Whoever Makes The Most Mistakes Wins
ความผิดพลาด หรือความล้มเหลวคือก้าวแรกแห่งความสำเร็จเพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นคุณสมบัติที่เคียงคู่กัน
ตามทฤษฎี "หยิน-หยาง"หลักปรัชญาแห่งเต๋า
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความสำเร็จเป็นก้าวแรกสู่ความล้มเหลวซึ่งก็ไม่ผิดเช่นกัน
ไม่มีใครสามารถประสบกับความสำเร็จ หรือล้มเหลวตลอดไป เมื่อมีความสำเร็จก็มีความล้มเหลว
หรือเมื่อมีความล้มเหลวก็ย่อมมีความสำเร็จ เพราะนอกจากเป็นคุณสมบัติที่เคียงคู่กันแล้ว
ในแต่ละอย่างก็มีคุณสมบัติที่ตรงกันข้ามซ่อนเร้นหรือแฝงอยู่
นอกจากพระเจ้าแล้ว มนุษย์ทุกชีวิตล้วนแต่ทำงานหรือประสบกับความล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น
ฉะนั้น ความล้มเหลว หรือความผิดพลาดก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้
และไม่ต้องกลัว หวาดวิตก หรือกระวนกระวายที่จะประสบหรือพบกับความผิดพลาดหรือล้มเหลว
ความสำเร็จ และความล้มเหลวบ่อยครั้งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ระยะเวลา เศรษฐกิจ
และการเปลี่ยนแปลงของสาธารณชน ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถ ความรู้
หรือการตัดสินใจที่แย่แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น Edmund Muskie ตัวเต็งที่จะเป็นตัวแทนพรรค Democrat ในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี
วันหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์ต่อว่านักข่าวด้วยน้ำตานองหน้าที่สื่อมวลชนไปโจมตีภรรยาของเขาอย่างเสียหาย
ภาพข่าวที่เผยแพร่ออกไป ทำให้ชาวอเมริกันเปลี่ยนใจไม่เลือกเขาทันที
เพราะอเมริกันชนไม่ต้องการผู้นำขี้แยไปนั่งทำงานในทำเนียบขาว
ความสำเร็จในมุมมองหนึ่ง อาจกลายเป็นความล้มเหลวในอีกมุมมองหนึ่ง เช่น
การเลื่อนตำแหน่งก่อนเวลาอันควรซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จ
อาจเป็นผลให้ผู้ได้เลื่อนตำแหน่งประสบกับความล้มเหลวในเวลาต่อมาเพราะตนเองไม่มีความพร้อม
หรือการถูกไล่ออกจากงาน ในแง่มุมหนึ่งก็คือ ความล้มเหลว
แต่ก็ทำให้เขาไปเริ่มประกอบธุรกิจใหม่จนประสบความสำเร็จนั่นก็คืออีกแง่มุมหนึ่ง
บุคคลที่มีจิตวิญญาณเป็นเถ้าแก่มักจะไม่สนใจความสำเร็จ หรือความล้มเหลว สิ่งที่พวกเขาต้องการ
หรือปรารถนาสูงสุดก็คือ "ได้ทำในสิ่งที่ตนอยากทำเท่านั้น"
เถ้าแก่ไม่เคยย่นย่อต่อความล้มเหลว ไม่ว่าพวกเขาจะล้มสักกี่ครั้ง
เถ้าแก่เหล่านี้ก็จะลุกขึ้นมาพยายามใหม่ทุกครั้ง
เช่นเดียวกับนักกีฬาระดับสุดยอด หรือ Super-Star อย่าง Bill Russell อดีตนักบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ของทีม
Celtic ซึ่งเคยเป็นทีมสุดยอดของสหรัฐฯ เขาบอกความในใจของเขาว่า สิ่งที่เขาสนใจคือความสนุกตื่นเต้น หรือ
ความมันในเกมมากกว่าสนใจว่าทีมใดชนะหรือแพ้
พวกเขามีจิตวิญญาณที่เหมือนกันซึ่งก็คือ ความพ่ายแพ้ หรือความล้มเหลวคืออาจารย์ใหญ่
หรือบทเรียนที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้พวกเขาก้าวไปสู่ความสำเร็จ
พวกนักวิทยาศาสตร์ หรือนักค้นคิดประดิษฐ์ทั้งหลายก็เช่นกัน คนเหล่านี้ยึดถือคติว่า ความล้มเหลวคือ
การทดลองอย่างหนึ่ง
ต่อให้พวกเขาประสบกับความล้มเหลวถึง 999 ครั้งในการทดลองค้นคว้า
ขอให้ประสบกับความสำเร็จครั้งสุดท้าย หรือครั้งที่ 1,000 ก็พอแล้ว เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด
ความล้มเหลวเป็นเพียงประสบการณ์เท่านั้นไม่ใช่สิ่งที่จะมาบั่นทอนชีวิต
ที่จริงแล้ว ความสำเร็จต่างหากที่จะทำให้คนเราชะล่าใจ หรือปลื้มปิติยินดีจนลืมปรับปรุงตนเอง
และในที่สุดก็นำพามาซึ่งความล้มเหลว
มนุษย์ทุกคนต้องการสิ่งที่มาคอยกระตุ้นเตือนในชีวิตเพื่อให้เกิดพลัง หรือแรงบันดาลใจที่อยากจะทำอะไรใหม่ๆ
หรือเปลี่ยนแปลง และความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้ก็คือยากระตุ้นที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างหนึ่ง
เงินหรือกำไรไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ รวมทั้งรถ Benz หรือปากกา นาฬิกายี่ห้อดังๆ
และแพงๆสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวแทนแห่งความสำเร็จ
ผู้ที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่พวกเขาสนใจก็คือ ได้ทำสิ่งที่ท้าทาย
หรือเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ตื่นเต้นเร้าใจเช่น
บริษัทกำลังจะล้มละลายเพราะเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เจ้าหนี้กำลังฟ้องยึดทรัพย์สิน หรือทวงหนี้
โต๊ะเก้าอี้ทำงานถูกยึดไปหมดไฟฟ้าถูกตัดต้องจุดเทียนทำงาน
นี่คือปัญหา หรือสิ่งท้าทายซึ่งเถ้าแก่ชอบจะลุย พวกเขาบอกว่า ทำงานภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ สนุกกว่า
และดีกว่าทำงานประสบความสำเร็จภายใต้สถานการณ์ที่ราบเรียบซึ่งขาดความตื่นเต้นไร้ชีวิตชีวา
ข้อแตกต่างประการสำคัญระหว่างเถ้าแก่และผู้จัดการก็คือ เถ้าแก่ชอบทำงานที่มีความเสี่ยง
โดยไม่สนใจเรื่องความมั่นคงหรือเงินทองมากนัก
ขณะที่ผู้จัดการไม่ชอบงานที่เสี่ยง ยึดความมั่นคง ความปลอดภัย หรือ เงินทองเป็นหลัก
ที่มา......หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|