free web hosting | free hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 The Enron Affairกลยุทธ์การบริหารเงิน เพื่อประหยัดภาษี

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้ไปสอนปิดคอร์สหลักสูตรการวางแผนภาษีของโครงการ Ex-MBA

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับฟังรายงาน (term paper) ของนักศึกษารุ่น 16 กลุ่ม 7 เรื่อง

เทคนิคการบริหารการเงิน เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่ดีและน่าสนใจ

จึงขอถือโอกาสนำตัวอย่างบางส่วนมาเผยแพร่แด่ท่านผู้อ่านและนักการเงินทั้งหลายพอสังเขปดังนี้ครับ

1.กลยุทธ์การบริหารเงินกู้

หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยคือ 30% ของกำไรสุทธิ (taxable profit) ดังนั้น

กรณีที่บริษัทใดมีผลประกอบการเป็นขาดทุนสุทธิจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

และยังสามารถนำผลขาดทุนดังกล่าวยกไปหักจากกำไรสุทธิในปีถัดๆ ไปได้ถึง 5 รอบระยะเวลาบัญชี (มาตรา

65 ตรี (12)แห่งประมวลรัษฎากร)

หากพิจารณาการเสียภาษีของกลุ่มบริษัทต่างๆ ในประเทศไทย กรณีบางบริษัทขาดทุน บางบริษัทมีกำไร

หากพิจารณาภาระภาษีโดยรวมของทั้งกลุ่มจะพบว่าอาจต้องรับภาระภาษีที่แท้จริง (effective tax rate)

ในอัตราที่สูงกว่า 30%ได้

ตัวอย่าง 1 กลุ่มบริษัทผู้ค้าอาหารสัตว์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยทั้งหมด มีบริษัท A

เป็นบริษัทแม่ และมีบริษัทลูกอีก 2 บริษัทคือ A1และ A2

หากบริษัทลูกทั้งสองต้องการเงินทุนโดยการกู้ยืมรายละ 100 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 10%

โดยกู้เองโดยตรงจากธนาคารในประเทศไทย (ดังภาพ)

กรณีดังกล่าวจะทำให้ภาระภาษีโดยรวมของกลุ่ม (ETR) สูงกว่า 30%ได้

A1 A2 Aงบการเงินรวม

กำไรสุทธิ (PBIT) 0 20 20 40

ดอกเบี้ยจ่าย (10) (10) 0 (20)

กำไรก่อนภาษี (10) 10 20 20

ภาษีนิติบุคคล 30% 0 (3) (6) (9)

กำไรหลังภาษี (10) 7 14 11

อัตราภาษีแท้จริง (ETR) 0% 30% 30% 45%

หากกลุ่มบริษัทดังกล่าวจัดโครงสร้างเงินกู้และเงินลงทุนเสียใหม่ โดยให้บริษัทแม่ (A) กู้แทน A1

และนำเงินไปลงทุนใน A1 อีกทอดหนึ่ง โครงสร้างการบริหารเงินและภาระภาษีจะเปลี่ยนไปดังนี้

กรณีข้างต้นจะทำให้อัตราภาษีโดยรวมของกลุ่ม (ETR) ต่ำลงกว่าวิธีแรกดังนี้

A1 A2 Aงบการเงินรวม

กำไรสุทธิ (PBIT) 0 20 20 40

ดอกเบี้ยจ่าย 0 (10) (10) (20)

กำไรก่อนภาษี 0 10 10 20

ภาษีนิติบุคคล 30% 0 (3) (3) (6)

กำไรหลังภาษี 0 7 7 14

อัตราภาษีแท้จริง (ETR) 0% 30% 30% 30%

2.กลยุทธ์การกู้ยืมเงินระหว่างกันของบริษัทในเครือ

การจัดโครงสร้างการกู้ยืมเงินระหว่างกันของกลุ่มบริษัทที่อยู่ในเครือเดียวกัน กรณีบริษัทหนึ่งมีกำไร

และอีกบริษัทมีผลขาดทุน ก็อาจได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่นกัน

ตัวอย่าง 2 กรณีบริษัทแม่ (A) มีผลกำไร และเป็นผู้กู้ยืมเงินโดยตรงจากธนาคาร โดยบริษัทลูก (A1)

มีผลขาดทุน

ภาระภาษีที่แท้จริง (ETR)จะสูงกว่าอัตราปกติดังนี้

A1 Aงบการเงินรวม

กำไรสุทธิ (PBIT) (25) 75 50

ดอกเบี้ยจ่าย 0 (25) (25)

กำไรก่อนภาษี (25) 50 25

ภาษีนิติบุคคล 30% 0 (15) (15)

กำไรหลังภาษี 25 35 10

อัตราภาษีแท้จริง (ETR) 0% 30% 60%

กรณีดังกล่าว หากจัดโครงสร้างการกู้ยืมและการลงทุนเสียใหม่ โดยให้บริษัทแม่ (A) กู้จากธนาคาร

แล้วนำเงินไปลงทุนใน A1 จากนั้น A1 โอนกลับมาให้กู้แก่ A อีกครั้ง กรณีจะทำให้ A

สามารถหักดอกเบี้ยจ่ายถึง 2 ครั้ง ทำให้ภาระภาษีโดยรวมลดลงกว่าวิธีแรกดังนี้ครับ

A1 Aงบการเงินรวม

กำไรสุทธิ (PBIT) (25) 75 50

ดอกเบี้ยจ่าย 25 (50) (25)

กำไรก่อนภาษี 0 25 25

ภาษีนิติบุคคล 30% 0 (7.5) (7.5)

อัตราภาษีแท้จริง (ETR) 0% 30% 30%

กรณีข้างต้น A1 จะต้องถือดอกเบี้ยรับจากการปล่อยกู้มาเป็นรายได้ และอาจต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา

3.3% หากมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกันต่ำกว่า 25% (ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ป.26/2534)

อนึ่งกรณีข้างต้น มิได้นำประเด็นเรื่องรายได้เงินปันผลมาพิจารณาด้วย ซึ่งกรณีของรายได้เงินปันผลนั้นมาตรา

65 ทวิ (10) แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็น 2กรณีคือ

(1) หากบริษัทผู้รับเงินปันผลเป็นบริษัทไทยทั่วไป ได้รับเงินปันผลจากบริษัทไทยฯ

กรณีก็จะต้องนำเงินปันผลดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น

(2) หากบริษัทผู้รับเงินปันผลเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือเป็น holding company

(ถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 25%

โดยบริษัทผู้จ่ายมิได้ถือหุ้นในบริษัทผู้รับไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม)

กรณีก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินปันผลดังกล่าวทั้งจำนวน

ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved