free web hosting | free website | Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affairติดอาวุธบริหารความเสี่ยงด้วย 'Z-Score Model'

สูตรจัดการความเสี่ยงจาก 'นิวยอร์กยูนิเวอร์ซิตี้'

ในโลกแห่งการจัดการธุรกิจสมัยใหม่ การหยุดนิ่งเท่ากับการก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

เพราะเทคโนโลยีย่อโลกให้เล็กลงและเพิ่มประสิทธิภาพให้คู่แข่งขันมากขึ้นนั่นเอง

การติดอาวุธให้กับธุรกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องนำรูปแบบการจัดการใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้

เพื่อทำให้เกิดศักยภาพในการแข่งขันให้กับธุรกิจหรือที่พูดๆกันว่า Competitive Advantage

คำจำกัดความของคำว่า "ความเสี่ยง" และ "ผลตอบแทน" จะต้องเปลี่ยนไป และกว้างไกลกว่าเดิม

โดยได้มีผู้ที่พยายามค้นคิดสูตรสำเร็จของการจัดการทางธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยง

เพื่อให้เกิดความเสี่ยงต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง จึงทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ได้เกิดวิชั่นด้านการจัดการแนวใหม่ในแวดวงธุรกิจด้านต่างๆมากมาย

เราจะได้ยินคำว่า Competitive Advantage บ่อยขึ้นพร้อมๆ กับชื่อของ ศจ.ดร.ไมเคิล อี.พอร์ตเตอร์

แห่งฮาร์วาร์ด บิสซิเนส สคูลซึ่งเป็นปรมาจารย์ทางด้านนี้

แนวคิดเรื่อง "บาลานซ์ สกอร์การ์ด" Balanced Scorecard แนวคิดการประเมินองค์กรแบบใหม่

ก็เริ่มโด่งดังขึ้นมาเมื่อ "บัณฑูร ล่ำซำ" นำไปใช้บริหารจัดการธนาคารกสิกรไทย

ทดแทนแนวคิดการรีเอ็นจิเนียริ่งที่ตกรุ่นไป โดยแนวคิดเรื่อง Balanced Scorecard เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1992

โดยศ.ดร.โรเบิร์ต แคปแลน และดร.เดวิด นอร์ตันแห่งฮาร์วาร์ด

แนวความคิดการจัดการธุรกิจยังแตกแขนงออกไปอีก ล่าสุดแนวคิดการบริหารความเสี่ยงทางด้านเครดิต หรือ

Managing Credit Risk ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

เริ่มเป็นที่แพร่หลายในโลกมากขึ้น ภายใต้การพยากรณ์ความเสี่ยงด้วยแบบจำลอง "Z-Score Model"

ผู้คิดค้นได้แก่ ศ.ดร.เอ็ดเวิร์ด ไอ. อัลท์แมน จาก Leonard N. Stern School of Business

แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้พัฒนา Z-Score Model มาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี จนถูกวางเป็น "มือหนึ่ง"

ของโลกทางด้านนี้เช่นเดียวกัน

"ผศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช" รองผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน(MIF International Program)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า Z-Score Model ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการวิเคราะห์เครดิตของลูกค้า

โดยอัลท์แมน คิดค้นแบบจำลองในการวิเคราะห์ความเสี่ยงนี้เพื่อที่จะบอกล่วงหน้าได้ว่า ลูกค้าที่เราให้สินเชื่อ

หรือให้เครดิต 30 วัน หรือ 60 วัน นั้นเขามีปัญญาหาเงินมาจ่ายคืนตามกำหนดหรือไม่ ก่อนการปล่อยสินเชื่อ

หรือให้เครดิตกับใครถ้าเรารู้ฐานะของเขาก่อนเราก็จะลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจลงได้

อัลท์แมนได้ศึกษาแบบจำลอง Z-Score กับบริษัทจดทะเบียนของประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศในระหว่างปี

1976-1995 พบว่าในปีที่ 1 สามารถคาดการณ์สถานะของบริษัทถูกต้องถึง 85% และในปีที่ 2 ถูกต้อง 75%

จนเป็นที่ยอมรับ และมีองค์กรระดับโลกจำนวนมากนำแนวคิดนี้ไปใช้วิเคราะห์เครดิตของลูกค้าก่อนให้สินเชื่อ

หรือให้เครดิต

หลักคิดของ Z-Score Model ก็คือการมอง Ratio ทางการเงินของลูกค้า 5 ตัว ประกอบด้วย ตัวแรก

เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ซึ่งเป็นการดูทางด้านสภาพคล่องของกิจการ ตัวที่สอง

ผลกำไรสะสม(Retained Earnings) บอกให้รู้ว่าบริษัทนั้นมีกำไร

และนำกำไรใส่กลับเข้าไปในธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวที่สาม กำไรสุทธิก่อนดอกเบี้ยและภาษี(EBIT)

เป็นการบอกถึงคุณภาพของกำไร เพื่อดูว่าเงินที่ใส่เข้าไปในธุรกิจเกิดดอกผลกลับออกมาเท่าไร ตัวที่สี่

มูลค่าตามราคาตลาดของกิจการ (Market Value of Equity) บอกให้รู้ถึงมูลค่าของกิจการในขณะนั้น

และตัวที่ห้า ยอดขาย(Sales)จะบอกถึงความสามารถในการสร้างรายได้ของกิจการ

แล้วนำตัวเลขที่ได้รับใส่เข้าไปในแบบจำลอง Z-Score เพื่อดูคะแนน(Score)ที่ออกมาว่า

ลูกค้าบริษัทแห่งนี้ได้คะแนนในระดับใด จากนั้นก็จะนำไปเทียบกับตารางที่อัลท์แมนสร้างขึ้น

ซึ่งจะบอกได้ทันทีว่า ลูกค้ามีฐานะทางการเงินเช่นไร มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

และสมควรจะปล่อยกู้หรือให้สินเชื่อกับลูกค้ารายนี้หรือไม่

หรือตราสารทางการเงินที่บริษัทนั้นออกมาขายน่าลงทุนหรือไม่

"ถ้าคะแนนออกมาอยู่ในกลุ่ม "Safe Zone" คือคะแนนออกมา Z > 2.99 ถือว่าปลอดภัย

ลูกค้าสามารถชำระหนี้คืนได้ค่อนข้างแน่

แต่ถ้าคะแนนออกมา Z < 1.88 จะอยู่ในกลุ่ม "Distress Zone" ถือว่าเสี่ยงสูงมาก

โอกาสชำระหนี้คืนของลูกค้าเป็นไปได้ยาก แสดงถึงลูกค้ามีฐานะทางธุรกิจที่ย่ำแย่ ทางบริษัทก็จะไม่ปล่อยกู้

หรือให้เครดิตกับลูกค้ารายนั้น

และหากคะแนนออกมาระหว่าง 1.8 < Z < 2.99 จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "Grey Zone"

ถือว่าฐานะลูกค้ารายนั้นอยู่ในแดนเสี่ยง มีโอกาสชำระหนี้คืน หรืออาจจะเบี้ยวหนี้ก็ได้"

รองผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน มธ.กล่าว

"ผศ.พรรณุภา ธุวนิมิตรกุล" ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน มธ. ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงหลักการของ

Z-Score Model ว่าเป็นการใช้ข้อมูลทางคณิตศาสตร์มาอธิบาย

และคาดการณ์ความเสี่ยงเป็นการใช้ข้อมูลสถิติที่เรียกว่า "การสร้างฟังก์ชั่นการแบ่งแยก" (Discriminant

Analysis) โดยทางบริษัทจะไปเก็บข้อมูลสถานะทางการเงินของบริษัทจากงบการเงินที่มีอยู่แล้ว

และนำมาวิเคราะห์โดยแทนค่าเข้าไปในสูตรของอัลท์แมนเพื่ออธิบายฐานะของบริษัทแห่งนั้น

สูตรที่อัลท์แมนพัฒนาขึ้นมาเขียนออกมาเป็นสมการได้ว่า Z = 1.2(X1)+1.4(X2)+3.3(X3)+0.6(X4)+0.999(X5)

X1=สินทรัพย์หมุนเวียน ลบ หนี้สินหมุนเวียน หาร ด้วยสินทรัพย์รวม X2=กำไรสะสม หาร ด้วยสินทรัพย์รวม

X3=กำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี(EBIT) หาร ด้วยสินทรัพย์รวม X4=มูลค่าตามราคาตลาดของกิจการ

หาร ด้วยหนี้สินรวม X5=รายได้จากการขาย หารด้วยสินทรัพย์รวม

ดร.อาณัติ อธิบายถึงที่มาของ Z-Score Model

อีกว่าเป็นความพยายามของอัลท์แมนที่จะนำค่าทางสถิติมาอธิบายฐานะของธุรกิจ

แล้วจะได้สมการเส้นตรงออกมาคือตัว Z-Score ซึ่งเป็นค่าสัมประสิทธิ์ตัวหนึ่ง (ตัวเลขที่อัลท์แมน

คำนวณมาให้แล้ว)คูณด้วยตัวแปรทางการเงิน(X)ของบริษัท(ที่เราทำการศึกษา)

ลำดับความสำคัญของค่าสัมประสิทธิ์ และตัวแปรทางการเงิน

จะให้น้ำหนักไปที่กำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี(EBIT) หรือ "X3" มากที่สุด

เพราะนี่คือตัวสะท้อนศักยภาพในการทำกำไรขององค์กรที่เด่นชัดมากที่สุด ดังนั้นในแบบจำลองของอัลท์แมน

จึงกำหนดค่าสัมประสิทธิ์ที่จะมาคูณกับ X3 เท่ากับ 3.3

ซึ่งบ่งชี้ถึงลำดับความสำคัญที่สุดของการวิเคราะห์เครดิต

สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านบัญชี หรือการเงินเลยอาจมองดูซับซ้อน

แต่สำหรับผู้ที่พอมีพื้นฐานทางการเงินอยู่แล้วบ้าง การทำความเข้าใจ Z-Score Model ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปนัก

ปัจจุบันเป็นบทเรียนหนึ่งที่นักศึกษาบริหารธุรกิจทุกมหาวิทยาลัยทั่วโลกต้องเรียน และเรียนกันมาเกือบ 30

ปีแล้ว

ในระยะหลังๆ มานี้อัลท์แมน เริ่มแตกแนวคิด

ภายหลังพบความล้มเหลวของระบบเครดิตของประเทศเกิดใหม่(Emerging Market)จึงได้พัฒนา EM-Score

Model ขึ้นมาใช้กับตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ และได้ศึกษาอย่างจริงจังในประเทศเม็กซิโก อาร์เจนตินา

จนเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

ตัวแปรใน Z-Score Model ตัวหนึ่ง คือ มูลค่าตามราคาตลาดของกิจการ (Market Value of Equity)

ถ้ากิจการไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะหาออกมาลำบาก อัลท์แมน จึงคิดค้นว่าให้ใช้มูลค่าหุ้นตามบัญชี

(Book Value Equity) มาทดแทนและไม่นำยอดขาย(Sales)มารวมในการคำนวณ

ดังนั้นตัวแปรใน EM-Score Model จึงเหลือเพียง 4 ตัวเท่านั้น คือ X1=สินทรัพย์หมุนเวียน ลบ หนี้สิน

หมุนเวียน หาร ด้วยสินทรัพย์รวม X2=กำไรสะสม หาร ด้วยสินทรัพย์รวม

X3=กำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี(EBIT) หาร ด้วยสินทรัพย์รวม และX4=มูลค่าหุ้นตามบัญชี หาร

ด้วยหนี้สินรวม และเขียนสมการของ EM-Score Modelขึ้นมาใหม่

สมการนี้ คือ EM-Score =3.25+6.56(X1)+3.26(X2)+6.72(X3)+1.05(X4) การให้คะแนนก็เปลี่ยนไปจากเดิม

อัลท์แมนจัดผลลัพธ์ที่ออกมาเป็น Rating

เหมือนกับที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก(เอสแอนด์พี,มูดี้ส์)ทำกัน ถ้า EM-Score > 8.15 จะได้

AAA ซึ่งเป็น Ratingสูงสุดถือว่าฐานะของบริษัทแห่งนี้ "สุดยอด"

ในระดับฐานะของบริษัทที่พอใช้ได้ขึ้นไป EM-Score ต้องมากกว่า 5.85 หรือมี Rating เท่ากับ BBB

ซึ่งเป็นระดับของ Investment Grade

การแบ่งแยกระดับเครดิตให้มีความถี่มากขึ้นเช่นเดียวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั่วโลกทำกันนั้น

ยิ่งทำให้การอ่านฐานะของลูกค้าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น

ในประเทศไทยเคยมีการทำการศึกษาแบบจำลอง Z-Score

กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เข้าแผนฟื้นฟูกิจการหลายบริษัท พบว่าใช้ได้ผลถึง 80%

สำหรับแบบจำลอง EM-Score

ที่น่าจะเหมาะสำหรับการใช้ในประเทศไทยมากที่สุดขณะนี้ยังไม่มีใครศึกษาว่าใช้ได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์

Z-Score Model และ EM-Score Model อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต

แต่เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่อาจทำให้คำจำกัดความของคำว่า "ความเสี่ยง" และ"ผลตอบแทน" จะต้องเปลี่ยนไป

และกว้างไกลขึ้นกว่าเดิม

ที่มา......หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved