ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี :การวางแผนโดยวิธีกำไรสุทธิจริง
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับคำถามจากผู้จัดการฝ่ายบัญชี ของบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่รายหนึ่ง
ตามเนื้อความที่จั่วหัวเรื่องไว้ข้างต้น
ถามง่ายดี แต่กว่าจะเค้นคำตอบออกมา ก็ต้องไล่ตรวจชีพจรและสุขภาพของบริษัทดังกล่าวจนเหนื่อย
เหมือนกัน
ข้อเขียนในวันนี้คือรายละเอียดของบทสนทนาดังกล่าว ซึ่งคงจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนภาษีเงินได้
นิติบุคคลกลางปี (จากกำไรสุทธิจริง)ของบริษัทห้างร้านเอกชนต่างๆได้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย
.ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี :หลักการและข้อกฎหมาย
ดังที่ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี กรณีการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51
จากประมาณการกำไรสุทธิไปแล้ว ซึ่งได้กล่าวถึงทางเลือกในการวางแผนภาษีว่า
หากไม่มั่นใจว่าจะจัดทำประมาณการกำไรสุทธิ
ได้ถูกต้อง (ขาดไปไม่เกิน 25%) ก็อาจยื่นความจำนงขอเสีย ภ.ง.ด.51 จากกำไรสุทธิจริงก็ได้ แต่แท้จริงแล้ว
ยังมีทางเลือกอีก 1 วิธีโดยเสียภาษีจากกำไรสุทธิจริงของ 6เดือนแรก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เขียนไว้ในมาตรา 67ทวิดังนี้ครับ
"มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
นิติบุคคล ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ
ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน นับแต่วันแรกของรอบ
ระยะเวลาบัญชีดังนี้
(1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือ
ขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน
บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี
ีกำหนด ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลา
บัญชี ตามเงื่อนไขระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิและมาตรา 65ตรี"
"ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบ
ระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน"
จากบทบัญญัติดังกล่าว สรุปได้ว่า มาตรา 67 ทวิ (2) ได้กำหนดให้นิติบุคคล 3 กลุ่ม สามารถยื่น ภ.ง.ด.51
จากกำไรสุทธิจริง ได้คือ (1) ธนาคาร (2) สถาบันการเงิน และ (3) คือบริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป
(แต่กรณี (3)จะต้องยื่นความจำนงและได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อน)
เหตุผลที่มีการตรากฎหมายเช่นนี้ เนื่องจากนิติบุคคล 2 กลุ่มแรก (ธนาคารและสถาบันการเงิน)
มีหน้าที่ต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาส (quarterly report) เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่แล้ว ส่วนนิติบุคคลในกลุ่มที่ 3
ก็เพื่อเป็นการลดแรงกดดันสำหรับบริษัท ซึ่งมีลักษณะผันผวน ประมาณการกำไรสุทธิได้ยาก
จะได้มีช่องออกในการเสียภาษีได้อีกทางหนึ่ง
2.ขั้นตอนการยื่นสมัครเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลกลางปีจากกำไรสุทธิจริง
กรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่ประสงค์จะขอยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ตามนัยมาตรา 67 ทวิ (2) ไว้ในประกาศอธิบดีเกี่ยวกับภาษีเงินได้ #43
สรุปสาระสำคัญคร่าวๆได้ดังนี้ครับ
(1) ผู้สมัคร จะต้องจัดให้มีการสอบทานงบการเงินในรอบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี
โดยให้ผู้สอบบัญชีมีหนังสือรับรองงบแนบพร้อมการยื่นแบบภ.ง.ด.51
(2) ผู้สอบบัญชีดังกล่าวจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสอบบัญชี (CPA License)
และปฏิบัติงานตามมาตรฐานที่คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี (ก.บช.)กำหนด
(3) บริษัทจะต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอความเห็นชอบผู้สอบบัญชีต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 90 วัน
นับแต่วันแรกของรอบบัญชีดังกล่าว
สำหรับแบบฟอร์มต่างๆให้ดูได้จากท้ายคำสั่งของประกาศอธิบดีฯ #43ดังกล่าว
ถามว่าใครควรยื่นสมัครเสียภาษีครึ่งปีจากกำไรสุทธิจริงบ้าง
ก็เรียนว่าควรจะเป็นบริษัทที่มีการจัดทำงบการเงินเป็นรายไตรมาสอยู่แล้ว
เพื่อจะได้ไม่เกิดรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากการสรุปงบราย 6 เดือน อีกประการหนึ่งก็คือ
เป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อผิดพลาดจากการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 จากการจัดทำประมาณการ
กำไรสุทธิ ตามนัยมาตรา 67ทวิ (1)แห่งประมวลรัษฎากร
3. ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51ผิดพลาดมีผลอย่างไร?
มาตรา 67 ตรีแห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า
"มาตรา 67 ตรี… ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา
67 ทวิ (2) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (2) ไว้ไม่ถูกต้อง โดยไม่มีเหตุอันสมควร
ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20
ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (2)หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี"
จะเห็นได้ว่ากรณีตาม 67 ทวิ (2) หากบริษัทยื่น ภ.ง.ด.51 โดยเสียภาษีนิติบุคคลครึ่งรอบบัญชีไว้ไม่ถูกต้อง
ก็จะต้องถูกเก็บเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ชำระไว้ผิด ซึ่งความผิดพลาดดังกล่าว
จะใช้ข้อกฎหมายเดียวกันกับกรณีการยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี (ภ.ง.ด. 50)นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น
(1) บริษัทมิได้นำเงินมัดจำค่าขายสินค้ามาถือเป็นรายได้ ตามนัยมาตรา 65 ในช่วง 6 เดือนแรกของรอบบัญชี
(สมมติรับเงินมัดจำ 100,000 บาทเมื่อ 14กุมภาพันธ์ 2545)
(2) บริษัทเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาสินค้าคงเหลือ ตามนัยมาตรา 65 ทวิ (6) จากวิธี LIFO เป็นวิธี FIFO
โดยมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร
(3) บริษัทมีการตัดจ่ายหนี้สูญ โดยไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ ตามกฎกระทรวง #186 ซึ่งออกตามความในมาตรา
65ทวิ (9)แห่งประมวลรัษฎากร
(4) บริษัทมีการนำสินค้าไปบริจาคแก่เด็กยากจนในสลัมคลองเตย จำนวน 20,000 บาท
กรณีจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพราะมิใช่เป็นค่าการกุศลสาธารณะ ตามนัยมาตรา 65 ตรี (3)
แห่งประมวลรัษฎากร
4.การวางแผนภาษีกรณีเลือกยื่นเสียภาษีกลางปีจากกำไรสุทธิจริง
หากจะมองว่ากรณียื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี โดยวิธีจัดทำประมาณการกำไรสุทธิ ตามนัยมาตรา
67 ทวิ (1)นั้นมีความเสี่ยงต่อการถูกเก็บเงินเพิ่ม 20%อันเนื่องมาจากประมาณการกำไรต่ำไปเกินกว่า 25%
ก็ใช่ว่าการยื่น ภ.ง.ด.51 เสียภาษีนิติบุคคลกลางปีจากกำไรสุทธิจริง จะไม่มีความเสี่ยง
เพราะกรณีเสียภาษีต่ำไป (ความผิดตั้งแต่ 1 บาทแรก) ก็จะต้องถูกเก็บเงินเพิ่ม 20% เช่นกัน
แต่ข้อดีของการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ตามมาตรา 67 ทวิ (2) ก็คือเป็นการยืนอยู่บนข้อมูลจริง (กำไรสุทธิจริง)
มิใช่การวาดฝันรายได้รายจ่ายเหมือนกรณีแรก (ประมาณการกำไรสุทธิ)
ผู้ที่ประสงค์จะยื่นเสียภาษีนิติบุคคลกลางปีจากกำไรสุทธิจริงจึงควรจะมีคุณสมบัติอย่างน้อย 3ประการ
(1) ต้องมีระบบบัญชีที่ดี และมีการปิดงบการเงินเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส
เพื่อการบริหารอยู่แล้วเป็นปกติธุระ (management purpose)
(2) ต้องเข้าใจหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการคำนวณกำไรสุทธิ (taxable profit) ตามนัยมาตรา 65,65 ทวิ (1)-
(14) และมาตรา 65 ตรี,70 ตรี ซึ่งก็คือจะต้องมีทักษะทางภาษีเหมือนกับการยื่น ภ.ง.ด.50ตอนปลายปีนั่นเอง
(3) ธุรกรรมของกิจการดังกล่าวมีความผันผวนสูง ยากต่อการคาดการณ์ยอดขาย/รายได้ในอนาคต
เพราะมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนเป็นตัวแปรอยู่มาก เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ต้องประมูลงานกับภาคราชการ
ธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่
ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในสภาวะที่ค่าเงินไม่มีเสถียรภาพเป็นต้น
ส่วนการจะเลือกวิธีการตามมาตรา 67 ทวิ (2) หรือไม่ จะต้องพิจารณา
คงต้องชั่งใจและวัดรายจ่ายความเสี่ยงและเงินเพิ่ม เบี้ยปรับจากการเลือกวิธีประมาณการกำไรสุทธิ กับ
รายจ่ายจากการที่ต้องปิดงบการเงิน 2 หน (กลางปีและปลายปี)
และโอกาสที่ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่เกิดจากการเข้าใจผิดในข้อกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล
(เช่นกรณีไม่มี ruling ชัดเจนจากกรมสรรพากรสำหรับประเด็นภาษี (tax issue)ของธุรกรรมดังกล่าว)
คำตอบสุดท้ายซึ่งเหมาะสมที่สุดจึงขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละบริษัทนั่นแล (a case by case basis) !
ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|