free web hosting | free hosting | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affairการฉ้อฉลทางภาษี : ถึงเวลาล้อมคอกแล้วกระมัง

อ่านหนังสือพิมพ์ กรณีการล้มละลายของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ "เอนรอน" ซึ่งผูกโยงถึงความโปร่งใส

ของบริษัทผู้สอบบัญชียักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ที่สั่งให้พนักงานของตน ทำลายเอกสารหลักฐาน ที่เกี่ยวโยงกับ

การตรวจสอบบัญชีของลูกค้ารายนี้เพื่อปกปิดการโยงใยกลิ่นเหม็นมาถึงตน

พลันให้นึกถึงผลลัพธ์ทางภาษีอากรจะเป็นเช่นไรหากเกิดการฉ้อฉลในทำนองเดียวกัน

ผู้เขียนกลับไปพลิกดูตำราภาษีอากรของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เคยไปร่ำเรียนมา "Tax Tactics

Handbook by Ralph L.Gayette" อ่านพบหัวข้อการวิเคราะห์กรณีการฉ้อฉลทางภาษีอากรไว้น่าสนใจดี

จึงขอถือโอกาสหยิบยกมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านเพื่อเป็นอาหารสมอง และให้มุมมองก่อนที่จะยื่นแบบแสดง

รายการภาษีในเดือนมีนาคม 2545 (ภ.ง.ด.90, 91)และพฤษภาคม 2545 (ภ.ง.ด.50)นี้

1.การหลีกบ่วงภาษีหรือการฉ้อฉลทางภาษี

เป็นประเด็นถกเถียงกันในทุกวงวิชาการภาษีอากรละครับ สำหรับประเด็นความแตกต่างระหว่าง

"การหลีกบ่วงภาษี (tax avoidance)"กับ "การหนีภาษีหรือการฉ้อฉลทางภาษี (tax evasion / tax fraud)"

ท่านผู้พิพากษา Learned Hand แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เคยกล่าววลีเฉียบไว้ในคำพิพากษาคดีการหลีกบ่วงภาษี

(tax avoidance) ว่า "There is nothing sinister in arranging ones affairs so as to keep taxes as low

as possible" (มิได้ถือเป็นสิ่งเลวร้ายอันใด

กับกรณีที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะเลือกช่องทางการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อให้ตนเสียภาษีต่ำที่สุดตามช่อง

ทางที่กฎหมายอำนวยให้)

แม้ว่ากรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกาจะเห็นพ้องต่อคำพิพากษาดังกล่าวว่าผู้เสียภาษีทุกรายย่อมมีสิทธิ

ิอันชอบธรรมที่จะเลือกช่องทาง หรือช่องโหว่ (tax loopholes) เพื่อวางแผนการเสียภาษีของตนให้ต่ำที่สุด

(tax planning) แต่ในทางปฏิบัตินักวางแผนภาษีทั้งหลายก็ทราบดีว่าเส้นลวดที่ตนเดินไต่เพื่อให้ประหยัด

ภาษีนั้น มีโอกาสที่จะพลัดตกลงสู่หุบเหวของคำว่า "การหนีภาษี / การฉ้อฉลทางภาษี

(tax evasion / tax fraud)"ได้ทุกวินาที

ผู้เสียภาษีทุกคนจึงพึงตื่นตัวอยู่เสมอว่าการที่กำลังกระทำของตูนี้เป็นนักบุญหรือคนบาปหว่า?

กรมสรรพากรของสหรัฐอเมริกา (Internal Revenue Service (IRS))

ได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นการฉ้อฉลภาษีหากเข้า 3องค์ประกอบต่อไปนี้

(1) An attempt must be made to evade taxes. (Spies v. U.S.317 U.S.492) (ผู้เสียภาษีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี)

(2) Willfulness must be proved. (Haigler v. U.S.172 F2d 986, C.A. 10th)

(มีหลักฐานพิสูจน์ยืนยันได้ว่าผู้เสียภาษีมีเจตนาฉ้อฉล)

(3) A tax deficiency must exist. (U.S. v. Schneck, 126F2d 702 C.A. 2d Cert. denied) (ผลของการกระทำ

ทำให้เสียภาษีต่ำกว่าที่ควรจะเป็น)

ตัวอย่าง การฉ้อฉลที่ชัดแจ้ง (Badges of Fraudตาม Section 940 of Audit Guideline for Examiners)ได้แก่

การเจตนาสำแดงรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

ด้วยการไม่ออกบิลขายและไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลของรายการค้าที่ตกหล่นดังกล่าว

ไม่สำแดงรายรับบางรายการ ทั้งๆ ที่แจ้งยอดของอีกรายการหนึ่งในประเภทเดียวกันไว้ในแบบ เช่น

ไม่แจ้งยอดเงินปันผล US$1,000 จากบริษัท A แต่กลับกรอกแบบเสียภาษีในเงินปันผล US$50 ของ

บริษัท Bเป็นต้น

๐ จงใจหักรายจ่ายมากเกินจริง เช่น สำแดงรายจ่ายค่าเดินทางไว้ US$5,000 ขณะที่มีเอกสารประกอบ

เพียง US$1,000เท่านั้น

๐ ตกแต่งบัญชีด้วยข้อมูลเท็จ เช่น ลงบัญชีเงินบริจาคทางการเมืองเลี่ยงไปไว้ในบัญชีซื้อสินค้าเป็นต้น

๐ การตกแต่งบัญชี หรือทำบัญชี 2ชุดเพื่อการหลีกเลี่ยงภาษี

๐ เจตนาแตกฐานภาษีไปสู่บุคคลอื่น เพื่อให้ตนเสียภาษีต่ำลงกว่าอัตราก้าวหน้าในขั้นถัดไป

(progressive tax rate)

ฯลฯ

ผลของการฉ้อฉลดังกล่าว จะมีโทษ 2 สถาน คือโทษแพ่ง (เบี้ยปรับเงินเพิ่ม)และโทษอาญา (ติดคุกจ้า)

คงไม่ต้องถามว่า นักวางแผนภาษี เกรงกลัวโทษทัณฑ์สถานใดมากกว่ากัน เพราะการติดคุกติดตะราง

ในอเมริกานั้น จะมีประวัติเป็นโบดำติดตัวหมดอนาคตไปจนตายเชียวแหละ!

2.มาตรการป้องปรามการฉ้อฉลภาษีอากรในสยามประเทศ

ดูจากสถิติจำนวนของผู้เสียภาษีที่อยู่ในสารบบของกรมสรรพากรก็คงชัดเจนว่า ยังมีห่านเกเรอยู่นอกระบบ

เกินกว่า 50%เชียวแหละ

ครั้นเหลียวมาพิจารณาบรรดาฝูงห่านที่ถูกต้อนเข้ามาอยู่ในเล้าก็ยังพบว่าต่างก็ออกไข่อย่างอั้นๆ กะปริด

กะปรอยไม่เต็มที่สักเท่าใด

คงไม่ต้องถามกระมังว่าข้อมูลข้างต้นบ่งถึงการฉ้อฉลหรือไม่?

แต่ก็นั่นแหละครับ ผู้จัดเก็บภาษีกับผู้เสียภาษีในสยามประเทศของเราก็อยู่กันแบบน้ำพึ่งเรือ

เสือพึ่งป่ากันแบบนี้มานาน

อย่างในต่างจังหวัดจะยิ่งชัดเจนว่าสรรพากรจะเดินเก็บภาษีโดยพิจารณาจากโหงวเฮ้งไม่ต้องพูดถึงบัญน้ำบัญชี

เพราะผู้ประกอบการในบ้านเราไม่ประสาเอาเลย

ลองเหลียวมาดูมาตรการทางกฎหมายในประมวลรัษฎากรดูบ้างว่ากรมสรรพากรของไทยเรามีอาวุธและ

เครื่องมืออะไรในการป้องปรามการฉ้อฉลทางภาษีอากร

(1)มาตรา 37ผู้ใด

(1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ

หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้หรือ

(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน

หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท

มาตรานี้ถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่แรงที่สุดในประมวลรัษฎากร แต่พิจารณาความน่ากลัวแล้ว

เทียบได้เพียง "เสือกระดาษ" เท่านั้นเอย เพราะโทษเบาและหน่อมแน้ม

แถมยังไม่ค่อยมีผู้โชคดีท่านใดได้รับเกียรติจากมาตรานี้สักเท่าใด

(2) มาตรา 49 ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้

หรือเจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่าผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น

ให้เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีมีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้

โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของ

ผู้มีเงินได้ หรือฐานะความเป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของผู้มีเงินได้เองหรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการทำนองเดียวกับผู้มีเงินได้เป็นหลักในการ

พิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 19

ถึงมาตรา 26มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรการนี้ เรียกวิธีประเมินภาษีจากค่าเพิ่มทรัพย์สินสุทธิ (Net Worth) ซึ่งใช้จัดเก็บภาษีจาก

ฯพณฯจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ 13 นักการเมืองในยุคที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มี พล.อ.สุจินดา

คราประยูรเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2534เพื่อจัดเก็บภาษีจากเงินได้ที่งอกเงยอย่างผิดปกตินั่นเอง

(3)มาตรา 71 (1)ในกรณีที่

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด

ไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้หรือมิได้ทำบัญชี

หรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี

เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ

หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป

ถ้ายอดในรอบระยะบัญชีก่อนไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร

อำนาจการประเมินภาษีตามมาตรานี้ เนื่องจากผู้เสียภาษีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี ไม่ทำบัญชี หรือทำไม่ครบถ้วน

หรือไม่ให้ความร่วมมือ (ไม่ส่งเอกสาร หลักฐานให้เจ้าพนักงานตรวจสอบตามหมายเรียก)

ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษกลายๆ คือ ถูกประเมินภาษี 5% ของรายรับ

แม้งบการเงินจะขาดทุนก็ต้องเสียภาษีตามใบแจ้งการประเมินดังกล่าว

มาตรา 90/4 (แห่งกฎหมาย VAT) บุคคลดังต่อไปนี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7ปีและปรับตั้งแต่สองพันถึงสองแสนบาท

(5) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษี

ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกเอกสารดังกล่าวตามมาตรา 86วรรคสองหรือมาตรา 86/1

(6) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มกระทำการใดๆ

โดยความเท็จโดยฉ้อโกงหรืออุบายหรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน

ฯลฯ

มาตรานี้เป็นบทลงโทษหนักที่สุดในกฎหมาย VAT แต่ก็หน่อมแน้มเช่นกัน ผู้ฉ้อฉลจึงไม่กลัวเกรง

แถมยังเย้ยฟ้าท้าดินด้วยการปลอมแปลงใบกำกับภาษีกันอย่างโจ๋งครึ่มออกอย่างนั้น!

3.ส่งท้าย

"นหํเวเร นเวรานํ"เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรคงใช้ไม่ได้กับผู้ฉ้อฉลทางภาษีกระมัง!

ดังที่ผู้เขียนได้เคยแสดงความเห็นในหลายครั้ง หลายสถานที่ และหลายโอกาส

เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทลงโทษทางภาษีให้เบ็ดเสร็จและหนักหน่วงกว่านี้

รับรองได้ว่าเม็ดเงินภาษีจะไหลเข้าคลังอีกมากโข

โดยอาจจะยังไม่ต้องรีบเร่งจัดเก็บภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน

ให้กระเทือนทรวงของประดานักเลือกตั้งทั้งหลายในสภาก็ยังได้แฮ่ม!

ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.netfirms.com. All rights reserved