โตแล้วแตกอาณาจักร : ฝรั่งไม่ไหวไฉนไทยเวิร์ค
ฉบับนี้ ผมขอกล่าวถึงแนวคิดทางการบริหารธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก กับหน่วยธุรกิจทั่วโลกมา
ช้านาน รวมถึงประเทศไทยด้วย นั่นก็คือ
การขยายธุรกิจโดยการกระจายการลงทุนออกไปนอกธุรกิจเดิมที่ตนเองดำเนินงานอยู่ หรือที่เรียกกันติด
ปากว่า โตแล้วแตกนั่นเองครับ
จากแนวคิดดังกล่าว จะเห็นว่าองค์การธุรกิจที่นำไปใช้นั้น มุ่งหวังผลทางด้านการเติบโตอย่างรวดเร็ว
พยายามจับโอกาสที่มีอยู่ในธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และมีการเจริญเติบโตสูงกว่าธุรกิจดั้งเดิม
ดังจะเห็นได้ในหลายกรณีของไทย
เช่นธุรกิจเดิมคือสิ่งทอซึ่งหลายคนมองว่าอยู่ในขาลง และโอกาสการขยายตัวของธุรกิจดังกล่าวค่อนข้างยาก
เพราะมีการแข่งขันจากคู่แข่งนอกประเทศสูง ผู้บริหารธุรกิจสิ่งทอจึงทุ่มเททรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ
ที่เล็งเห็นว่ามีโอกาสในการหารายได้
ที่ผ่านมาในประเทศไทย ธุรกิจที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และเป็นที่เย้ายวนใจให้หลายองค์การเข้าไป
ลงทุน คงหนีไม่พ้นธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี และโทรคมนาคม
ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในธุรกิจเดิมมากมาย
การกระจายการลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ยังถูกคาดหวังให้ช่วยกระจายความเสี่ยง
ซึ่งถ้ามองว่าธุรกิจดั้งเดิมของตนอยู่ในช่วงหดตัว และหมดโอกาสในการเติบโตในอนาคต เช่น
ธุรกิจผลิตเครื่องพิมพ์ดีดที่ถูกคอมพิวเตอร์เข้ามาทดแทนค่อนข้างมากแล้ว
หากยังมุ่งเน้นที่ธุรกิจดังกล่าวโดยไม่มีการกระจายไปยังธุรกิจอื่นเพื่อลดความเสี่ยง
จะทำให้อนาคตโดยรวมของทั้งองค์การมืดมนตามไปด้วย
จะเห็นแล้วว่าการเติบโตโดยการใช้การกระจายการลงทุนอย่างกว้างขวางเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าจะส่งผล
ดีต่อธุรกิจอย่างไรก็ตามมีหลายองค์การที่นำเทคนิคดังกล่าวเข้ามาใช้แต่กลับเกิดปัญหาอย่างรุนแรง
ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดเจนคือกรณี Greyhound ในประเทศสหรัฐอเมริกา
(มิใช่ร้านเสื้อผ้าที่ผนวกกับร้านอาหารชื่อดังของไทยนะครับ) ที่ครั้งหนึ่ง
เคยมีความเกรียงไกรมากขนาดที่ควบคุมธุรกิจบริการขนส่งทั้งคนและขนส่งสินค้า
ทั่วทั้งทวีปอเมริกาเหนือเลยทีเดียว เรียกว่าเกือบจะผูกขาดส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด
พอธุรกิจเริ่มโตเงินเริ่มเหลือเฟือประกอบกับธุรกิจการขนส่งที่ตนเองทำอยู่เริ่มไม่เติบโตหวือหวาสมใจอย่าง
ที่เคยเป็นแล้ว ก็เริ่มมองหาธุรกิจใหม่ที่คิดว่าจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำใหม่ของตน จึงได้เริ่มมีการกระจายไปสู่ธุรกิจ
ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจทางอากาศ ธุรกิจบันเทิงและการท่องเที่ยว โรงแรม ธุรกิจผลิตอาหาร
การเงิน รวมถึงพวกคอนซูเมอร์โพรดักส์ อีกมากมายหลายประเภท ทั้งสบู่ ยาสีฟัน แชมพูเป็นต้น
การกระทำดังกล่าวให้ผลดีกับบริษัทในระยะแรก ต่อมาเมื่อบริษัท Greyhound
มีคู่แข่งขันที่แข็งแกร่งเข้ามาต่อสู้กับตนเองพร้อมๆ กันทุกทิศทุกทาง ทั้งธุรกิจใหม่
รวมถึงธุรกิจขนส่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของบริษัทของตน ธุรกิจเริ่มประสบปัญหาทีละประเภท สองประเภท
ต้องมีการขายทิ้งหรือตัดการลงทุนออกไป
แม้แต่ธุรกิจหลักของตนที่เคยเป็นธุรกิจชูธง นั่นคือ การขนส่งทั่วทั้งอเมริกาเหนือ ก็มีอันเป็นไปด้วย
จำต้องขายธุรกิจดังกล่าวทิ้งไป จนปัจจุบันเหลือเพียงธุรกิจที่ขายคอนซูเมอร์โพรดักส์ไม่กี่ชนิด
รวมถึงสบู่ยี่ห้อไดอัลซึ่งเป็นที่รู้จักดีในประเทศเรานั่นเอง
นอกจากกรณีของบริษัท Greyhound
ยังมีอีกมากมายหลายกรณีที่เกิดปัญหาจากการกระจายการลงทุนขนานใหญ่ขึ้นมา
เนื่องจากปัญหาในด้านการลงทุนเกินตัว รวดเร็วเกินไป ขาดการประสานงานและควบคุมอย่างทั่วถึง
และที่สำคัญที่สุด คือการกระจายไปยังธุรกิจที่ตนขาดความถนัด
ขาดความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์มาก่อน
ทำให้ปัญหามากมายตามมาหลังจากการทำการกระจายการลงทุนดังกล่าว
จากหลายเหตุการณ์ที่กล่าวมา หรือจะเป็นมนต์ขลังของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนจะเริ่มเสื่อมไปในปัจจุบัน
เพราะนักกลยุทธ์ตะวันตก เริ่มไม่แนะนำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของตน กระทำการดังกล่าวอีกต่อไป
เนื่องจากแทนที่จะลดความเสี่ยงกลับกลายว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินงานมากขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตามภาพดังกล่าวเมื่อนำมาประยุกต์กับประเทศไทย หรืออีกหลายๆ
ประเทศในแถบเอเชียที่กำลังพัฒนา กลับได้ผลดี
โดยมีบริษัทมากมายในประเทศไทยที่มีการขยายเป็นอาณาจักรธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจการเกษตร อสังหาริมทรัพย์
ธุรกิจการเงิน การประกันภัยรวมถึงธุรกิจค้าปลีกและโทรคมนาคม
จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่กล่าวมาทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกันน้อยมาก เรียกว่าความเชี่ยวชาญในธุรกิจหนึ่ง
แทบจะเข้าไปช่วยเสริมการดำเนินงานในอีกธุรกิจหนึ่งไม่ได้เลย
แต่องค์การดังกล่าวก็ยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
และยังมีฐานอำนาจในการควบคุมระบบธุรกิจในเมืองไทยสูงมากอีกด้วย
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ยังมีให้เห็นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ๆ ในไทยหรือแม้แต่ในประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ
ในเอเชียก็ตาม จนนำมาสู่คำถามที่ว่าเหตุใด ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว
จึงมีความแตกต่างจากหลักการในประเทศตะวันตกมากมาย
เหตุผลที่สามารถนำมาอธิบายได้ในที่นี้ก็คือ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการดำเนินธุรกิจ
รวมถึงวัฒนธรรมของเอเชียมีความแตกต่างจากตะวันตกมาก โดยแง่มุมหลักที่นำไปสู่ผลที่แตกต่างกัน นั่นก็คือ
ประการแรก วัฒนธรรมในการบริหารงานและดำเนินธุรกิจในเอเชีย เน้นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
รวมถึงการมีความสัมพันธ์ส่วนตัว เป็นรากฐานหลักในการจัดการธุรกิจ ซึ่งมีการกล่าวกันมากด้วยซ้ำไปว่า
ทำธุรกิจในเมืองไทยนั้น ต้อง know who มากกว่า know howจึงจะประสบความสำเร็จ
ดังนั้นการที่ธุรกิจมีการขยายฐานไปยังธุรกิจอื่นๆ
ที่แม้ว่าจะไม่มีความเกี่ยวพันกันพอที่จะเกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้เลย
ก็ยังสามารถส่งเสริมกันในเชิงการรู้จักมักคุ้น และการอ้างอิงถึงกันในแง่บุคคลมากกว่า
ดังนั้นการถ่ายโอนเทคนิคและความสามารถระหว่างธุรกิจจึงมีผลค่อนข้างน้อยนั่นเอง
ประการถัดมาในแง่ของระดับการพัฒนาและระดับความเสรีทางการแข่งขัน
ในประเทศเอเชียอย่างเรายังต้องยอมรับว่ามีการแข่งขันเสรีน้อย การกีดกันมีสูง
รวมถึงการคุ้มครองจากกฎระเบียบต่างๆ และการใช้การเมืองแทรกแซงธุรกิจยังมีอยู่มาก
ทำให้การแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เกิดขึ้นได้ยาก
ปัจจัยแห่งความสำเร็จมักไม่ใช่ความสามารถและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
แต่จะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวกับกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่า
อย่างไรก็ตามภาพเช่นนี้กำลังหมดไปเรื่อยๆ เนื่องจากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา
ทำให้ผู้บริหารตระหนักถึงความยากลำบากมากขึ้นในการจัดการ
ความสัมพันธ์และฐานอำนาจแต่เพียงอย่างเดียวไม่อาจนำพาธุรกิจอยู่รอดในช่วงกระแสที่เชี่ยวกรากได้
ดังนั้นผู้บริหารของไทยเอง
คงต้องมีการพัฒนาแนวคิดให้มุ่งเน้นถึงความสามารถทางการแข่งขันอย่างแท้จริงในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่มีการเปิดเสรีทางการแข่งขันกับต่างชาติมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้
ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|