นักฟังที่ดี
วิทยา ด่านธำรงกูล
การสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตงานและชีวิตประจำวัน การพูดและการฟังนับเป็นส่วนหนึ่งใน
การสื่อสารที่เราใช้กันมากที่สุด แต่บ่อยครั้งที่แม้จะพูดจะฟังกันต่อหน้าก็ยังทำให้การสื่อสารล้มเหลวได้เหมือน
กัน เพราะคนพูดนึกว่าคนฟังเข้าใจ คนฟังก็พยายามจะเข้าใจ แต่ที่เข้าใจกลับเป็นคนละเรื่องกับของคนพูด
เลยทำให้การสื่อสารครั้งนั้นจบแบบไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งเพราะไม่รู้เรื่องกัน
คนจะสื่อสารได้ดีต้องพยายามเป็นผู้ฟังที่ดี พูดแล้วฟังง่าย แต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเท่าไร เพราะคนเราส่วนมาก
ชอบพูดมากกว่าชอบฟัง ทั้งที่พระเจ้าให้หูมาสองหู และปากแค่ปากเดียว เจตนาคือให้ฟังมากกว่าพูด แต่คน
เรามักจะทำตรงกันข้าม
จะเป็นนักฟังที่ดี ขั้นแรกต้องหยุดพูดเสียก่อน เพราะเวลาที่เราพูดเรามักจะไม่ฟัง เพราะฉะนั้นต้องหยุดพูด
แล้วเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยการสร้างบรรยากาศที่จะให้อีกฝ่าย
สบายใจที่จะพูด อาจชวนกันไปนั่งที่โซฟาสบายๆ แทนที่จะนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเราที่มีกองเอกสารวาง
ไว้เต็มไปหมด หรือใช้คำพูดบางอย่างที่จะช่วยลดความตื่นเต้น ความประหม่าหรือความลังเลใจที่อีกฝ่ายจะ
เล่าเรื่องของเขา
ตลอดเวลาของการฟังเราต้องแสดงความสนใจ ในเรื่องที่เขาเล่าตลอดเวลาไม่ว่าจะด้วยสีหน้าหรือแววตา
แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราต้องการที่จะฟัง และกำลังฟังเขาอยู่ ไม่ได้ใจลอยไปถึงไหนๆ ในเวลาเดียวกันพยาม
ขจัดสิ่งที่จะมารบกวนการฟังของเรา และการเล่าของเขา เช่นอาจจะบอกกับเลขาหน้าห้องว่าไม่ต้องการรับ
โทรศัพท์ในเวลานั้น บางคนนั่งฟังไป ก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือ หรือพลิกเอกสารในมืออยู่ไปมา อย่างนี้เท่า
กับไม่สนใจในเรื่องที่เขาเล่า และสิ่งที่ทำอยู่จะดึงดูดความสนใจไปทำให้ไม่ได้เก็บข้อมูลจากการฟังอย่างครบ
ถ้วน
ผู้ฟังที่ดี เวลาฟังต้องพยายามมีความรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังเล่าด้วย แสดงให้ผู้เล่ารู้สึกว่าเรา
เข้าใจ เห็นใจ และรับรู้ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเขา ทั้งนี้ก็เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกับเขาและ
พร้อมที่จะรับฟัง เมื่อนั้นเราจะได้ข้อมูลมากมายจากการบอกเล่า พอที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์และตัดสินใจได้
ผู้ฟังที่ดีควรมีความอดทนที่จะฟัง ไม่ตอบโต้ผู้เล่าหรือขัดจังหวะการเล่าตลอดเวลา บางคนฟังเขาเล่าไม่ทันจบ
ก็ตัดบทเสียแล้ว เช่น "โอ๊ย เรื่องนี้มันเรื่องเล็กนิดเดียว" หรือ "โธ่ คุณคิดมากไปเอง" หรือ "เอาล่ะๆ ผมเข้าใจ
แล้ว ไม่ต้องอธิบายหรอก" ตัดบทแบบนี้ย่อมทำให้ผู้เล่าไม่อยากเล่าต่อ นอกจากนั้นผู้ฟังจะต้องควบคุมอารมย์
์ของตัวเองตลอดเวลา บางครั้งหากฟังอะไรที่ไม่ถูกใจก็ปล่อยให้เขาเล่าไปให้จบกระบวนความก่อน ไม่ใช่โมโห
ฉุนเฉียวขึ้นมาในทันทีทันใด และหากจะมีข้อโต้แย้งหรือวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่เขาเล่ามา ควรโต้แย้งหรือ
วิจารณ์ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร
ตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือไม่ชัดเจนก็ควรถามเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมและถูกต้องการถามคำถามยังแสดงให้อีก
ฝ่ายรู้สึกว่าเราสนใจในสิ่งที่เขากำลังเล่าอยู่ด้วย
หลักการข้างต้นเป็นหลักการง่ายๆ เพื่อการเป็นนักฟังที่ดี ไม่ว่าเราจะเป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อนร่วมงาน
เป็นหัวหน้างาน เป็นผู้บริหารระดับไหนก็ตาม ย่อมต้องเรียนรู้การเป็นนักฟังที่ดีด้วยกันทั้งนั้น
ตราบใดที่เรายังต้องสื่อสารกับผู้คนหากปรารถนาที่จะมีการสื่อสารที่ดีต้องไม่ลืมที่จะเป็นนักฟังที่ดีด้วยเสมอ

|