สร้างความเป็นเลิศในพนักงาน (1)
ผมเห็นมาหลายแห่งแล้ว ที่อะไรๆ ก็ถามเจ้านาย ไม่มีเจ้านายก็ตัดสินใจไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูก
กับองค์กรที่ผู้ปฏิบัติตัดสินใจได้เองในระดับหนึ่ง องค์กรแบบแรกเจ้านายเองรู้สึกเหมือนตัวเองมีกรรม
เหนื่อยตลอด ต้องเคี่ยวเข็นทุกเรื่อง ตรงกันข้ามกับองค์กรแบบหลัง ที่เจ้านายทำหน้าที่ตัดสินใจในสิ่งที่ไม่แน่นอน
สิ่งที่แน่นอนแล้ว เป็นงานแบบ routine เขาไม่ต้องตัดสินใจอีกแล้วนั่นย่อมพิสูจน์ได้ว่า
องค์กรธุรกิจดำเนินอยู่ได้ด้วย คน ยิ่งมีคนเก่งมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีโอกาสรุ่งเรืองได้มากเท่านั้น หลายๆ
บริษัทจึงรีบเร่งในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ (ไม่ว่าจะสร้างเป็นหรือไม่ก็ตาม)
ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างโอกาสให้ตัวเอง วาดหวังให้เป็นอนาคตของบริษัทต่อไปมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ถ้าลองดูงบกำไรขาดทุนของบริษัท จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนสูงมาก
แต่ต้องจำไว้ว่าพนักงานไม่ใช่ค่าใช้จ่าย มันเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำมาสร้างผลกำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เพียงแต่เป็นสินทรัพย์ที่ต้องการค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้นเรื่อยๆก่อนอื่นเถ้าแก่ต้องล้างสมองตัวเองเสียก่อน
จะมัวคิดว่าพนักงานเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้อีกต่อไป ต้องมองว่าเป็นเครื่องมือหารายได้ของบริษัท
เหมือนกับคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า เครื่องมือที่ใช้ประกอบการให้บริการ ฯลฯ
เหมือนกันตรงที่มันหาเงินให้ได้ แต่ถ้าใช้ได้ไม่เต็มกำลังของมัน ก็เป็นความสูญเสียของบริษัทเอง ต้องบำรุงรักษา
ต้องคอยยกระดับความสามารถเป็นประจำ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือพวกนี้มีความรู้สึก และทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ต้องทำให้เขาทำได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับเพิ่ม และไม่เหมือนเครื่องจักรอีกอย่างคือ
เอาไปขายเป็นเงินไม่ได้เคยเห็นเถ้าแก่ที่เห็นคนเป็นเหมือนกระดาษทิชชู เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องประหยัด
ใช้ของถูกได้ยิ่งดี ใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไป ไม่พยายามทำให้มนุษย์ในองค์กรทำงานให้ได้ดี แต่กลับคิดว่า
ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไป รับใหม่ก็ได้ พวกที่เข้ามาใหม่ต้องดิ้นรนให้ตัวเองผ่านทดลองงานให้ได้
เถ้าแก่ไม่มาช่วยกันทำให้คนเหล่านี้แสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุดแล้วผ่านทดลองงานคนระดับผู้บริหาร
ก็ยังอยู่กันไม่ค่อยยืด เขาถึงได้ย่ำอยู่กับที่จนทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆ อยู่ในมือ
เถ้าแก่จะต้องคิดถึงวิธีพัฒนาความเป็นเลิศให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ตลอดเวลา เพื่อช่วงชิงความเหนือชั้นทางธุรกิจ
แต่การปฏิบัติจริงไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่พูด ความจริง การพัฒนาคนนี้
ต้องเป็นเป้าหมายสูงสุดอันหนึ่งขององค์กรธุรกิจทั้งหลาย ซึ่งเป็นมานานแล้ว
และยังคงความสำคัญไม่เสื่อมคลายมาโดยตลอด การพัฒนาคน จะต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามอย่างมาก
จึงจะเห็นผลความสามารถของคนเราไม่สามารถจะเร่งให้เจริญเติบโตให้รวดเร็วได้อย่างการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์
ได้ จะต้องใช้ความอดทน ใช้ความพยายาม ให้เวลากับมัน ของสำเร็จรูปก็หายากเสียด้วย
สิ่งพื้นฐานที่เถ้าแก่จะต้องเน้นในเรื่องนี้มีอยู่ 3 ประการคืออันดับแรกถ้าเห็นคนที่มีหน่วยก้านเข้าตากรรมการ
แล้ว ลองมอบหมายงานหนึ่งให้ลองทำดู มอบความรับผิดชอบและอำนาจให้เต็มที่
ตั้งเป้าหมายไว้แล้วแจ้งให้เขาทราบ บางคนอาจจะคิดว่า อำนาจสั่งการนั้นจะต้องให้เขาแสดงผลงานเสียก่อน
แต่สำหรับบางคนหาเป็นเช่นนั้นไม่ มีคนอยู่หลายคนที่ไม่สามารถแสดงฝีมือได้เมื่ออยู่ภายใต้การชี้นำของผู้อื่น
หากมีอำนาจสั่งการเอง จะแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสของเขา การจะมองคนประเภทนี้ให้
ออก นับเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น หากเห็นคนที่อาจจะมีฝีมือซ่อนเร้นอยู่ควรจะลองให้โอกาสเขาสักครั้ง
เอาเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกมาประเมินฝีมือข้อต่อมาก็คือเถ้าแก่จะต้องจัดสรรหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจ
ของแต่ละตำแหน่งภายในบริษัทให้ชัดเจน ใครเป็นลูกน้องของใคร รับคำสั่งจากใคร
ไม่ใช่ทุกคนรับคำสั่งจากเถ้าแก่คนเดียวหมด บริษัทเล็กๆ มักจะมีปัญหาในเรื่องนี้
บางบริษัทเอาพนักงานมาเรียงหน้ากระดาน ให้ลูกน้องทุกคนเป็นลูกน้องโดยตรงของเถ้าแก่หมด
เหมือนทุกคนเป็นคนใช้ อย่างนี้เหมาะสำหรับครอบครัว ไม่ใช่องค์กรธุรกิจ ในบริษัทที่มีคนน้อยๆ
ก็อาจจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากมีพนักงานมากสักหน่อย ก็ต้องทำโครงสร้างองค์กรให้ชัดเจน ทำอย่างนี้
จะทำให้ขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละคนชัดเจน ช่วยให้แต่ละคนสามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้ง่ายขึ้น
ไม่ใช่เป็นไปตามอารมณ์เถ้าแก่ เดี๋ยวก็ว่าทำงานผิดบทบาท เดี๋ยวก็ว่าเกี่ยงงาน
แต่เมื่อมีเส้นแบ่งเขตความรับผิดชอบแล้วก็เกิดปัญหาเรื่องของการตีความส่วนที่อยู่ก้ำกึ่งไม่รู้อยู่ในเขตรับผิดชอบ
ของใคร ปัญหานี้จะแก้ไขได้โดยความเป็นผู้นำของตัวเถ้าแก่เองด้วยการใช้อำนาจกำหนดลงไปเพื่ออุดช่องโหว่
นั้น และสร้างบรรยากาศของการทำงานเป็นทีม สามารถเข้าแทนที่กันได้ตลอดเวลา หากแต่ละคนเห็นว่า
งานของฉันอยู่ตรงนี้ อย่างอื่นไม่เกี่ยว แล้วละก็ การทำงานในบริษัทก็จะไม่เป็นทีม
ไม่สามารถย่างก้าวไปในอนาคตได้ เถ้าแก่จะต้องเป็นผู้นำในการจัดประชุมระหว่างฝ่าย
เพื่อประสานงานให้ปัญหาระหว่างฝ่ายน้อยลงเมื่อทำได้เช่นนี้ ก็จะเกิดบรรยากาศของการสร้างสรรค์
และแต่ละคนก็จะมีการพัฒนาการทำงานของตนเอง ให้สอดคล้องกับการทำงานของคนอื่น
การสร้างการทำงานเป็นทีมนี้เอง จะเป็นการสร้างประสิทธิภาพการทำงานเพราะฉะนั้น
ถ้าเถ้าแก่ไม่ใช้ความพยายามตรงนี้แล้ว คงจะไม่มีอะไรดีขึ้น
ที่มา...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

|