งบการเงินรวม (จบ)
อย่าลืมว่า บริษัทใหญ่สามารถสั่งให้บริษัทย่อยทำอะไรก็ได้ ซื้อสินค้าด้วยราคาเท่าไรก็ได้
ซื้อหนี้เสียออกจากบริษัทด้วยจำนวนเท่าไรก็ได้ กู้ยืมเงินหรือให้บริษัทกู้ยืมเงินเท่าไรก็ได้ ฯลฯ
ซึ่งจะทำให้บริษัทใหญ่สามารถตกแต่งตัวเลขใน "งบเดี่ยว" ได้ทุกเมื่อตามจำนวนที่ต้องการ
ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมงบการเงินจึงต้องแสดง งบการเงินเฉพาะบริษัท ควบคู่ไปกับงบการเงินรวม
คำตอบก็คือ จนด้วยเกล้า เพราะไม่ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม นอกจากว่า
กรมสรรพากรคิดภาษีโดยคำนวณจาก งบการเงินเฉพาะบริษัท กระทรวงพาณิชย์อยากได้ข้อมูลจาก
งบการเงินเฉพาะบริษัท ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลธนาคารโดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินเฉพาะบริษัท
แต่มาตรฐานการบัญชีไม่ได้กำหนดให้บริษัท "ต้อง" แสดงงบการเงินเฉพาะบริษัท ถึงแม้จะไม่ได้ห้ามไว้
ถ้าบริษัทอยากแสดง "งบการเงินเฉพาะบริษัท" ก็ย่อมทำได้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า
บริษัทต้องการแสดงงบการเงินเฉพาะบริษัทควบคู่ไปกับงบการเงินรวม
และในการจัดทำงบการเงินเฉพาะบริษัทนั้นบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องในทุกประเด็น
แต่ข้อกำหนดในมาตรฐานการบัญชีดังกล่าว ฟังไม่ค่อยจะขึ้นนัก เพราะไปขัดกับหลักการพื้นฐานทางบัญชี
ที่ระบุว่า "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" อย่าลืมว่า โดยเนื้อหาทางเศรษฐกิจแล้ว งบการเงินเฉพาะบริษัท
เป็นงบการเงินที่ไม่มีความหมาย เพราะ งบการเงินเฉพาะบริษัท นี้สามารถเกิดขึ้นได้
จากรูปแบบตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีก็ระบุว่า ถ้า บริษัทใหญ่ จะนำเสนอ งบเดี่ยว ควบคู่ไปกับ งบรวม
บริษัทใหญ่ต้องแสดง "เงินลงทุนในบริษัทย่อย" (ซึ่งเป็นหนึ่งในบัญชีสินทรัพย์ของบริษัทใหญ่) โดยใช้
"วิธีส่วนได้เสีย" นั่นคือ วิธีการบัญชีที่อยู่ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า บริษัทใหญ่มี "อิทธิพลอย่างเป็นสาระสำคัญ"
ต่อบริษัทย่อย (คือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางการเงินและการดำเนินงานของบริษัทย่อย)
จนทำให้บริษัทใหญ่ต้องรับผิดชอบต่อผลกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นในบริษัทย่อย
การบันทึกบัญชีตามวิธีส่วนได้เสียนี้ทำได้ไม่ยาก
บริษัทต้องนำกำไรขาดทุนที่เกิดในบริษัทย่อยตามส่วนที่บริษัทใหญ่ถือหุ้นอยู่ (เช่น 51%) มาเพิ่ม
เงินลงทุนในบริษัทย่อย
เสมือนว่ากำไรขาดทุนนั้นเป็นของบริษัทใหญ่เอง จากนั้นก็นำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทย่อยมาลดยอดของ
เงินลงทุนในบริษัทย่อย (ตามเปอร์เซ็นต์การถือหุ้นเช่นกัน) เพราะถือว่าบริษัทย่อยได้คืน เงินลงทุน
ให้แก่บริษัทใหญ่ แต่อย่าลืมล่ะว่า ก่อนที่บริษัทใหญ่จะนำกำไรขาดทุนและเงินปันผลของบริษัทย่อยที่รับมา
มาเพิ่มหรือลดบัญชีเงินลงทุน บริษัทใหญ่ต้องตัดรายการค้า หรือการกู้ยืมเงินระหว่างกันออกให้หมดเสียก่อน
ไม่อย่างนั้น การบันทึกบัญชีจะเกิดการซ้ำซ้อนขึ้นได้ (คือ
การนำตัวเลขที่เกิดจากรายการบัญชีเดียวกันมาบันทึกบัญชีสองครั้ง)
แต่เนื่องจาก การมีอิทธิพลอย่างเป็นสาระสำคัญ ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ลึกซึ้งมากนัก (เป็นแค่แฟนค่ะ
ไม่ใช่ภรรยา) บริษัทใหญ่จึงจะรับกำไรขาดทุนของบริษัทย่อยไม่เกินจำนวนเงินลงทุนที่บันทึกอยู่ในบัญชีคือ
บันทึกลดเงินลงทุนลงไม่ต่ำกว่าศูนย์
พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทใหญ่พร้อมที่จะรับผิดชอบ แฟน คนนี้เท่าที่จะไม่ขาดทุนเกินกว่า ทุน ที่ลงไปแล้ว
(เว้นแต่จะหลงกลตกปากรับคำกับบุคคลที่สามว่า จะชดใช้หนี้สินที่แฟนก่อขึ้น)
ซึ่งข้อสมมตินี้แตกต่างจากความสัมพันธ์ในลักษณะของ การควบคุม อย่างสิ้นเชิง
เพราะงบการเงินรวมแสดงให้เห็นว่าบริษัทใหญ่และย่อยคือ บริษัทเดียวกัน (ภรรยาค่ะ ไม่ใช่แฟน)
เป็นตายอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันขาดทุนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ดังนั้น นักลงทุนจะเห็นว่า ทำไมการแสดง งบเดี่ยว กับ งบรวม ควบคู่กันจึงไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลนัก
เพราะการแสดงความสัมพันธ์เดียวในสองลักษณะ จะทำให้ผู้ใช้งบการเงินสับสนว่า เอ๊ะ! นี่เป็นแค่แฟน
หรือรับเป็นภรรยาแล้ว? จะร่วมหัวจมท้ายกันหรือจะทิ้งเมื่อเห็นท่าไม่ดี
ข้อควรระวังสุดท้ายก่อนที่จะจากกัน
เมื่องบการเงินรวมสามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงที่สุดของบริษัท
บริษัทจึงมักจะหลีกเลี่ยงการนำงบการเงินของบริษัทย่อยมาจัดทำงบการเงินรวม
(หากเห็นว่าไม่เป็นผลดีต่อบริษัท) การหลีกเลี่ยงนี้สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ
โดยการจัดโครงสร้างของบริษัทบริวารไม่ให้เข้าข้อกำหนดเป็น บริษัทย่อย ตามที่มาตรฐานการบัญชี
กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีก็พยายามที่จะลดช่องโหว่นี้ลง โดยการกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผย
"รายการระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน" สำหรับบริษัทที่ไม่เข้าข่ายเป็นบริษัทย่อย
แต่ถือเป็นบริษัทบริวารที่เกี่ยวข้องกันและมีรายการค้าระหว่างกัน
นักลงทุนควรสนใจอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินเกี่ยวกับรายการระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกันให้จงหนัก
เพราะความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับบริษัท
มีรากฐานมาจากรายการที่เกิดขึ้นกับกิจการที่เกี่ยวข้องกันเกือบทั้งสิ้น
ที่มา....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|