กำแพงข้อมูลข่าวสารที่สร้างวัฒนธรรมแห่งความไม่ไว้วางใจ
การเปิดโปงการตกแต่งบัญชีของบริษัท Enron ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Dow
Jonesไม่ได้เกิดจากระบบการตรวจสอบที่ผู้นำสหรัฐฯมักคุยนักคุยหนาว่าเป็นระบบตรวจสอบที่ดีที่สุดในโลก
ตามหลักบรรษัทธรรมาภิบาลหรือ Good Corporate Governance
แต่เกิดจากการเปิดเผยของอดีตพนักงานผู้หนึ่ง ที่มีส่วนในการทำลายเอกสารลับทั้งหลาย
ซึ่งถูกไล่ออกหลังจากที่ปฏิบัติการสำเร็จราวปีเศษ นี่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดเลยว่า
ระบบไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นมาดีแค่ไหน ถ้าคนอยากจะโกงซะอย่างโดยเฉพาะถ้าโกงกันเป็นทีม หรือคณะแล้ว
ย่อมทำได้เสมอ เรื่องทำลายเอกสารลับของบริษัท รัฐวิสาหกิจ หรือราชการนี้ ผมมีข้อสังเกตที่อยากเล่าให้ฟัง
ปกติแล้ว บรรดาเอกสารลับทั้งหลายจะถูกสงวนไว้ให้เฉพาะผู้บริหารระดับสูง และเลขานุการอ่านเท่านั้น
ผู้บริหารระดับรองลงมา หรือพนักงานไม่มีสิทธิได้เห็นเอกสารเหล่านั้นเลย ยกเว้นพนักงานที่ทำหน้าที่จัด
หรือเตรียมเอกสารลับ ที่แปลกประหลาดก็คือ ผู้บริหารระดับรองลงมาอ่านไม่ได้
แต่เลขานุการผู้บริหารระดับสูง และพนักงานที่จัดเตรียมเอกสารนั้นสามารถอ่านได้ ถ้าเธอ
หรือพวกเขาอยากจะอ่าน หรือถ่ายสำเนาเก็บไว้ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เวลานำเอกสารลับเหล่านี้ไปทำลาย
ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานระดับล่างที่สุด
หรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานทำความสะอาดของบริษัทผู้รับเหมาทำความสะอาด หรือรักษาความปลอดภัย
(ยาม) เป็นผู้ทำลายเอกสารลับดังกล่าว ช่างเป็นวิธีที่รอบคอบ และน่าทึ่งจริง ๆ เพราะผู้บริหารระดับสูงมักคิดว่า
ให้พนักงานระดับล่างเป็นผู้จัดเตรียม หรือทำลายเอกสาร เพราะพวกเขาไม่มีความสนใจต่อเอกสารลับเหล่านี้
หรือให้ภารโรง หรือพนักงานชั่วคราวที่อ่านหนังสือไม่ออกหรือมีความรู้น้อย เป็นผู้ตระเตรียม
และทำลายเอกสารลับ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ที่ความลับขององค์กรมักจะรั่วไหลออกไปตลอดเวลาเพราะความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ เพราะคู่แข่งก็รู้วิธีคิดเช่นนี้ดี
จึงมักติดสินบน ภารโรง หรือพนักงานชั่วคราว แอบถ่ายสำเนาเอกสารนี้ก่อนนำไปทำลาย และนำออกมาให้
เมื่อพูดถึงเรื่องข้อมูลข่าวสาร องค์กรส่วนใหญ่โดยเฉพาะบริษัทรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ ราชการ ฯลฯ
ได้ลงทุนหลายร้อย หรือหลายพันล้านบาท เพื่อซื้อระบบ
และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยเพื่อจัดเก็บข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งจัดทำระบบเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร
วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อทำให้ผู้บริหาร และพนักงานสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูล และข่าวสารต่างๆ
ตามที่ตนต้องการได้ในเวลาที่รวดเร็ว แต่ในทางปฏิบัติจริง
ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ถูกจำกัดให้แต่ผู้บริหารเพียงไม่กี่คน หรือไม่กี่สิบคนอ่านเท่านั้น
โดยมีการแบ่งชั้นการเข้าถึงระบบข้อมูลข่าวสาร 4-5 ชั้นหรือมากกว่านั้นเช่น
พนักงานระดับ 1-7 เข้าดูได้เฉพาะข้อมูลข่าวสารในชั้นที่ 1 ระดับ 8-9 ดูได้เฉพาะชั้นที่ 1-2 ระดับ 10-12
ดูได้เฉพาะชั้นที่ 1-3 ระดับ 13-14 ดูได้เฉพาะชั้น 1-4 ระดับ 15-16 ดูได้เฉพาะชั้นที่ 1-5 มีแต่ระดับสูงสุดคือ 17-
18 ดูข้อมูลได้ทั้งหมด หรือตั้งแต่ชั้น 1-6 เรื่องนี้เหมือนกับเรื่องการจัดการเรื่องเอกสารลับไม่มีผิดเพี้ยน
คือพนักงานที่ทำหน้าที่ป้อน หรือจัดระบบข้อมูลข่าวสารในส่วนงาน IT (Information Technology)
ซึ่งเป็นพนักงานระดับ 7-9 สามารถเข้าถึงหรือดูข้อมูลต่าง ๆ ได้หมดเช่นกัน
เรื่องแปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นกับองค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทยนี้ นี่คือเหตุผลข้อหนึ่งว่า ทำไมพนักงาน
และผู้บริหารจึงไม่ไว้วางใจกัน เพราะเมื่อผู้บริหารไม่วางใจพนักงาน มีหรือที่พนักงานจะไว้วางใจผู้บริหาร
ผู้บริหารมักหลงผิดคิดว่า ตนเองมีความรัก ซื่อสัตย์
และภักดีต่อองค์กรมากกว่าพนักงานซึ่งเป็นความหลงผิดอย่างร้ายแรงที่สุดในโลกทุกวันนี้
ซึ่งอยู่ในระบบข้อมูลข่าวสารแบบโลกาภิวัตน์ Jack Welch อดีตผู้บริหารสูงสุดของ GE
ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นสูงที่สุดในโลกอยู่หลายปีกล่าวว่า ถ้าจะให้ผมคิดว่า
บริษัทควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือให้ผมเสนอความคิดใหม่ ๆ แค่วันเดียว GE ก็เจ๊งแล้ว Bill Gates
ได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านว่า ผู้บริหารไม่ควรเสียเวลา
และเงินทองสร้างกำแพงข้อมูลข่าวสารกีดกั้นพนักงาน เพราะจะสร้างวัฒนธรรมแห่งความไม่ไว้วางใจในองค์กร
ผมว่า ผู้บริหารไทยจำนวนหนึ่งอ่านหนังสือที่ Bill Gates เขียน และได้อ่านคำพูดของ Jack Welch
แต่ที่แปลกก็คือ ทำไมกำแพงข้อมูลข่าวสารที่ถูกสร้างขึ้นภายในองค์กรจึงมีมากขึ้นทุกที และทุกปี
ขณะที่บริษัทข้ามชาติของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ได้ลดกำแพงเหล่านี้ลงจนแทบไม่มีเหลือ
คำถามก็คือ แล้วเราจะไปสู้ หรือแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้อย่างไร
ในเมื่อผู้บริหารของเรานี้แพ้เขาตั้งแต่วิธีคิดแล้ว แค่วิธีคิดก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว
จะเอาอะไรไปแข่งขันกับเขาอีก นี่ไม่ต้องพูดถึงเงินทุน เทคโนโลยี ประสบการณ์
และวิธีบริหารการจัดการที่เหนือเมฆกว่าหลายสิบปี ผู้บริหารระบบ IT ของเราส่วนใหญ่ไปเน้นเรื่อง Security
แทนที่จะเน้นเรื่อง Dissemination of Information ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่หลักของพวกเขา หรือจะพูดอย่างง่ายๆ
ชัดๆ ก็คือ พวกเขาทำงานเหมือน "แก๊สตาโปน" สมัยนาซี
มากกว่าทำหน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารให้กับพนักงานทุกคนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
คือการเปิดช่องทางให้พนักงานทุกคน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารขององค์กรมากที่สุด
ถ้าผู้บริหารระดับสูงไม่ไว้วางใจผู้บริหารระดับรอง และพนักงานของตนเอง ไปว่าจ้างพวกเขามาทำงานทำไม
หรือไม่มั่นใจในระบบการสรรหาผู้บริหาร และพนักงาน
บางองค์กรจ้างที่ปรึกษามาให้เป็นกุนซือของผู้บริหารระดับสูงสุด แต่ก็ไม่ไว้วางใจในตัวกุนซือ
ไม่ยอมให้เข้าถึงข้อมูลเหมือนกับพนักงานระดับกลางหรือล่าง ผมคิดว่า กรณีของบริษัท Enron หรือบริษัทอื่น
ๆ ที่มีการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีต้องมีการแบ่งชั้นข้อมูลดังเช่นบริษัทส่วนใหญ่ของไทยเป็นแน่
เพราะการแบ่งชั้นข้อมูล ผู้บริหารระดับรอง และพนักงานไม่มีทางไปตรวจสอบรู้ว่า
ผู้บริหารสูงกำลังมั่วทำอะไรกันอยู่ นี่อาจคือประโยชน์ของการแบ่งชั้นข้อมูลที่องค์กรส่วนใหญ่ในไทยใช้อยู่ก็ได้
เพราะถ้าความลับรู้กันอยู่ไม่กี่คน โอกาสที่จะโกง หรือเล่นแร่แปรธาตุกับตัวเลขข้อมูลทางบัญชีก็ทำได้ง่าย
แต่ถ้าไม่มีการแบ่งชั้นข้อมูล ผู้บริหารระดับรอง
และพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดอย่างผู้บริหารระดับสูง โอกาสจะโกง หรือตกแต่งตัวเลขทางบัญชี
หรือแอบทำอะไรอย่างทุจริตก็ทำได้ยากมากๆหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ที่มา.....หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

|