน ประสบการณ์ของแต่ละคน
ก็ส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านอารมณ์ของแต่ละคนด้วย ผลการ วิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของ
แต่ละคนจะค่อนข้างที่จะฝังรากและติดตัวแต่ละคนในช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ
เมื่อนำหลักการเหล่านี้เข้ามาใช้ร่วมกับภาวะผู้นำแล้วก็มีการพบว่าอารมณ์และพฤติกรรมของผู้นำจะส่งผล
กระทบต่ออารมณ์และพฤติกรรมของบุคคลอื่นภายในองค์กร ผู้นำที่มีอารมณ์บูดและก้าวร้าว จะทำให้
สภาวะแวดล้อมในการทำงานเป็นพิษ ทำให้ ทุกคนภายในองค์กรมีลักษณะมองโลกในแง่ร้ายและแง่ลบ
ทำให้ละเลยโอกาสดีๆทางธุรกิจไป
ในขณะที่ผู้นำที่มีอารมณ์รื่นเริง ชื่นบาน จะส่งผลให้บุคลากรภายในองค์กรกล้าที่จะท้าทายหรือทำในสิ่งใหม่ๆ
อีกทั้งยังจะผลให้ทุกคนรอบๆ ตัวเขามองทุกอย่างหรือมองโลกในแง่ดี ทำให้ทุกคนมีความหวังหรือมอง
เห็นโอกาสในการที่จะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
ทำให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
ซึ่งสุดท้ายแล้วย่อมจะส่งผลต่อผลประกอบการขององค์กร
ท่านผู้อ่านอย่าลืมตรวจสอบอารมณ์ของท่านนะครับ เพราะอารมณ์ของทุกท่านสามารถส่งผลต่อบุคคลรอบๆ
ตัวท่าน โดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่เป็นผู้บริหารคงต้องสำรวจอารมณ์ของตนเองอย่างจริงจัง เนื่อง
จากอาจจะส่งผลต่อผลการดำเนินงาน ขององค์กรท่านได้
ที่มา.....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|