free web hosting | free hosting | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affairน่ารู้เกี่ยวกับตั๋วเงิน...ตราสาร

สัปดาห์นี้ขอคั่นรายการตอบคำถามท่านผู้อ่านที่ส่ง e-mail มาสอบถามผมเรื่อง หุ้นกู้/พันธบัตร

ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ว่าตราสารแต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไรน่าสนใจลงทุนมากน้อยแค่ไหน

หุ้นกู้/พันธบัตร เป็นตราสารการเงินที่ออกโดยบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของทางการ เช่น

กระทรวงการคลัง กองทุนเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูสถาบันการเงิน เป็นต้น

ผู้ออกหุ้นกู้/พันธบัตรจะมีฐานะเป็นลูกหนี้ในขณะที่ผู้ซื้อหุ้นกู้/พันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้

ถ้าหากมีการนำหุ้นกู้/พันธบัตรไปขายคืนในตลาดก่อนครบกำหนดไถ่ถอน

คนที่รับซื้อต่อก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้แทนผู้ซื้อมือแรก

โดยผู้ออกหุ้นกู้/พันธบัตรสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยตามอัตราที่ระบุไว้หน้าหุ้นกู้/พันธบัตร

ซึ่งปกติจะระบุกันเป็นร้อยละต่อปี ส่วนความถี่ในการจ่ายดอกเบี้ยก็นิยมทำกันปีละ 2 ครั้ง (ทุก 6 เดือน) หรือ 4

ครั้ง (ทุก 3 เดือน) และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามที่ได้ตกลงกันไว้

ผู้ออกหุ้นกู้/พันธบัตรก็จะจ่ายคืนเงินต้นให้แก่ผู้ซื้อหุ้นกู้/พันธบัตร

สำหรับเงื่อนไขของตัวหุ้นกู้/พันธบัตรมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เช่น

สามารถไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้หรือไม่ เป็นหุ้นกู้แบบด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ

มีหลักประกันในการออกหุ้นกู้ด้วยหรือไม่ สามารถแต่งตั้งตัวแทนเจ้าหนี้ได้หรือไม่ เป็นต้น

ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาวางแผนการลงทุนของบริษัทจัดการลงทุน หรือธนาคารพาณิชย์ต่างๆ

ก่อนพิจารณาลงทุนในหุ้นกู้/พันธบัตร

ในส่วนของราคาหุ้นกู้/พันธบัตรนั้น มักจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามกลไกตลาด

โดยมีกติกาที่เข้าใจกันได้อย่างง่ายๆก็คือ

ถ้าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้/พันธบัตรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด

ราคาของหุ้นกู้/พันธบัตรก็จะสูงกว่ามูลค่าหน้าหุ้นกู้/พันธบัตรนั้น (ราคาเป็นพรีเมียม) และในทำนองกลับกัน

หากอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้/พันธบัตรต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด

ราคาของหุ้นกู้/พันธบัตรก็จะต่ำกว่ามูลค่าหน้าหุ้นกู้/พันธบัตรนั้น (ราคาเป็นดิสเคาท์)

ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.

กำหนดให้บริษัทเอกชนที่มีความประสงค์จะออกหุ้นกู้ขายให้แก่ประชาชนทั่วไป

ต้องมีการจัดอันดับเครดิตของหุ้นกู้เสียก่อน เพื่อให้นักลงทุนได้มีข้อมูลอย่างเพียงพอ

และสามารถประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋วพีเอ็น เป็นตั๋วเงินที่มีลักษณะคล้ายหุ้นกู้ กล่าวคือ

ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมีฐานะเป็นลูกหนี้ ผู้ทรงตั๋วหรือผู้ถือตั๋วมีฐานะเป็นเจ้าหนี้

มีการระบุอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่าย และวันที่ครบกำหนดบนหน้าตั๋วเช่นเดียวกัน

แต่มีข้อแตกต่างจากหุ้นกู้/พันธบัตร ที่เห็นเด่นชัดก็คือ

ตั๋วสัญญาใช้เงินจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมทั้งเงินต้นคืนให้แก่ผู้ทรงตั๋วเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินครบกำหนดแล้วเท่านั้น

การออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่นิยมทำกันมากก็คือ การระดมทุนจากประชาชนทั่วไปของบริษัทเงินทุนทั้งหลาย

รวมทั้งการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยมากจะมีระยะเวลาครบกำหนดเป็น เมื่อทวงถาม 1 เดือน 3

เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วแต่ตกลงกัน

แต่บริษัทเอกชนทั่วไปจะไม่ค่อยนิยมระดมทุนด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เนื่องจากหาลูกค้ายาก

และไม่มีตลาดรองรับ

ตัวสุดท้ายที่ถามมาก็คือ ตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วบีอี ซึ่งในการออกตั๋วแลกเงินนี้ จะมีตัวละครที่เกี่ยวข้อง 3

ตัวด้วยกัน คือ ผู้สั่งจ่าย (ผู้ออกตั๋ว) ผู้จ่าย และผู้รับเงิน (ผู้ทรงตั๋ว)

โดยผู้สั่งจ่ายจะสั่งให้ผู้จ่ายชำระเงินให้แก่ผู้รับเงินตามจำนวนที่ระบุเมื่อตั๋วแลกเงินครบกำหนด

สำหรับระยะเวลาของตั๋วแลกเงินเท่าที่พบ ก็คือ เมื่อทวงถาม 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี

แล้วแต่ตกลงกันคล้ายคลึงกับตั๋วสัญญาใช้เงิน

ลักษณะเด่นของตั๋วแลกเงิน ก็คือ จะไม่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยบนหน้าตั๋ว

แต่ผู้ออกตั๋วจะคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลา และหักออกจากยอดเงินตามที่ระบุหน้าตั๋วไปเลย หรือที่เรียกกันว่า

"คิดแบบดอกแขก" และตั๋วแลกเงินสามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้ง่าย (หากไม่มีการระบุว่า "เปลี่ยนมือไม่ได้")

โดยการส่งมอบให้กันหรือสลักหลัง

ตั๋วเงินประเภทตั๋วบีอีที่ว่านี้ ยังมีลูกเล่นในตัวแพรวพราวที่ต้องเรียนรู้เอาไว้ เช่น การสลักหลัง การรับรอง

การอาวั๋ล การคัดค้าน สิทธิไล่เบี้ย เป็นต้น และที่สำคัญทาง ก.ล.ต.

ก็ไม่สามารถเข้าไปควบคุมดูแลการออกตั๋วแลกเงินของบริษัทเอกชนต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ลงทุนจึงต้องแบกรับความเสี่ยงไปเองทั้งหมด

ผมเองได้รับประสบการณ์ไม่ดีนักเกี่ยวกับการซื้อตั๋วแลกเงินช่วงที่มีการปิดสถาบันการเงินเมื่อปี 2540

ขนาดทำงานใกล้ชิดกับผู้สั่งจ่าย และผู้จ่ายมากพอสมควร

แต่ก็ไม่วายพลาดท่าเสียทีเจ็บตัวเจ็บใจจนถือเป็นบทเรียนสอนใจราคาแพงเลยทีเดียว

เตือนกันไว้ก่อนนะครับ ถ้าไม่รู้จริงเรื่องตั๋วเงิน หรือตราสารการเงินทั้งหลายอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นดีที่สุด

ที่มา....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved