ล้มบนฟูก...เขาทำกันอย่างไร
เมื่อตอนที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ๆ ทางการได้สั่งปิดสถาบันการเงินถึง 56 แห่งตอนนั้น
ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจเจ้าของสถาบันการเงินเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อมารู้ว่า เขา "ล้มบนฟูก" กันอย่างไร
ความสงสารก็กลายเป็นความชิงชัง ความเห็นใจกลายเป็นความเจ็บแค้นผมถึงกับพูดกับเพื่อนว่า "นี่
มันปล้นประเทศชาติกันชัดๆ และทำกันได้อย่างไร้ยางอายที่สุด"ยุคกว้านซื้อสถาบันการเงิน
ย้อนไปช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโต ทุกคนต่างเร่งขยายกิจการ เมื่อเงินลงทุนมีจำกัดก็ต้องไปกู้สถาบันการ
เงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือบริษัทเงินทุน การกู้เงินมักจะมีขั้นตอนและใช้เวลา ทำให้นายทุน
นักธุรกิจจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่ทันใจ อยากจะเป็นเจ้าของธนาคาร บริษัทเงินทุนเสียเอง กู้เอง อนุมัติเอง ง่ายดี
ธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนเยอะๆ อย่างเช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร รถยนต์ อุตสาหกรรมเคมี โรงเหล้า
โรงเหล็กและโรงแรม ต่างพร้อมใจกันทุ่มเงินกว้านซื้อบริษัทเงินทุนบ้าง ธนาคารบ้างมาเป็นของตน
ที่มีเงินเยอะหน่อยก็ใช้วิธีเทคโอเวอร์ ที่มีเงินทุนน้อยก็ใช้วิธีซื้อหุ้นร่วมทุนเป็นพันธมิตร เมื่อได้เป็นเจ้าของแล้ว
บริษัทในเครือของตนทั้งหมดก็เปลี่ยนมากู้เงินจากสถาบันการเงินใหม่นี้ กู้ง่ายอนุมัติเร็ว ด้วยเหตุผลว่า
บริษัทผู้กู้เหล่านี้ล้วนมั่นคงเพราะตนเป็นผู้บริหาร เป็นหลักประกันอยู่เมื่อเงินได้มาง่าย การใช้จึงหละหลวม
มือเติบ สุรุ่ยสุร่าย กล้าได้กล้าเสีย โดยคิดว่าอย่างไรเสีย ตนก็มีแหล่งเงินหนุนหลังอยู่ ขาดเงินก็ไปกู้มาเพิ่มได้
้ตลอดเวลา ทุกคนจึงทุ่มลงทุนเต็มที่ เพื่อหวังเป็นแห่งแรกบ้าง ใหญ่ที่สุดบ้าง
โดยคาดหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจมันขยายเท่านั้นเท่านี้ ตนจะได้กำไรอย่างนั้นอย่างนี้แต่เศรษฐกิจไม่โตอย่างที่คาด
แถมยังหดตัวรุนแรง เงินทุนที่ทุ่มเข้าไปเพื่อหวังเป็นแหล่งรายได้ใหม่เข้ามากลับกลายมาเป็นภาระฉุดดึง
รายได้ที่เข้ามาไม่คุ้มภาระดอกเบี้ย ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่าย เงินเดือนพนักงานและค่าเสื่อมราคาเมื่อตัวเลขติดลบ
มากๆ จนขาดสภาพคล่อง ก็ทำเรื่องกู้เพิ่ม อ้างว่า ขยายกิจการ บางคนใช้วิธีกู้จากสถาบันการเงินอื่น
แต่ให้สถาบันการเงินของตน ค้ำประกันเงินกู้ให้ กู้กันเรื่อยไป จนสถาบันการเงินของตนขาดสภาพคล่อง
แต่ทุกอย่างยังไม่ดีขึ้น บริษัทย่อยเหล่านี้ก็เริ่มหยุดชำระหนี้ รอดูสถานการณ์เดือนแล้วเดือนเล่า ดอกเบี้ยยิ่ง
พอกพูน จนกลายเป็นหนี้เสียที่เรียกกันว่า "NPL" (Non Performing Loan) หนี้ที่ไม่ชำระดอกเบี้ย
เกินกว่า 3 เดือน สถาบันการเงินที่ถูกปิดส่วนใหญ่จะมี NPL 70-80% ของยอดสินเชื่อทั้งหมด ว่ากันว่า
บางแห่งสูงถึง 90%สถาบันการเงินถูกปิดเมื่อมีการลดค่าเงินบาท
และรัฐบาลตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เงื่อนไขของ IMF ข้อ
หนึ่งคือ ให้ปิดสถาบันการเงินที่อ่อนแอ รัฐต้องไม่เอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้ม ช่วงนั้นจึงมีข่าวลือว่า แบงก์และ
ไฟแนนซ์ จะล้มกันมากมาย ประชาชนจึงพากันไปถอนเงินกันยกใหญ่ รัฐบาลพิจารณาแล้วว่า
ถ้ายังปล่อยให้มีข่าวลือทำนองนี้อยู่เรื่อย และประชาชนยังถอนเงินกันไม่หยุด
ต่อไปสถาบันการเงินทุกแห่งทั้งดีและเลวจะล้มกันหมด จึงประกาศรับประกันเงินฝากทั้งหมดทีนี้ยุ่งกันไปใหญ่
เพราะรัฐบาลโดยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินจะต้องวิ่งหาเงินไปจ่ายผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินที่ตน
สั่งปิดไป เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาทถามว่า เงินมาจากไหน คำตอบก็คือ"เงินหลวง"เงินภาษีอากร
ที่เก็บจากตาสีตาสานั่นเองแต่เนื่องจากยอดเงินที่ต้องรับผิดชอบมีจำนวนมหาศาลรัฐไม่ได้เตรียมการเรื่องนี้มา
ก่อน เงินคงคลังที่มีอยู่ไม่พอ ต้องกู้ยืมธนาคารพาณิชย์เอกชนและออกพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก
ทำให้ดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงอย่างไม่เคยมาก่อน จนกองทุนฟื้นฟูได้สมญานามว่า ไอ้ตัวดูด
รัฐได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนอย่างที่เราทราบแล้วว่า รัฐอยู่ในสภาวะจำยอม
ต้องทำเพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อถือให้กับภาคธุรกิจการเงิน ลองนึกภาพดูว่า ถ้าความเชื่อถือพังพาบลง
คนไม่กล้านำเงินไปฝาก สถาบันการเงินก็ไม่มีเงินไปปล่อยกู้ บริษัท โรงงานต่างๆ ขาดเงินหมุนเวียน
ทุกธุรกิจจะเป็นอัมพาตหมด สถานการณ์คงไม่แตกต่างจากภาวะสงคราม ไม่มีใครเชื่อถือคำพูดใครอีก
รัฐทุ่มทุนไปมโหฬารเป็นเงินหลายแสนล้านบาท สิ่งที่รัฐได้มา คือ บัญชีลูกหนี้เน่าๆ
ของสถาบันการเงินที่รัฐเข้าไปดูแล ถ้ารัฐเก็บหนี้คืนได้ทั้งหมด แน่นอนว่า ต้องคุ้มกับเงินที่รัฐทุ่มไป
แต่อย่างที่รู้กัน หนี้เหล่านี้เป็น NPL ถึง 70-80%กองทุนฟื้นฟูไม่มีความชำนาญในเรื่องการบริหารหนี้
ี้ประกอบกับนโยบายรัฐบาล ต้องการดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงประกาศให้บริษัท
สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศเข้ามาประมูลหนี้สินเหล่านี้ไปบริหารต่อแผนเหนือเมฆ ลูกหนี้ไทย
ไคลแมกซ์อยู่ตรงนี้แหละครับ บริษัทของเจ้าสัวต่างๆ ที่อยู่ในบัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ปิดไป
เป็นพวกนกรู้ เขาประเมินคาดการณ์มาก่อนหน้านี้แล้วว่า แนวทางจะออกมาอย่างนี้ เขาจึงหยุดจ่ายหนี้
เพื่อให้เป็นลูกหนี้ที่มีปัญหา เมื่อรัฐมีการประมูลขายลูกหนี้ออกไป เขาก็ไปขอซื้อคืนในราคาต่ำๆ
ดีกว่าการไปผ่อนคืนทั้งต้นและดอกเป็นไหนหากเราปะติดปะต่อภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราจะรู้ว่า
เขาล้มบนฟูกกันอย่างไรยกตัวอย่างเช่น ท่านเจ้าสัว เปิ่น ทุ่มเงินซื้อสถาบันการเงินเล็กๆ
แห่งหนึ่งที่มีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 30 บาทซื้อหุ้นไป 50% ของทุนจดทะเบียนหรือ
25 ล้านหุ้น เท่ากับใช้เงินไป 750 ล้านบาทแล้วอาศัยเครดิตของตนและการบริหารที่ี่กล้าได้กล้าเสีย
จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากสูงๆ แล้วนำเงินไปเก็งกำไรทุกรูปแบบ ทำให้สถาบันการเงินแห่งนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด
มีสินทรัพย์และเงินฝากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 500 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้าน
บาทเจ้าสัวรักษาสิทธิของตนซื้อหุ้นอีก 50% ของหุ้นเพิ่มทุน แต่ซื้อในราคาพาร์ 10 บาท เท่ากับควักเงินอีก
250 ล้านบาท รวมเงินทั้งสิ้นที่ลงทุนในสถาบันการเงินแห่งนี้ 1,000 ล้านบาทในระหว่างนี้มีประชาชน
ให้ความเชื่อถือ นำเงินมาฝาก 13,000 ล้านบาท และตัวสถาบันการเงินไปกู้เงินนอกมาเองอีก 100
ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,500 ล้านบาทขณะนั้น) เพื่อมาปล่อยกู้ต่อให้ลูกค้าในประเทศ
ขณะที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว สถาบันแห่งนี้ปล่อยสินเชื่อไปถึง 15,000 ล้านบาท มีหลักทรัพย์ค้ำประกันบ้าง
ไม่มีบ้าง ใช้เครดิตเจ้าของบริษัทค้ำก็มี รับซื้อเช็คก็มี แน่นอนว่า จำนวนนี้มีการปล่อยสินเชื่อ
ให้บริษัทในเครือของเจ้าสัว 30-40% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาทเมื่อกิจการในเครือเจ้าสัวทรุดลง
หนี้สิน 5,000 ล้านบาท กลายเป็น NPL รัฐเข้ามาควบคุมสถาบันการเงิน
แล้วจัดให้มีการขายทอดตลาดหนี้สินส่วนนี้ออกไป โดยวิธีประมูลสมมติว่า ได้ประมูลขายออกไปที่ราคา 30%
ของยอดหนี้เดิม หรือเพียง 1,500 ล้านบาท เจ้าสัวก็จะวิ่งหาแหล่งเงินใหม่เตรียมไว้ซื้อหนี้คืน
จากสถาบันการเงินที่ประมูลได้ไปในราคา เพียง 2,000 ล้านบาท เท่ากับตอนกู้เงินรับเงินมา 5,000 ล้าน
บาท แต่ซื้อหนี้คืนในราคา 2,000 ล้านบาท กำไร 3,000 ล้านบาทหักเงินลงทุนที่ซื้อสถาบันการเงิน
แห่งนี้มาในราคา 1,000 ล้านบาท ยังได้กำไร 2,000 ล้านบาทคนที่ขาดทุนป่นปี้ คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อย
และรัฐบาล ผู้ถือหุ้นรายย่อยขาดทุนในหุ้นที่ถูกลดทุนเหลือหุ้นละ 1 สตางค์โดยไม่ได้ประโยชน์จาก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนรัฐบาลขาดทุนจากการที่ไปค้ำประกันเงินฝาก เพราะต้องจ่ายเงินให้ผู้ฝากเงินทั้งหมด
แต่สามารถขายหนี้สินออกไปได้เงินมาเพียง 30% ของยอดหนี้เท่านั้นเอง
แต่เจ้าสัวไม่ต้องแบกรับภาระแม้แต่บาทเดียวตกกระไดพลอยโจนถามว่าเจ้าสัวอยากให้เหตุการณ์ออกมาอย่าง
นี้มั้ย คำตอบคือ "ไม่" เพราะถ้าเศรษฐกิจยังดี และทุกอย่างเป็นไปตามแผน
สถาบันการเงินก็ยังอยู่เป็นฐานการเงินให้ธุรกิจในเครือข่ายที่กู้เงินไป ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้ปีละ
10-20% เป็นการใช้เงินต่อเงินแต่เมื่อไม่เป็นไปตามแผน เกิดพลาดขึ้นมา จึงตกกระไดพลอยโจน
อย่างน้อยก็ไม่เจ็บหนักเดิมที เจ้าสัวก็ไม่คาดว่าจะออกมาอย่างนี้หรอก
เพราะที่ผ่านมาเวลาสถาบันการเงินมีปัญหาก็เป็นเพียงแห่งสองแห่ง ลูกหนี้รายใหญ่จะใช้วิธียื้อหนี้
เจรจาต่อรองบ้าง ไม่ไปศาลตามนัดบ้าง ดึงเรื่องไปเป็นปีๆ รอจนเศรษฐกิจฟื้น
เมื่อหลักทรัพย์ค้ำประกันโดยเฉพาะที่ดิน และหุ้นมีราคาถีบตัวสูงขึ้นมา จึงค่อยมาประนอมหนี้
ตัดแบ่งที่ดินขายไปตามส่วน เพื่อไปใช้หนี้ แล้วยังมีสินทรัพย์เหลืออยู่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้แต่รอบนี้
เกิดวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงเป็นประวัติการณ์ สถาบันการเงินล้มพร้อมกันกว่าครึ่งร้อย รัฐไม่มีปัญญาอุ้ม
จึงใช้วิธีประมูลขายบัญชีลูกหนี้ ซึ่งกลับเป็นเรื่องที่ถูกอกถูกใจเจ้าสัวเพราะสามารถไถ่หนี้ได้ในราคา
ถูกและทำได้รวดเร็วทันใจดีแผนสองของเจ้าสัวกรณีที่จะเป็นปัญหา ก็คงเป็นเรื่องการโก่งราคาของเจ้าหนี้ใหม่
ที่ประมูลหนี้ได้ไป เจ้าสัวก็ไม่กลัวเพราะ
1. หลักทรัพย์ค้ำประกันราคาต่ำกว่ามูลหนี้
2. เจ้าหนี้ใหม่ไม่ชำนาญในธุรกิจของตน คงไม่ยึดธุรกิจไปทำเอง
3. หากมีปัญหา ตนสามารถผ่องถ่ายทรัพย์สินได้ทันเมื่อเชื่อว่า ตนถือไพ่เหนือกว่า อย่างมากที่สุดที่จะเกิดขึ้นคือ
การประนอมหนี้ ซึ่งแน่นอนว่า เจ้าหนี้จะขอมาเจรจาด้วย ลดดอกเบี้ยให้ ยืดเวลาชำระหนี้
หรือแม้กระทั่งเพิ่มเม็ดเงินให้ใหม่ ถ้าเจ้าสัวเสนอแผนฟื้นฟูที่น่าเชื่อถือ จะเห็นว่ามีแต่ได้กับได้
เพราะเจ้าสัวยังมีเส้นสายและบารมีเหลืออยู่ไม่ได้เป็นเจ้าสัว ก็ล้มบนฟูกได้ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าสัว
หรือเจ้าของสถาบันการเงินล่ะ ล้มบนฟูกได้มั้ย คำตอบคือ ได้เช่นกัน ไม่ได้ซับซ้อนอะไรด้วยแผนหนึ่ง
แกล้งขาดสภาพคล่อง เพื่อให้เป็น NPL แล้วค่อยไปซื้อหนี้คืนจากเจ้าหนี้ใหม่ที่ประมูลหนี้ของตนไปแผนสอง
หากเจรจากันไม่รู้เรื่องจริงๆ หรือเห็นว่า ถึงอย่างไรบริษัทของตนก็ฟื้นฟูไม่ขึ้นแล้ว ก็ใช้วิธีผ่องถ่ายทรัพย์สิน
ซึ่งทำได้มากมายเป็นสิบๆ วิธี เช่น
1.ตบแต่งบัญชี ทำค่าใช้จ่ายให้สูง เก็บหนี้ไม่ได้ สินค้าในระหว่างผลิตเสียหาย
2.ขายทรัพย์สินในราคาถูก เช่น ขายหุ้นในบริษัทย่อยในราคาถูก โละสต็อกสินค้าในราคาเหมือนให้เปล่า หรือ
ขายอาคารพร้อมที่ดินในราคา 1 บาท โดยอ้างว่ามูลค่าทางบัญชีอยู่ที่ 1 บาท
3.ซื้อสินทรัพย์เพิ่มในราคาแพง เช่น ซื้อหุ้น หรือที่ดินจากบริษัทในเครือในราคาแพง
ทั้งที่ธุรกิจของตนไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้น หรือที่ดินเก็บไว้
4.ให้บริษัทในเครือยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
5.ทำสัญญาผูกพันซื้อสินค้าจากบริษัทในเครือในราคาสูงผิดปกติ บางแห่งอาจมีเงื่อนไขปรับถ้าทำผิดสัญญา
แล้วในที่สุดก็แกล้งให้ปรับจริงๆกว่าเจ้าหนี้ใหม่จะฟ้องร้องยึดทรัพย์ ทรัพย์สินต่างๆ
ก็ถูกผ่องถ่ายไปจนแทบไม่เหลืออะไรไว้ ที่เรียก "ล้มบนฟูก" ก็เป็นอย่างนี้แหละ คือ ดูเหมือนล้ม
แต่ยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่บ้าง ไม่เจ็บเท่าไรฤา ชี้โพรงให้กระรอกบทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อชี้โพรงให้กระรอก
เกรงแต่จะเป็นการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำมากกว่า เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ คนในวงการธุรกิจย่อมรู้ดีอยู่แล้ว
เพียงแต่จิตใจจะชั่วร้ายพอที่จะทำอย่างนั้นหรือเปล่าและไม่ได้หมายความว่า เจ้าสัวทุกคนจะตั้งใจล้มบนฟูก
ที่ดีมีจรรยาบรรณก็มี ที่เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก็เยอะ อย่างน้อยเราจะได้รู้เท่าทันเขา อย่าได้ประเมินเขาต่ำเกินไป
มัวแต่สงสารว่าเขาจะหมดตัวเขาเพียงแต่กำลังจะจับเงินหมื่นล้าน แล้วคว้าได้แค่พันล้านเท่านั้นเอง
ทางออกของปัญหามองเห็นภาพกันมาตลอดแล้ว คงจะเกิดคำถามตามมาว่าแล้วอย่างนี้
ต่อไปใครอยากเป็นลูกหนี้ที่ดีล่ะ ถ้าไม่มีบทลงโทษสำหรับคนโกง คำตอบคือ "รัฐ"โดยธนาคารแห่งประเทศ
ไทย ต้องเป็นแกนในการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลด้านเครดิตหรือ "เครดิตบูโร"
ให้สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศเป็นสมาชิก เก็บข้อมูลด้านเครดิตของลูกค้าทั้งหมดว่า
ใครมีประวัติการกู้เงินอย่างไร เคยเบี้ยวหนี้หรือไม่ มีส่วนร่วมหรือพัวพันอย่างไร ตั้งใจหรือเกิดจาก
สภาพเศรษฐกิจรวม เมื่อเกิดปัญหาแล้วให้ความร่วมมือหรือไม่ เก็บข้อมูลกันเป็น 10 ปี 20 ปี หรือตลอดชีวิต
นั่นหมายความว่า ใครมีเจตนาทุจริตเพียงครั้งเดียว จะมีประวัติด่างพร้อยไปตลอดชีวิต
ทุกคนจึงต้องรักษาเครดิตของตนให้ดีที่สุดอีกสถาบันที่ควรจัดตั้ง คือ "สถาบันประกันเงินฝาก"
เพื่อดูแลสถาบันการเงินที่มีปัญหา และรับประกันเงินฝากให้ประชาชนในจำนวนจำกัด เช่น เพียง 1-2 ล้านบาท
เพื่อรัฐจะได้ไม่ต้องมีภาระมากเกินไปและให้ประชาชนได้ระมัดระวังการฝากเงินมากขึ้น
ให้รู้จักเลือกสถาบันที่มีความมั่นคง มิใช่มองแต่ผลตอบแทนเรื่องดอกเบี้ยอย่างเดียว
ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นเหยื่อส่งเสริมสถาบันการเงินที่มุ่งระดมเงิน เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว
บทสรุป "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" พุทธภาษิตกล่าวไว้อย่างนั้น พอมีเรื่องนี้เกิดขึ้น คนพูดกันหนาหูว่า
"ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านหนึ่งกล่าวกับผมว่า "ยัง
ยังอ่านไม่ถึงบทสุดท้ายของชีวิตเลย เรื่องนี้อาจต้องดูกันถึงสัมปรายภพ"ผมได้แต่ยกมือพนมโมทนาสาธุ
ขอให้จริงเถิดท่านเจ้าสัวทั้งหลายครับ ท่านเป็นจำเลยของคนทั้งแผ่นดิน ที่ทุกคนต้องลำบากกันถ้วนหน้า
ถูกรีดภาษีเพิ่ม ซื้อของแพงขึ้น ก็เพื่อมาชดใช้ความเสียหายที่ท่านทำไว้ ประเทศไทยมีคน 62 ล้านคน
แค่ชดใช้สัมปรายภพให้พวกเราคนละหนึ่งปี คูณกันเอาเองครับว่า ต้องชดใช้โทษกันกี่ปี.....สาธุ
ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|