งบการเงินรวม (ต่อ)
ในทางบัญชี การแสดงงบการเงิน ก็เหมือนกับการแสดงทรัพย์สินของนักการเมือง
ที่ต้องนำเอาทรัพย์สินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น สามี ภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มาเปิดเผย
ร่วมกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว
สินทรัพย์และการดำเนินงานของบริษัทใหญ่กับบริษัทย่อยนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้
การแสดงงบการเงินที่แยกบริษัททั้งสองออกจากกัน เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบของกฎหมาย
มีแต่จะทำให้นักลงทุนเข้าใจฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัททั้งสองผิดไป
ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนได้
ลองมาดูตัวอย่างกัน บริษัทใหญ่มีกำไรจากการขายสินค้ามากเป็นพิเศษในปีนี้ บริษัทใหญ่ไม่อยากเสีย
ภาษีสูงๆจึงสั่งให้บริษัทย่อยทำสัญญาซื้อโรงงานจากบริษัทใหญ่ด้วยราคาที่ทำให้บริษัทใหญ่ขาดทุน
ถ้ารายการขาดทุนจากการขายโรงงานสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี กำไรของบริษัทใหญ่จะ
ลดลงฮวบฮาบ ทำให้บริษัทใหญ่ไม่ต้องเสียภาษีแพงๆ คำถามเกิดขึ้นว่า
แล้วบริษัทใหญ่จะทำการผลิตอย่างไรในเมื่อได้ขายเครื่องจักรให้กับบริษัทย่อยไปแล้ว
คำตอบคือ "สบายมาก"
เพราะบริษัทใหญ่สามารถสั่งให้บริษัทย่อยทำสัญญาเช่ากับบริษัทใหญ่เพื่อให้บริษัทใหญ่เช่าโรงงานนั้นกลับมาใช้ในการผลิต
ก็เป็นอันเสร็จพิธี
ถามว่า เนื้อหาที่แท้จริงของรายการบัญชีระหว่างบริษัทใหญ่กับบริษัทย่อยนี้คืออะไร
มีเหตุการณ์ตรงไหนที่ทำให้สถานะของบริษัทใหญ่และบริษัทย่อยแตกต่างไปจากเดิม
นอกเสียจากว่า บริษัทใหญ่ไม่ต้องเสียภาษีเท่าที่ควรจะเสีย และกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายของโรงงานตกไป
อยู่กับบริษัทย่อย ทั้งๆ ที่บริษัทใหญ่ก็ยังใช้โรงงานในการผลิตเหมือนเดิม ในการซื้อโรงงาน
บริษัทย่อยอาจต้องจ่ายเงินสดให้กับบริษัทใหญ่หรืออาจจ่ายเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน
แต่บริษัทย่อยก็สามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทใหญ่กลับมาได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยซ้ำไป
(เพราะไม่มีอะไรห้ามไว้)
ในทางตรงข้าม ถ้าบริษัทใหญ่อยากแต่งตัวเลขให้กำไรสวยๆ
บริษัทใหญ่ก็เพียงสั่งให้บริษัทย่อยซื้อสินค้าจากบริษัทใหญ่ด้วยราคาสูงๆ และในหมายเหตุประกอบงบ
การเงินภายใต้หัวข้อ "รายการระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน" ก็จะให้คำอธิบายไว้ว่า "บริษัทย่อยขายสินค้า
ให้กับบริษัทใหญ่ โดยใช้ราคาตามมูลฐานที่ตกลงร่วมกัน" ซึ่งไม่มีผู้อ่านรายไหนสามารถเดาได้ว่า "มูลฐาน
ที่ตกลงร่วมกัน" นั้น หมายถึงอะไรและมีจำนวนเท่าไร (ไม่รู้จำนวนก็ปรับปรุงตัวเลขในงบการเงินไม่ได้)
แถมเมื่อบริษัทย่อยกู้ยืมเงินจากบริษัท หมายเหตุประกอบงบการเงินก็จะระบุว่า
"บริษัทใหญ่และบริษัทย่อยได้กู้เงินและให้กู้เงินกันเป็นประจำ โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ถึง 100"
ข้อมูลดังกล่าวเลื่อนลอยพอที่จะทำให้นักลงทุนไม่รู้จะปรับปรุงตัวเลขในงบการเงินอย่างไร
แต่แท้จริงแล้ว ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงินอย่างมาก
เพราะชี้ให้เห็นว่านักลงทุนควรให้ความเอาใจใส่กับบริษัทดังกล่าวเป็นพิเศษ และถ้านักลงทุนสนใจจะลงทุน
ควรตรวจสอบว่าบริษัทนั้นมี "บรรษัทภิบาล"ดีเยี่ยมขนาดไหน
ตอนนี้ นักลงทุนจึงจะเห็นว่า มาตรฐานการบัญชี
ได้กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและกิจการที่เกี่ยวข้องกันไว้ในหมายเหตุประกอบ
งบการเงิน นั่นเป็นเพราะในแง่ของนักลงทุนแล้ว
รายการบัญชีที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกันต้องนำมาปรับออกจากงบการเงินทั้งหมด และถ้ามีเงิน
ให้กู้ยืมระหว่างกันก็ระวังให้จงหนักเพราะเงินทองของท่านอาจจะรั่วไหลออกจากบริษัทไปทางอื่นเอาง่ายๆ
ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการนี้ มาตรฐานการบัญชีจึงกำหนดให้บริษัทใหญ่ต้องจัดทำงบการเงินรวม
โดยผนวกเอาสินทรัพย์ หนี้สิน ผลการดำเนินงาน กระแสเงินสด ฯลฯ
ของบริษัทย่อยทุกบริษัทมารวมกับงบการเงินของบริษัทใหญ่
ให้เปรียบเสมือนว่าบริษัทใหญ่และบริษัทย่อยเหล่านั้นเป็นบริษัทเดียวกัน
นอกจากนั้น ในกระบวนการจัดทำงบการเงินรวม บริษัทต้องตัดรายการระหว่างกันออกจนหมดสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นรายการค้าระหว่างกัน การกู้ยืมเงินระหว่างกัน กำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าหรือ
ทรัพย์สินระหว่างกันฯลฯเพื่อให้สถานะที่แท้จริงของงบการเงินรวมปรากฏออกมา
เมื่องบการเงินของบริษัทใหญ่และบริษัทย่อยทุกบริษัทได้ผนวกกันเป็นหนึ่งเดียวในลักษณะเช่นนี้ บริษัท
ใหญ่จะถือว่าเป็น ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่" ในขณะที่ผู้ถือหุ้นรายอื่นในบริษัทย่อยจะกลายเป็น "ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย"
ไปโดยปริยาย ดังนั้นถ้าดูงบการเงินรวม นักลงทุนจะเห็นว่าส่วนของผู้ถือหุ้นจะประกอบด้วยส่วนของผู้ถือ
หุ้นส่วนใหญ่ (ซึ่งมักจะไม่เขียนไว้)และส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (ที่เขียนไว้อย่างชัดเจน)
นักลงทุนต้องจำไว้ว่า ในการวิเคราะห์งบการเงิน นักลงทุนควรนำแต่ตัวเลขใน งบการเงินรวม มาวิเคราะห์
์เท่านั้น นักลงทุนไม่ควรดูตัวเลขใน งบการเงินเฉพาะบริษัท เพราะงบการเงินเฉพาะบริษัทให้ข้อมูลตัวเลข
ที่ไม่มีความหมายและไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทางธุรกิจ
อย่าลืมว่า บริษัทใหญ่สามารถสั่งให้บริษัทย่อยทำอะไรก็ได้ ซื้อสินค้าด้วยราคาเท่าไรก็ได้
ซื้อหนี้เสียออกจากบริษัทด้วยจำนวนเท่าไรก็ได้ กู้ยืมเงินหรือให้บริษัทกู้ยืมเงินเท่าไรก็ได้ ฯลฯ
ซึ่งจะทำให้บริษัทใหญ่สามารถตกแต่งตัวเลขใน งบเดี่ยวได้ทุกเมื่อตามจำนวนที่ต้องการ
ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมงบการเงินจึงต้องแสดง งบการเงินเฉพาะบริษัทควบคู่ไปกับงบการเงินรวม
คำตอบก็คือ จนด้วยเกล้า เพราะไม่ทราบถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม นอกจากว่า กรมสรรพากรคิดภาษี
โดยคำนวณจาก งบการเงินเฉพาะบริษัท กระทรวงพาณิชย์อยากได้ข้อมูลจาก งบการเงินเฉพาะบริษัท
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลธนาคารโดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินเฉพาะบริษัท
แต่มาตรฐานการบัญชีไม่ได้กำหนดให้บริษัท "ต้อง" แสดงงบการเงินเฉพาะบริษัท ถึงแม้จะไม่ได้ห้ามไว้
ถ้าบริษัทอยากแสดง "งบการเงินเฉพาะบริษัท" ก็ย่อมทำได้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า
บริษัทต้องการแสดงงบการเงินเฉพาะบริษัทควบคู่ไปกับงบการเงินรวม และในการจัดทำงบการเงินเฉพาะ
บริษัทนั้นบริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องในทุกประเด็น
แต่ข้อกำหนดในมาตรฐานการบัญชีดังกล่าว ฟังไม่ค่อยจะขึ้นนัก เพราะไปขัดกับหลักการพื้นฐานทางบัญชี
ที่ระบุว่า "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" อย่าลืมว่า โดยเนื้อหาทางเศรษฐกิจแล้ว งบการเงินเฉพาะบริษัท
เป็นงบการเงินที่ไม่มีความหมาย เพราะ งบการเงินเฉพาะบริษัท นี้สามารถเกิดขึ้นได้
จากรูปแบบตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีก็ระบุว่า ถ้าบริษัทใหญ่จะนำเสนอ งบเดี่ยว ควบคู่ไปกับ งบรวม บริษัท
ใหญ่ต้องแสดง เงินลงทุนในบริษัทย่อย (ซึ่งเป็นหนึ่งในบัญชีสินทรัพย์ของบริษัทใหญ่) โดยใช้ วิธีส่วนได้เสีย
นั่นคือ วิธีการบัญชีที่อยู่ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า บริษัทใหญ่มี อิทธิพลอย่างเป็นสาระสำคัญ ต่อบริษัทย่อย
(คือมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางการเงินและการดำเนินงานของบริษัทย่อย)
จนทำให้บริษัทใหญ่ต้องรับผิดชอบต่อผลกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นในบริษัทย่อย
การบันทึกบัญชีตามวิธีส่วนได้เสียนี้ทำได้ไม่ยาก
บริษัทต้องนำกำไรขาดทุนที่เกิดในบริษัทย่อยตามส่วนที่บริษัทใหญ่ถือหุ้นอยู่ (เช่น 51%) มาเพิ่ม เงินลงทุน
ในบริษัทย่อย
เสมือนว่ากำไรขาดทุนนั้นเป็นของบริษัทใหญ่เอง จากนั้นก็นำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทย่อยมาลดยอดของ
เงินลงทุนในบริษัทย่อย (ตามเปอร์เซ็นต์การถือหุ้นเช่นกัน) เพราะถือว่าบริษัทย่อยได้คืน เงินลงทุน ให้แก่
บริษัทใหญ่ แต่อย่าลืมล่ะว่า ก่อนที่บริษัทใหญ่จะนำกำไรขาดทุนและเงินปันผลของบริษัทย่อยที่รับมา
มาเพิ่มหรือลดบัญชีเงินลงทุน บริษัทใหญ่ต้องตัดรายการค้าหรือการกู้ยืมเงินระหว่างกันออกให้หมดเสียก่อน
ไม่อย่างนั้น การบันทึกบัญชีจะเกิดการซ้ำซ้อนขึ้นได้ (คือ
การนำตัวเลขที่เกิดจากรายการบัญชีเดียวกันมาบันทึกบัญชีสองครั้ง)
แต่เนื่องจาก การมีอิทธิพลอย่างเป็นสาระสำคัญ ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ลึกซึ้งมากนัก (เป็นแค่แฟนค่ะ
ไม่ใช่ภรรยา) บริษัทใหญ่จึงจะรับกำไรขาดทุนของบริษัทย่อยไม่เกินจำนวนเงินลงทุนที่บันทึกอยู่ในบัญชีคือ
บันทึกลดเงินลงทุนลงไม่ต่ำกว่าศูนย์
พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทใหญ่พร้อมที่จะรับผิดชอบ แฟน คนนี้เท่าที่จะไม่ขาดทุนเกินกว่า ทุน ที่ลงไปแล้ว
(เว้นแต่จะหลงกลตกปากรับคำกับกับบุคคลที่สามว่า จะชดใช้หนี้สินที่แฟนก่อขึ้น)
ซึ่งข้อสมมตินี้แตกต่างจากความสัมพันธ์ในลักษณะของ การควบคุม อย่างสิ้นเชิง
เพราะงบการเงินรวมแสดงให้เห็นว่าบริษัทใหญ่และย่อยคือ บริษัทเดียวกัน (ภรรยาค่ะ ไม่ใช่แฟน)
เป็นตายอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันขาดทุนก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ดังนั้น นักลงทุนจะเห็นว่า ทำไมการแสดง งบเดี่ยว กับ งบรวม ควบคู่กันจึงไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลนัก
เพราะการแสดงความสัมพันธ์เดียวในสองลักษณะ จะทำให้ผู้ใช้งบการเงินสับสนว่า เอ๊ะ! นี่เป็นแค่แฟน
หรือรับเป็นภรรยาแล้ว?จะร่วมหัวจมท้ายกันหรือจะทิ้งเมื่อเห็นท่าไม่ดี
ข้อควรระวังสุดท้ายก่อนที่จะจากกัน
เมื่องบการเงินรวมสามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงที่สุดของบริษัท
บริษัทจึงมักจะหลีกเลี่ยงการนำงบการเงินของบริษัทย่อยมาจัดทำงบการเงินรวม (หากเห็นว่าไม่เป็นผลดี
ีต่อบริษัท) การหลีกเลี่ยงนี้สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ โดยการจัดโครงสร้างของบริษัทบริวารไม่ให้เข้า
ข้อกำหนดเป็นบริษัทย่อยตามที่มาตรฐานการบัญชีกำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีก็พยายามที่จะลดช่องโหว่นี้ลง โดยการกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผย
รายการระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน สำหรับบริษัทที่ไม่เข้าข่ายเป็นบริษัทย่อย
แต่ถือเป็นบริษัทบริวารที่เกี่ยวข้องกันและมีรายการค้าระหว่างกัน
นักลงทุนควรสนใจอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินเกี่ยวกับรายการระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกันให้จงหนัก
เพราะความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับบริษัท
มีรากฐานมาจากรายการที่เกิดขึ้นกับกิจการที่เกี่ยวข้องกันเกือบทั้งสิ้น
ที่มา.....หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|