ลดภาษีเพื่อกระตุ้นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์?
กรมสรรพากรไทยมองว่าธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตไม่แตกต่างจากการค้าในช่องทางปกติ ดังนั้นระบบการ
เก็บภาษีต่างๆ ก็ใช้หลักการเดียวกัน นั่นคือ หากร้านค้าไทยขายสินค้าให้ผู้ซื้อคนไทยโดยตั้งร้านบน
อินเทอร์เน็ตหรือบนดินก็ตาม ร้านค้าต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากผู้ซื้อด้วย ส่วนผู้ซื้อ
ถ้าเป็นนิติบุคคลก็สามารถนำใบกำกับภาษีจากผู้ขายมาขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรได้ หากร้านค้าไทย
ขายสินค้าให้ผู้ซื้อต่างประเทศ ให้ออกใบกำกับภาษีขายในอัตรา 0% ได้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการส่งออก
ของไทยภายใต้ระบบเช่นนี้ เราจะพบว่าระบบภาษีเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมต่อร้านค้าเท่าเทียมกัน
ไม่ว่าจะตั้งร้านบนอินเทอร์เน็ตหรือไม่ก็ตามอย่างไรก็ตามขณะนี้ได้มีกระแสจากผู้ประกอยการเรียกร้องให้
รัฐบาลแสดงความจริงใจในการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการใช้มาตรการภาษีกระต้น และพุ่งเป้า
ไปที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเห็นว่าสินค้าที่คนไทยซื้อผ่านเน็ตนั้นควรคิดอัตรา 5% พอซึ่งต่ำกว่าช่องทางปกติ
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาเล่นอินเทอร์เน็ต และซื้อสินค้าผ่านเน็ตมากขึ้น
โดยผู้สนับสนุนยกเหตุผลมาประกอบว่าสหรัฐอเมริกาประสพความสำเร็จในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ภายในประเทศ เนื่องจากรัฐบาลไม่เก็บภาษีการบริโภค และขณะนี้ สิงคโปร์ และ เยอรมัน ก็ประกาศใช้
นโยบายในแนวทางนี้ เนื่องจากเห็นว่าการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมีความสะดวก ทำให้อัตราหมุนเวียนของเงิน
เร็วขึ้นกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในเรื่องการเก็บภาษีจากการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตของอเมริกานั้น ผู้เขียนขอเสริมความเข้าใจตรงนี้ก่อน
ว่าภาษีการบริโภคของอเมริกาเป็นระบบที่ต่างจากไทย กล่าวคือ เขาเก็บภาษีการค้าปลีกจากผู้บริโภค
คนสุดท้าย (Retail Sale Tax) เงินที่เก็บจากภาษีบริโภคนี้ถือเป็นรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละรัฐ
ซึ่งแต่ละรัฐอาจเลือกใช้อัตราภาษีต่างกันได้ เมื่อเกิดการค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตขึ้นทำให้ธุรกรรมจากผู้ซื้อ
และผู้ขายข้ามรัฐเกิดมากขึ้น รัฐบาลกลางอเมริกาจึงให้ใช้ระบบเก็บภาษีการค้าบนอินเทอร์เน็ตข้ามรัฐ
เช่นเดียวกับการค้าแบบไปรษณีย์ (Mail Order) ซึ่งมีนัยสำคัญดังนี้ รัฐจะเก็บภาษีการบริโภคได้เมื่อผู้ซื้อ
อยู่ในรัฐเดียวกับผู้ขาย หากเป็นการซื้อขายข้ามรัฐให้งดการเรียกเก็บภาษีการบริโภค แต่รัฐที่ร้านค้านั้นตั้ง
อยู่ก็ยังคงเรียกเก็บภาษีเงินได้และภาษีจุกจิกอย่างอื่นได้ตามปกติ
มีการวิจัยพบว่าเกิดการเปลี่ยนช่องทางการซื้อสินค้าของผู้บริโภคได้จริงจากการใช้ระบบดังกล่าว
โดยผู้ซื้อที่อาศัยในรัฐที่มีอัตราภาษีการค้าสูงจะนิยมซื้อของทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเนื่องจากการซื้อจาก
ไซต์ร้านค้าที่ตั้งอยู่คนละรัฐกันนั้นได้รับการนกเว้นภาษี
การกระตุ้นการค้าบนอินเทอร์เนตในไทย โดยตามแบบอเมริกานั้นผู้เขียนขอเสนอข้อคิดเห็นดังนี้
หนึ่ง การเข้าถึงเครือข่ายของผู้บริโภคชาวไทยและอเมริกามีความแตกต่างกัน เนื่องจากข้อจำกัดทาง
สาธารณูปโภคของไทย ดังนั้นขณะนี้ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังไม่มีโทรศัพท์ใช้ ดังนั้นไม่ต้องถามว่ามี
ีอินเทอร์เน็ตเล่นหรือไม่ การสำรวจล่าสุดพบตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศราว 6 แสนคน หรือคิดหยาบๆ
เป็นเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่ากลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเหล่านี้ส่วนใหญ่มี
ฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีกว่าคนทั่วไป การเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มนี้จ่ายภาษีการบริโภคต่ำกว่าคน
ที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาส จะทำให้รัฐบาลเสี่ยงต่อการถูกโจมตีว่าอุ้มคนรวย
หรือไม่ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องสร้างการเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประชาชนให้ทั่วถึงเสียก่อน
เพื่อให้ผู้ซื้อทุกระดับมีทางเลือกอย่างเท่าเทียมกันว่าจะซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต หรือ
ช่องทางธรรมดาแทนที่จะใช้ภาษีมาตัวบีบบังคับให้คนที่ด้อยโอกาสยิ่งด้อยโอกาสเข้าไปใหญ่
สอง เหตุผลที่สนับสนุนให้คนไทยมาค้าขายทางอินเทอร์เน็ต เพราะทำให้อัตราหมุนเวียนของเงินเร็วขึ้น
และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวนั้น ผู้เขียนเห็นว่ายังเป็นเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตของไทยนัก
การที่สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือ เยอรมัน ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้สำเร็จ
เนื่องจากสินค้าที่ขายทางอินเทอร์เน็ตในประเทศเหล่านั้นเป็น ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ และ บริการ
โดยเฉพาะบริการทางการเงิน ลักษณะของการผลิตสินค้าและบริการเหล่านี้มีลักษณะการผลิตที่มีข้อจำกัด
ทางการผลิตน้อยมาก โดยเฉพาะซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ให้ผู้ซื้อมาดาวน์โลดไปใช้เองนั้น เป็นสินค้าที่
ี่ผู้เขียนเคยอธิบายไปในฉบับก่อนแล้วว่า ต้นทุนการผลิตหน่วยสุดท้าย (Marginal Cost) เป็นศูนย์ ในขณะ
ที่สินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยผลิตจะเป็นกลุ่มสินค้าที่จับต้องได้มากกว่า เช่น สินค้าเกษตร เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า
ฯลฯ ซึ่งมีข้อจำกัดในการผลิตสินค้าค่อนข้างมาก ผู้เขียนขอใช้กรอบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ของ
นักคิดกลุ่มการเงิน (Monetarist) อย่างง่ายๆ ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราทำตามแนวคิดเช่นเดียวกับประเทศเหล่านั้น
ที่มีโครงสร้างการผลิตแตกต่างจากเรา นอกจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวแล้วยัง
อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไปด้วย
นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มการเงินมีความเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติ (Gross Domestic Product หรือ GDP
ในที่นี้ให้สัญลักษณ์เป็น Y) ถูกกำหนดจากปริมาณเงิน (M) คูณด้วยอัตราหมุนเวียนของเงิน (V) หรือเขียน
เป็นสมการได้ดังนี้
M V = Y
เราสามารถมองสินค้าหลากหลายต่างๆ ที่ประเทศผลิตขึ้นมาเปรียบเสมือนสินค้าชนิดเดียวกัน ที่มีปริมาณ
เท่ากับ Q และมีราคาเฉลี่ยคือ Pดังนั้นผลิตภัณฑ์ประชาชาติสามารถเขียนอยู่ในรูปผลคูณของราคาสินค้า
เฉลี่ยและปริมาณสินค้าที่คนในประเทศผลิตขึ้นมาได้
Y = P Q
ดังนั้นเราเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินและราคาสินค้าได้ดังนี้
M V = P Q
หากเราประสพความสำเร็จในการชักชวน หรือบังคับให้คนเข้ามาซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
จะส่งผลให้อัตราหมุนเวียนของเงินเร็วขึ้นตามข้อเสนอของกลุ่มสนับสนุนการลดภาษีมูลค่าเพิ่มชี้ไว้ ดูจาก
สมการข้างบนจะเห็นว่า อัตราหมุนเวียนของเงินที่เร็วขึ้นนี้มีผลทำให้ความต้องการสินค้าสูงขึ้น และทำให้
เศรษฐกิจขยายตัวได้จริง โดยวัดจาก Y ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เราต้องวิเคราะห์ต่อไปว่าการเพิ่มขึ้นของ
Y นั้นมาได้ 2 ทาง คือมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณสินค้า (Q) ที่ระบบเศรษฐกิจผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อสนอง
ความต้องการ หรือมาจากราคาสินค้า (P)ในกรณีที่ระบบเศรษฐกิจไม่สามารถผลิตสินค้าตอบสนอง
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ทัน
เราจะพบว่าประเทศที่ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขายซอฟท์แวร์หรือบริการนั้นสามารถผลิตสินค้าเพื่อ
ตอบสนองความต้องการได้ทันที การขยายตัวทางเศรษฐกิจจึงมาจาก Q ในขณะที่ผู้ผลิตไทย ต้องใช้เวลา
พอสมควรเพื่อผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นในระยะสั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
จึงมาจากการเพิ่มขึ้นของราคา (P) เป็นส่วนใหญ่ หรือเรียกง่ายๆ
ว่าเกิดเงินเฟ้อขึ้นนั่นเองการที่ระบบการผลิตของไทยจะปรับมาเป็นการผลิตซอฟท์แวร์หรือบริการเป็น
หลักนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรและแก้อุปสรรคอีกมาก
จากปัจจัยทั้งสอง ผู้เขียนจึงขอเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งว่าการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสองอัตราเพื่อกระตุ้น
การใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในไทยนั้นยังอาจไม่เหมาะสม หากรัฐบาลต้องการสนับสนุนการใช้
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศมาตรการทางภาษีที่เหมาะสมกว่าน่าจะอยู่ที่การปรับอัตราภาษีเงินได้
นิติบุคคลเป็นสองอัตราเพื่อจูงใจธุรกิจที่ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประกอบการค้านอกจากช่องทางปกติ
ซึ่งคงต้องมากำหนดและหาวิธีตรวจสอบอีกทีว่าธุรกิจต้องใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระดับใดจึงจะได้รับ
สิทธิ์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราต่ำ
ที่มา....Thammasat Center For E-commerce

|