free web hosting | website hosting | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affairเอนรอนกับนิติบุคคลเฉพาะกิจ (ต่อ)

ผลจากการที่ "การโอน" ไม่สามารถถือเป็น "การขาย (ในทางบัญชี)" ทำให้บริษัทไม่สามารถ "ตัดบัญชี"

สินทรัพย์ที่โอนไป ออกจากงบดุล และบันทึกกำไรจากการขาย (คือ ไม่สามารถเดบิตเงินสด เครดิต

สินทรัพย์และกำไร) แต่ต้องบันทึกการโอนนั้นเป็นการกู้ยืม โดยมีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน (คือต้อง

เดบิต เงินสด เครดิตหนี้สิน)

ลองคิดดูเล่นๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการโอนนั้นไม่ถือเป็นการขาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บริษัทจะไม่สามารถ

ตัดบัญชีสินทรัพย์ออกจากงบดุล แถมยังต้องบันทึก "หนี้สิน" เพิ่มเติมเนื่องจากเงินสดที่รับมาถือว่าเป็นเงินยืม

รับรองว่าบริษัทยิ้มไม่ค่อยจะออกสักเท่าไร

และลองมาคิดดูเล่นๆ ว่า ถ้าการโอนนั้นถือเป็นการขายทั้งที่ไม่ชอบมาพากล เช่น

บริษัทใหญ่โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กับบริษัทย่อยในราคาที่สูงกว่าราคาที่บริษัทสามารถขายให้กับ

บุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องกันอะไรจะเกิดขึ้น

บริษัทจะสามารถตัดบัญชี "สินทรัพย์เสีย" ออกจากงบดุล และบันทึก "สินทรัพย์ดี"

(เงินสดหรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ได้รับมาจากบริษัทย่อย)

แถมยังสามารถบันทึกกำไรจากการขายเข้าพกเข้าห่อมาทำให้งบกำไรขาดทุนสวยขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

มิหนำซ้ำสินทรัพย์ดีที่บริษัทใหญ่รับมา

ก็มักเป็นสินทรัพย์ที่บริษัทย่อยยืมมาจากบริษัทใหญ่หรือยืมมาจากคนนอกที่บริษัทใหญ่เป็นผู้ค้ำประกัน

(วิธีนี้ ถ้าไม่เรียก "อัฐยายซื้อขนมยาย"แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร)

โปรดสังเกตว่า สินทรัพย์ดีและกำไรที่บริษัทใหญ่รับมาจะปรากฏในงบดุลของบริษัทใหญ่ และหนี้สินที่บริษัท

ย่อยยืมมา (สมมติว่าจากคนนอก) ก็จะปรากฏในงบดุลของบริษัทย่อย ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้ที่มีความจำเป็น

ต้องใช้เงินคือบริษัทใหญ่ส่วนบริษัทย่อยเป็นเพียงผู้ที่โดนใบสั่งให้ไปกู้เงินแทน

การกระทำในลักษณะนี้ทำให้บริษัทใหญ่สามารถบันทึกสินทรัพย์ (เงินสดที่ได้จากการกู้ยืม) โดยไม่ต้อง

บันทึกหนี้สิน (เงินกู้ยืมจากบุคคลภายนอก)

แต่บังเอิญว่า การจัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นมารับช่วงสินทรัพย์ (เสีย) และหนี้สินแทนนั้นอยู่ภายใต้ข้อบังคับทาง

บัญชีอีกข้อหนึ่ง (ซึ่งทำให้บริษัทอาจไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้มากเกินไป) นั่นคือ ข้อกำหนดเกี่ยวกับ

การแสดง "งบการเงินรวม" เพราะถึงแม้ว่าบริษัทใหญ่จะตัดบัญชีสินทรัพย์ที่ไม่ต้องการออกจากงบดุลไปแล้ว

(ถ้าการโอนถือเป็นการขาย) แต่สินทรัพย์นั้นก็จะ "เด้ง" กลับมาอยู่ใน "งบดุล"

ของบริษัทใหญ่ตามเดิมเมื่อบริษัทใหญ่จัดทำงบการเงินรวม

(การจัดทำงบการเงินรวมเริ่มจากการตัดบัญชีระหว่างบริษัทใหญ่กับบริษัทย่อยให้กลับสู่สภาพเดิม)

แถมหนี้สินที่บริษัทย่อยยืมมาให้บริษัทใหญ่ใช้ ก็จะ "เด้ง"มาอยู่ในงบดุลรวมของบริษัทใหญ่ด้วย

สรุปว่า ความพยายามที่จะเล่นแร่แปรธาตุสินทรัพย์เสียให้เป็นสินทรัพย์ดีและทำให้หนี้สินอันตรธานหายไป

เยี่ยงนักมายากลที่ดีนั้นจะไม่ค่อยสัมฤทธิผลสักเท่าไร

แต่มายากลตัวเลขนั้นสามารถสัมฤทธิผลได้ ถ้านักลงทุนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน และหลงนำงบการเงินเฉพาะบริษัท (งบเดี่ยว)

มาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น

จำไว้เสมอว่า การวิเคราะห์ฐานะการเงินของบริษัทนั้น ต้องทำโดยอาศัย "งบการเงินรวม (งบรวม)"

แต่เพียงอย่างเดียวงบเดี่ยวไม่เกี่ยว

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อกำหนดทางบัญชีที่ดี ข้อกำหนดทางบัญชีที่ดี

ต้องไม่ทำให้บริษัทสามารถ "เสกของให้หายได้" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "Now you see it. Now you dont."

(ต้องพูดฝรั่งมิฉะนั้นจะไม่เข้าสมัย)

นั่นคือ ข้อกำหนดทางบัญชีต้องรัดกุมพอที่จะไม่ทำให้ "การโอน" ถือเป็นการขาย ทั้งๆ ที่ "เนื้อหา"

ที่แท้จริงของการโอนนั้นเป็นการยืมเงินมาใช้ ในขณะที่บริษัทยังไม่ได้ขายสินทรัพย์ออกไป

(การขายให้บริษัทย่อยของตัวเองจะเรียกว่าเป็นการขายได้อย่างไร)

การโอนชนิดเดียวที่สามารถถือเป็นการขายได้ คือ "การขายพันธุ์แท้" หรือการขายสินทรัพย์ให้แก่บุคคลที่สาม

ที่จะนำสินทรัพย์นั้นไปรับผิดชอบต่อโดยไม่ข้องเกี่ยวกับบริษัทอีก ไม่ใช่ "การขายเทียมๆ"

ที่สินทรัพย์นั้นยังสามารถตามมาหลอกหลอนบริษัท (หรือที่แล้วกว่านั้นคือ ตามมาหลอกหลอนนักลงทุน)

ได้อีก

นอกจากนั้น ข้อกำหนดทางบัญชียังต้องรัดกุมพอที่จะทำให้บริษัทใหญ่ ต้องนำบริษัทย่อยมาแสดงไว้ใน

"งบการเงินรวม" อย่างไม่ตกหล่น แต่เรื่องนี้ ต้องได้รับความร่วมมือจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนว่า

เราจะร่วมใจกันวิเคราะห์โดยใช้แต่ "งบรวม" และจะไม่สนไยดีกับ "งบเดี่ยว" ที่แสดงควบคู่กันมา เพราะ

ถ้านักลงทุนยังเชื่อ "งบเดี่ยว" อยู่ การออกข้อกำหนดที่รัดกุมสำหรับ "งบการเงินรวม" ก็จะไม่เกิด

ประโยชน์อะไร

พูดมาตั้งนาน ยังไม่เห็นเข้าเรื่องสักทีว่าทำไมเอนรอนจึงล้มละลาย

และทำไมนิติบุคคลเฉพาะกิจจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการล้มละลายครั้งนี้

เรื่องมีอยู่ว่า มาตรฐานการบัญชีดั้งเดิมนั้นบังคับให้บริษัทใหญ่นำงบการเงินของบริษัทย่อยมาจัดทำ

งบการเงินรวม เมื่อบริษัทใหญ่มีอำนาจ "ควบคุม" บริษัทย่อย การดูว่าบริษัทใหญ่มีอำนาจควบคุมบริษัท

ย่อยหรือไม่ มักจะดูกันที่เปอร์เซ็นต์การถือหุ้น แต่อาจดูได้จากวิธีอื่น เช่น อำนาจในการปลดหรือแต่งตั้ง

ผู้บริหาร แต่มาตรฐานการบัญชีฉบับดั้งเดิมมิได้ให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับนิติบุคคลเฉพาะกิจไว้อย่างชัดเจน

(เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามเรื่องการสูบบุหรี่เพราะสมัยก่อนพุทธกาลนั้นไม่มีบุหรี่)

ดังนั้น บริษัทจึงมักหาทางจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ เพื่อรองรับสินทรัพย์ที่บริษัทไม่ต้องการ เพราะถือ

เป็นโชคสองชั้น

โชคชั้นที่หนึ่ง การโอนนั้นอาจถือเป็นการขายโดยปริยาย เพราะนิติบุคคลเฉพาะกิจเป็น "คนนอก" ที่ไม่

เกี่ยวข้องกับบริษัท ทำให้บริษัทสามารถตัดบัญชีสินทรัพย์ที่ไม่ต้องการออกจากงบดุลและบันทึกกำไร

จากการขายได้ทันทีพร้อมกับหลีกเลี่ยงการบันทึกหนี้สินที่เกิดจากการโอน

โชคชั้นที่สอง บริษัทไม่ต้องนำงบการเงินของนิติบุคคลเฉพาะกิจมาจัดทำงบการเงินรวม ถือว่าเป็นการ

กำจัดต้นตอของอุปสรรคในการ "แต่ง" ตัวเลขได้อย่างหมดจด เพราะการพิสูจน์อำนาจ "ควบคุม"

ที่บริษัทมีต่อนิติบุคคลเฉพาะกิจนั้นทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากบริษัทอาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของนิติบุคคล

เฉพาะกิจ (เจ้าของนิติบุคคลเฉพาะกิจอาจเป็นนักลงทุนตาดำๆ)

บริษัทมักอ้างว่าบริษัทเป็นเพียงผู้ขายสินทรัพย์และรับเงินสดจากนิติบุคคลเฉพาะกิจ ทั้งที่แท้จริงแล้ว

บริษัทเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์ให้นิติบุคคลเฉพาะกิจต้องซื้อสินทรัพย์จากบริษัท

นิติบุคคลเฉพาะกิจจึงกลายเป็นเครื่องมือในการโอนสินทรัพย์ออกจากบริษัทอย่างแพร่หลาย (พูดอย่างนี้

อย่าเข้าใจผิดว่า การจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจนั้นทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการหมกเม็ด

การหมกเม็ดนั้นเป็นเพียงผลข้างเคียงที่เกิดจากนิติบุคคลเฉพาะกิจ) และหลังจากนั้นไม่นาน

ข้อกำหนดทางบัญชีก็ออกมากำกับว่าบริษัทต้องนำนิติบุคคลเฉพาะกิจ (ที่เข้าข่าย) มาแสดงในงบการเงิน

รวมด้วยเสมอ

บังเอิญว่าเรื่องของเอนรอนนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ข้อกำหนดทางบัญชีไม่รัดกุม เพราะในขณะที่เกิดเรื่อง

มาตรฐานการบัญชีของประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้เอนรอนต้องนำงบการเงินของนิติบุคคล

เฉพาะกิจมาจัดทำงบการเงินรวมแล้ว

แต่เรื่องของเอนรอนเกี่ยวพันกับการที่บริษัทและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการ

บัญชีที่กำหนด (จะด้วยความจงใจหรือเลินเล่อก็ตาม)

ทำให้งบการเงินของเอนรอนที่ได้นำเสนอต่อมหาชนไปแล้วไม่ได้รวมนิติบุคคลเฉพาะกิจที่มีปัญหาไว้

งบการเงินในช่วงที่ราคาหุ้นของเอนรอนทะยานสูงสุด จึงมีแต่สินทรัพย์ดีที่รับมาจากนิติบุคคลเฉพาะกิจ

โดยไม่มีหนี้สินหรือผลขาดทุนที่หลบไว้ กว่าที่ผู้สอบบัญชีคนใหม่จะมาพบ (ผู้สอบบัญชีคนเก่าถูกไล่ออก)

และแก้ไขงบการเงินที่ออกไปแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็มากเกินกว่าที่จะเยียวยา

(แม้ว่าคนบางคนจะต้องติดคุกก็ตาม)

ไม่นานหลังจากที่เอนรอน ประกาศแก้ไขข้อผิดพลาดที่สำคัญเพื่อทำการปรับงบการเงินย้อนหลัง

(การแก้ไขงบการเงินงวดก่อนโดยการนำนิติบุคคลเฉพาะกิจมาจัดทำงบการเงินรวม

เพื่อแสดงเปรียบเทียบกับงบการเงินงวดใหม่)

และจัดทำงบการเงินงวดใหม่ให้ถูกต้องเพื่อนำเสนอต่อสายตาประชาชนเอนรอนก็ยื่นขอล้มละลาย

นิทานเรื่องนี้สอนว่า ให้จับตาดูงบการเงินของบริษัทในประเทศไทยให้ดี ถ้ามีพฤติกรรมดังที่กล่าวไว้

ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยจนทำให้หุ้นที่เคยมีราคาสูงกว่า US$ 90 ตกลงมาเหลือเพียง US$ 0.12 ในพริบตา

…ราวกับเสก

Now you see it. Now you dont. Voila!

ที่มา.......หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved