free web hosting | free hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 สไตล์ดรักเกอร์ การประเมินตนเองและองค์กร

สไตล์ดรักเกอร์ การประเมินตนเองและองค์กรจากความเป็นผู้เชี่ยวชาญทางแนวทางการจัดการใหม่ๆ และร่วม

สมัยของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า ทุกๆ บทความหรือเรื่องราวที่เขาพูดถึง เป็นที่สนใจ

เสมอจากบรรดานักวิชาการทั่วโลกเมื่อคราวก่อน ผมได้พูดถึงเรื่องของการจัดการตนเอง (Managing

Oneself) และได้กล่าวถึง Knowledge Worker หรือพนักงานระดับมันสมองที่ดรักเกอร์เน้นมา

ตลอด ว่าสังคมใหม่นี้คือ Knowledge Society ที่มีแต่การเรียนรู้จาก ค.ศ.1750 ถึง 1990

ระบบทุนนิยมและเทคโนโลยีสามารถเอาชนะทุกสิ่ง และสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้กับมนุษย์ ดรักเกอร์

อธิบายว่า ก่อนหน้านี้คำว่า องค์ความรู้ ถูกมองว่าเป็นการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการมีชีวิตอยู่เท่านั้น

ไม่ว่าปราชญ์ชาติใดต่างก็มององค์ความรู้ว่าเป็นความรู้ในตัวของมันเอง หรือเป็นความเติบโตทางสติปัญญา

ทางจิตใจ และศีลธรรมของบุคคล และเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนเรารู้ว่าอะไรควรพูด และควรพูดเมื่อใดผมชื่นชม

ดรักเกอร์ ตรงที่การเป็นเสมือนนักสังคมสงเคราะห์ของตัวเขา เพราะ ดรักเกอร์ พยายามอย่างยิ่ง

ที่จะกระตุ้นให้ผู้คนในสังคมปัจจุบัน ไม่ละทิ้งคุณธรรม (Ethics) ในการดำเนินชีวิต หรือการทำธุรกิจ

และการอุทิศตัวให้สังคมตามสมควร และตัวเขามักไม่ชอบให้คนเรียกเขาว่า Consultant แต่ชอบให้พูด

ถึงเขาในนาม Social Ecologistจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องการบริหารตนเองไปแล้ว วันนี้

ลองมาดูเรื่องการประเมินตนเองเอาไว้เช่นกัน เมื่อมีการจัดการตัวเองแล้ว ก็เป็นเรื่องจำเป็น หากเราสามารถ

ประเมินตนเอง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาตัวเองต่อไปดรักเกอร์บอกว่า แรงงานสมองหรือ Knowledge

Worker ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จะให้ความสำคัญกับครึ่งหลังของชีวิต (Second half

of Life) ที่ยังมีอยู่ เพราะจากที่กล่าวไปในตอนที่ผ่านมาว่า ช่วงครึ่งหลังของชีวิตนี่เอง ที่ดรักเกอร์บอกว่า

จะเป็นตัวของแต่ละคน เป็นสิ่งที่คนแต่ละคนอยากจะทำ และมีความสุขที่ได้ทำแรงงานสมองนั้นจะมี

ชีวิตการทำงานที่ยาวออกไป แม้เกษียณอายุแล้วก็ตาม ก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้อีกนาน

แต่ก็มีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นคือความเบื่อหน่ายในงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อชีวิตดำเนินมาถึงครึ่งทาง

และการจัดการตนเองก็เป็นเครื่องมือที่จะให้โอกาสแรงงานสมองได้เตรียมตัวสำหรับสิ่งใหม่ๆ อาจเปลี่ยนงาน

ทำงานควบ หรือทำงานสาธารณประโยชน์ หรืออาจจะเป็นการก่อตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา ทั้งแบบไม่หาผล

ประโยชน์ หรือแบบหาผลประโยชน์ก็ตามดรักเกอร์นำเสนอเครื่องมือในการเตรียมตัวองค์กร เรียกว่า

การประเมินตนเองและองค์กร (Self-Assessment tool)ซึ่งจะสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ตัดสินใจ

สำหรับครึ่งหลังของชีวิตได้เครื่องมือของดรักเกอร์นั้น เป็นสิ่งง่ายๆ ที่ประกอบด้วยคำถามเพียง 5 ข้อเท่านั้น

แต่ทว่าเป็นคำถามที่สำคัญและจำเป็นที่ต้องมีคำตอบในทุกๆ ข้อ เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงสิ่งใหม่ๆ ได้แก่

1. What is our Mission? พันธกิจของเราคืออะไร และควรจะเป็นอย่างไรพันธกิจ (mission)

ขององค์กร ควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนเชื่อมั่น ทุกคนรับรู้ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องขณะที่ผู้นำต้องทำให้เกิดความ

เชื่อมั่นว่าทุกคนในองค์กร และนอกองค์กรรับรู้และเข้าใจถึง mission ขององค์กร

2. Who is our customer ? ลูกค้าคือใคร ต้องกำหนดกลุ่มลูกค้า ทั้ง Primary Customer คือ

กลุ่มลูกค้าหลัก ซึ่งก็คือบุคคลที่จำต้องเกี่ยวพันกับองค์กรเป็นหลัก หรือผู้อุดหนุนองค์กร และ Supporting

customer ซึ่งก็คือบรรดาผู้สนับสนุน หุ้นส่วน ผู้ก่อตั้ง ผู้ให้การสนับสนุน หรือลูกจ้าง เป็นต้น

3. What does the customer value? อะไรคือค่านิยมหรือคุณค่าในหมู่ลูกค้าหรือผู้บริโภคของ

องค์กร ก็คือ การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าขององค์กรนั่นเองซึ่งองค์กรก็ต้องรู้ว่าอะไรคือค่านิยม

และความพึงพอใจของลูกค้าและผู้บริโภค

4. What are our results? อะไรคือผลสำเร็จที่คาดว่าจะได้รับ มองที่ผลสำเร็จทั้งในระยะสั้นและ

ในระยะยาว และการวัดผลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

5. What is our plan? อะไรคือแผนงานของเรา ซึ่งจะนำไปสู่ศูนย์รวมของวัตถุประสงค์ขององค์กร

และทิศทางในอนาคต แผนงานนั้นจะประกอบด้วย พันธกิจ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ เป็นต้นในการนำเครื่อง

มือนี้ไปใช้นั้น จะต้องจัดตั้งทีมประเมินตนเองขึ้นมาเพื่อตอบคำถามทั้ง 5 ข้อซึ่งจะเป็นหัวใจของการ

กำหนดขอบเขตขององค์กรใหม่ที่ก่อตั้ง ก่อนที่จะก่อตั้งองค์กรใหม่ หรือเข้าร่วมกับองค์กรใดก็ตาม ดรักเกอร์

์ให้ข้อคิดว่า องค์กรต่างๆ ทุกวันนี้จำเป็นต้องคิดให้รอบคอบและโปร่งใสว่า อะไรคือผลสำเร็จสำหรับองค์กร

เหล่านั้น การลงมือปฏิบัติตามพันธะสัญญา หรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยคำนึงถึงการแข่งขันในสภาพ

แวดล้อมที่มีความต้องการสูงปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่เป็นข้อสังเกตของดรักเกอร์ และสรุปง่ายๆ ออกมาว่า

ในการปรึกษาหารือหัวข้อที่มีความสำคัญมากๆ หากเสียงส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว

อย่าสรุปถึงการตัดสินใจนั้นโดยเด็ดขาด"เพราะการสนับสนุนนั้นหมายความว่า ไม่มีใครทำการบ้านมาก่อน

การตัดสินใจในระดับองค์กรมีความสำคัญและเสี่ยงมาก ดังนั้นจึงสมควรกระตุ้นให้มีการโต้เถียงกันอย่างสร้าง

สรรค์ เพื่องัดเอาแนวความคิดต่างๆ ออกมาให้มากที่สุดในองค์กรต่างๆต้องมีบรรยากาศที่แข็งแกร่ง

พอสำหรับรองรับการโต้เถียง หากคนในองค์กรต้องการสนับสนุนให้เกิดสิ่งใหม่ๆ และพันธะสัญญา

องค์กรต้องกระตุ้นให้เกิดความซื่อสัตย์และการไม่เห็นด้วยในทางที่สร้างสรรค์ เพราะหากไม่มีการกระตุ้น

ให้เกิดการโต้แย้ง คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วยอยู่ในใจ แต่ไม่เปิดเผยหรือแสดงออกมา

ท้ายที่สุดก็อาจลงเอยด้วยการต่อต้านแบบลับๆ หรือแบบไม่เปิดเผยเหตุผลอีกประการหนึ่งในการกระตุ้น

ให้เกิดการโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์นี้ ย่อมหมายความว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดการคัดค้านเกิดขึ้น แต่ดรักเกอร์

ไม่ใช่หมายความถึงต้องการให้องค์กรมีแต่คนประเภทค้านหัวชนฝา แต่ควรมีผู้ที่คัดแย้งอย่างมีเหตุผล

และพร้อมยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้ด้วยเช่นกันและสุดท้ายแล้วก็จะเกิดการอภิปราย

ซึ่งจะเป็นการเปิดใจให้เห็นเหตุผลในการคัดค้าน และเป็นการแสดงความจริงใจร่วมกัน และจะก่อให้เกิดการ

ตัดสินใจต่างๆ ขึ้นในที่สุด ซึ่งการตัดสินใจตรงนี้จะกลายเป็นพันธะสัญญาร่วมกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

หากเป็นแฟนของดรักเกอร์กันมานานจะพบว่า ตัวของกูรูเฒ่าผู้นี้เน้นเรื่องสังคมเป็นอย่างยิ่ง

และพยายามกระตุ้นให้เกิดการอุทิศตัวและองค์กรให้กับสังคมอยู่เสมอ เช่นกันที่ดรักเกอร์บอกไว้ในประเด็นนี้ว่า

ภาระหน้าที่ต่อการประเมินตนเอง ก็คือหน้าที่ในการพัฒนาตนเองและองค์ต้นสังกัดในฐานะผู้นำ

องค์กรสามารถขยายวิสัยทัศน์ได้โดยการรับฟังผู้บริโภคหรือลูกค้า และกระตุ้นให้เกิดการโต้เถียง (ย้ำว่า

ต้องแบบสร้างสรรค์) และต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงในสังคมเพื่อที่จะนำผลที่ได้มาปรับเปลี่ยนนโยบาย

ขององค์กรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนพันธกิจ (Mission)

หรือการยกเลิกโครงการต่างๆ ที่ไม่จำเป็นก็ตาม Self-Assesment หรือการประเมินตนเอง

เป็นความเคลื่อนไหวแรกที่ต้องการความเป็นผู้นำ ความแน่วแน่ในการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงเป้าหมาย

การจะทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก่อนและเรื่องของการเตรียมตัว

สู่ครึ่งหลังของชีวิตนั้น ต้องทำในช่วงครึ่งแรกของการดำเนินชีวิต ต้องวางแผนเตรียมการเอาไว้ เพราะหากรอ

ให้ผ่านช่วงนี้ไปก็ทำให้การเตรียมตัวนั้นยากขึ้น และอาจสายเกินไปได้นี่เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่ง จากหนังสือ

จัดการและประเมินตนเองตามแนวดรักเกอร์ ที่ผมนำมาเสนอไว้ให้กับผู้อ่านพอเป็นความรู้ และข้อคิดใหม่ๆ

จากกูรูเฒ่าผู้น่าเลื่อมใสท่านนี้ ที่แม้แต่กูรูชั้นนำในเชิงธุรกิจทั่วโลก อาทิ ฟิลิป คอตเลอร์ เองก็ให้การยอมรับ

เช่นกัน และนำกลยุทธ์ของเขาไปใช้เป็นแนวทางเช่นกันบรรดาลูกศิษย์ลูกหาก็จะนิยมชมชอบเขาในฐานะ

คนแก่ใจดี ที่ทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก และดูจะมีความสุขกับการทำสิ่งที่ทำอยู่นี้อย่างไม่รู้เหนื่อย

ดรักเกอร์ยึดถือคติจากปราชญ์เยอรมันนาม Goethe ที่กล่าวไว้ในบทประพันธ์อมตะชื่อ Fuast ว่า เกิดมา

เห็น เน้นที่จ้องเพราะเขาวางตัวเองเป็นนักสังเกตการณ์ที่นำสิ่งที่ได้จากการสังเกตมาสร้างเป็นองค์ความรู้ผ่าน

ประสบการณ์อันช่ำชองของเขา สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือวัย 93 ปีของเขากลับไม่เป็นอุปสรรคใดกับเขาได้เลย

นี่คงเป็นตัวอย่างของคำว่า แก่แต่ยังมีไฟ (ล้นเหลือ) ได้อย่างแท้จริง

ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved