free web hosting | website hosting | Business Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

 ต้องการผู้นำที่มี "คุณธรรม" และ "ยึดมั่น"ในเกียรติศักดิ์ศรี

ข้อเสนอข้อที่ 6 ของนิตยสาร BusinessWeek ฉบับวันที่ 6 พ.ค.2545 ซึ่งเป็นข้อเสนอข้อสุดท้ายคือ

ต้องการผู้นำที่มีคุณธรรมและยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ศรี ผมว่ามีความสำคัญมากที่สุด

เพราะคุณภาพของผู้นำคือ การชี้เป็นชี้ตายขององค์กร หรือประเทศ กล่าวคือ ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ

มีวิสัยทัศน์ มีคุณธรรม และยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ศรี จะนำพาองค์กร หรือประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า

ในทางตรงกันข้าม ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ แต่ขาดคุณธรรม

และไม่ยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ศรีก็จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง ครอบครัว เครือญาตและพวกพ้องเท่านั้น

กรณีของ Enron คือตัวอย่างที่เห็นอย่างโจ๋งครึ่มว่า ผู้นำ ที่เก่ง มีความรู้ความสามารถ

และมีวิสัยทัศน์ก็นำพาองค์กรสู่ความหายนะได้ หากขาดคุณธรรม และไม่ยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ศรี

มุ่งแสวงหาแต่โอกาสเพื่อขยายกิจการมุ่งหวังกำไร

ต้นทศวรรษที่ 90 Enron แม้จะจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ Dow Jones

ก็เป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทในระบบเศรษฐกิจใหม่ของสหรัฐฯ เนื่องจาก Enron ขยายกิจการอย่างรวดเร็ว

เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ประยุกต์ความคิดใหม่ๆ บุกตลาดใหม่ๆ และมีกำไรจนเป็นที่อิจฉาของบริษัท

ทั้งหลาย

บริษัทมากมายพยายามเลียนแบบวิธีการและความสำเร็จของ Enron

ลองมาดูวัฒนธรรมของ Enron ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กรดูบ้างว่า เน้นเรื่องอะไรบ้าง ค่านิยม หรือคุณค่าของ

Enron ก็คือ ให้ความสำคัญเรื่องความคิดแบบเถ้าแก่คือ กล้าเสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ

ให้คุณค่ากับความทะเยอทะยานของปัจเจกบุคคล มากกว่าการทำงานแบบเป็นทีม

รวมทั้งเน้นเรื่องความฉับไวซึ่งเป็นคุณสมบัติของคนหนุ่มสาวเหนือกว่าการมีปัญญา หรือความสุขุมที่เป็นคุณ

สมบัติของผู้อาวุโส (ไม่ใช่ผู้อาวุโสทุกคนมีปัญญา หรือความสุขุม)

ตลอดจนให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มรายได้ เช่น ลงทุนในโครงการใหม่ๆ หรือบุกตลาดใหม่โดยไม่คำนึงถึง

ค่าใช้จ่าย

วัฒนธรรมซึ่งประกอบด้วยค่านิยม หรือคุณค่าดังกล่าวของ Enron

นำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ซื่อสัตย์หรือบิดเบี้ยวจนทำให้ต้องมีการตกแต่งบัญชีเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง

การปล่อยให้พนักงานหนุ่มสาวหัวใสริเริ่มทำโครงการใหม่ๆ หรือทำงานเสี่ยงโดยไม่มีการควบ คุมดูแล หรือ

ตรวจสอบก็สร้างความ วุ่นวายปั่นป่วน หรือนำไปสู่การขาดทุนหรือเจ๊งได้

กรณีของธนาคาร Bearing ที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษแห่งหนึ่งซึ่งต้องประสบกับชะตากรรมล้มละลาย

ก็เพราะปล่อยให้พนักงานหนุ่มหัวใสดำเนินธุรกิจเสี่ยงเก็งกำไรโดยไม่มีกระบวนการถ่วงดุลหรือตรวจสอบ

ควบคุม

นี่คือกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นก่อนกรณีของ Enron หลายปี แต่ก็หาได้เป็นบทเรียนแต่อย่างไร

ตัวอย่างการบุกตลาดพลังงานใหม่ของ Enron ในประเทศอินเดีย ก็เป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่า

ผู้บริหารอเมริกันไม่ได้มีวิสัยทัศน์ หรือความรู้ความสามารถเหนือกว่า ผู้บริหารประเทศอื่นๆเลย

ทำไมจึงพูดเช่นนี้ เหตุผลก็เพราะผู้บริหารหนุ่มสาวสมองใสที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา MBA จากมหา

วิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯมาไม่กี่ปี เสนอให้ไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติเหลว

หรือ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลงที่มีต้น ทุนสูงกว่าก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน

โรงไฟฟ้าชนิดนี้ที่ Enron ไปลงทุนในอินเดียนั้นเป็นโรงไฟฟ้าประเภทเดียวกันกับที่ญี่ปุ่น ข้อแตกต่างมี

ประการเดียวคือ รายได้โดยเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่นสูง กว่าคนอินเดียราว 70-80 เท่า

นอกจากนี้ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศทั้งสองก็แตกต่างกัน กล่าวคือ อินเดียเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บน

พื้นทวีปเอเชีย ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นเกาะที่มีน้ำทะเลล้อมรอบรวมทั้งไม่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติใกล้กับประเทศญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้ การส่งเชื้อเพลิงก๊าซ ธรรมชาติไปยังโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าในญี่ปุ่นก็จำเป็นต้องทำเป็นของเหลว

ก่อน แล้วใช้เรือเดินสมุทร ขนาดใหญ่ส่งไปให้อีกที พอมาถึงญี่ปุ่นก็ต้องผ่านกระบวนการทำเป็น ก๊าซฯใหม่อีก

แล้วจึงค่อยส่งไปตามท่อไปยังโรงไฟฟ้า

นี่เองจึงทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวมีราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติเพราะต้องผ่านกระบวนการถึงสองครั้ง

สองครา รวมทั้งการขนส่งทางเรือเดินสมุทร์ก็มีราคาแพงกว่าการขนส่งทางท่อ (การขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อ

ปลอดภัยและถูกที่สุด)

ผมว่าผู้บริหารหนุ่มสาวสมองใสเหล่านี้เข้าใจ หรือตระหนักถึงข้อแตกต่างเหล่านี้ระหว่างญี่ปุ่นกับอินเดีย

แต่ที่พวกเขากล้าเสี่ยงลงทุนทำโครงการดังกล่าวก็เพราะได้ร่วม ทุนกับบริษัทท้องถิ่นในอินเดีย รวม

ทั้งวางแผนจะขายไฟฟ้าให้กับชน ชั้นกลางและสูงในอินเดีย

แผนการที่วางไว้ไม่เป็นอย่างที่คิด เนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในเอเชียในกลางปี 2540

ประกอบรัฐบาลอินเดียอนุญาตให้บริษัทพลังงานของชาติอื่นเข้าไปสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุน

ถูกกว่า เช่น ถ่านหิน และน้ำมันแข่งขันด้วยหลังจากอนุมัติให้บริษัท Enron

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติเหลวจึงเจ๊งแบบหมดท่า

นี่เป็นเพียงโครงการหนึ่งในหลายสิบโครงการของ Enron

ที่ประสบปัญหาจนนำไปสู่การโกงและตกแต่งบัญชีเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงสาธารณชน

โดยเฉพาะผู้เล่นหุ้น

นิตยสาร BusinessWeek บอกว่า สิ่งที่ท้าทายผู้บริหารในทศวรรษที่ 90 ก็คือ การปรับเปลี่ยน

องค์กรขนาดยักษ์ให้มีความคล่อง แคล่วในการแข่งขัน

แต่สิ่งท้าทายใหม่สำหรับผู้บริหารในทศวรรษนี้ก็คือ การสร้าง วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน

และให้รางวัลกับผู้ที่มีคุณธรรม และยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ศรีในระดับเดียวกับผู้ที่มีความคิดสร้าง

สรรค์และมีจิตวิญญาณแบบเถ้าแก่

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กร

หรือประเทศก็ต้องเริ่มที่ผู้บริหารระดับสูงสุดก่อนเสมอ

เพราะถ้าผู้นำสูงสุดไม่เป็นตัวอย่าง หรือพูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมก็ไม่มีวันสำเร็จ

ตัวอย่างเช่น ผู้นำของประเทศบอกประชาชนว่า ให้หันมา นิยมใช้สินค้าภายในประเทศ แต่ตน

เองและสมาชิกในครอบครัวของตน ยังคงใช้สินค้ายี่ห้อดังๆจากต่างประเทศ

หรือพาครอบครัวไปจับจ่ายซื้อ ของในต่างประเทศ เนื่องจากคิดว่า ไม่เป็นไร เพราะตนเอง และครอบ

ครัวใช้เงินส่วนตัวไม่ได้ใช้งบประมาณของแผ่นดิน

นั่นเป็นวิธีคิดที่แย่ที่สุด ไม่เหมาะที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศ เพราะถ้าพูดแล้วไม่ทำตาม

สิ่งที่ตนเองพูดก็อย่าพูดเสียจะดีกว่า

ผู้นำไม่ว่าจะอยู่ในสมัยใดจะต้องเป็นเข็มทิศแห่งคุณธรรม จะต้องไม่ยอมทนต่อการทุจริตในการ ปฏิบัติไม่ว่า

"เธอ" หรือ "เขา"ผู้นั้นเป็นใคร

หากตรวจสอบพบมีการทำงาน ผิดพลาดไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ก็ตาม ก็ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

กรณีผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ เช่น ขาดความรู้ หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ควรทำก็คือ สรุปเป็นบทเรียน

แต่ไม่มีการลงโทษผู้ทำผิด

แต่ถ้าเป็นกรณีทุจริต หรือตั้งใจทำผิด นอกจากจะสรุปเป็นบท เรียนแล้ว ก็จะต้องลงโทษผู้กระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้ ผู้นำยังจำเป็นต้อง สนับสนุนให้มีการกล้าโต้เถียงผู้บังคับบัญชา มิเช่นนั้น ทั้งองค์กรก็จะมีแต่

Mr.หรือ Ms. Yesหมด

เวลาเจ้านายเสนอ หรือพูดอะไรผิด ลูกน้องก็ยังบอกว่าถูก หาก องค์กรใดเป็นเช่นนี้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าองค์กรนั้นก็มีแต่นับวันจะเจริญลง

การที่ผู้นำสร้างวัฒนธรรมให้พนักงานกล้าโต้แย้ง หรือเถียง หรือชี้ในสิ่งที่ผิด ผู้ที่ตั้งใจจะทำผิด

หรือทุจริตก็ต้องระแวดระวังตัวเป็น พิเศษ เพราะหากถูกจับได้ ก็รู้ทันทีว่า

อนาคตของตนในองค์กรแห่งนี้จบสิ้นลงแน่ๆ

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัทมหาชนจะปฏิบัติตามข้อเสนอทั้งหมดนี้

ก็ไม่ได้เป็นหลักค้ำประกัน 100% ว่า จะไม่มีกรณีอย่าง Enron, Cendant, Xerox, WorldCom

หรือ Sunbeamเกิดขึ้นอีกในอนาคต

เพียงแต่ทำให้ผู้บริหารที่อยาก จะเบี้ยวมีความยากลำบากที่จะทุจริต หรือพูดง่ายๆ ก็คือ

ทำให้ทุจริตได้ยากขึ้นและจะถูกลงโทษหากถูกจับได้

เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภ และถูกครอบงำด้วยกิเลส ยังมุ่งมั่นแสวงหาความสุขจาก ภายนอก

พวกมนุษย์เหล่านี้ก็จะต้องพยายามแสวงหาลู่ทางการโกง กินในรูปแบบใหม่ๆ

ที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าเดิม

ที่มา...หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


 

Copyright © 2002 payom.topcities.com. All rights reserved